สัมภาษณ์ ไอค่อนหนังสยองขวัญ “เวส คราเว่น” กับผลงานล่าสุด 7 ตายย้อนตาย

Home / ข่าวหนัง, หนังฮอลลีวูด / สัมภาษณ์ ไอค่อนหนังสยองขวัญ “เวส คราเว่น” กับผลงานล่าสุด 7 ตายย้อนตาย

จากประวัติศาสตร์ของหนังแนวสยองขวัญ คุณคิดว่าต้องทำยังไงเพื่อทำให้คนดูมีอารมณ์ร่วม มันมีความแตกต่างไหมระหว่างอดีตและปัจจุบัน

ผมพบว่าการที่จะทำให้ผู้ชมมีอารมณ์ร่วม คุณต้องเข้าถึงจิตใจของพวกเขา ทุกคนมักถามว่า “คุณต้องใช้เลือดกี่แกลลอนในการทำหนังสยองขวัญ” ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้น แน่นอนที่คุณใช้เลือดเพื่อถ่ายทอดความรุนแรงได้ แต่ผมคิดว่าถ้าคุณสร้างบางอย่างที่ขยับเขยื้อนอยู่ใต้ผิวหนังของคนดู หรือสิ่งที่พวกเขาสามารถสัมผัสได้ด้วยใจ มันก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า

การทำสิ่งที่ไม่คาดถึงในหนังแนวนี้ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญ ตอนที่ผมถ่ายทำ Last House on The Left เมื่อตัวละครถูกยิงหรือแทง เขาก็น่าที่จะตาย แต่ผมทำในสิ่งตรงกันข้าม ใครบางคนถูกแทงและล้ม แต่ในขณะที่คนกระทำเดินจากมา คนคนนั้นก็เริ่มคลานและลุกขึ้นมาอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่เขาน่าจะต้องตายไปแล้ว นี่คือสิ่งที่ผู้ชมคาดไม่ถึง

มันยังเกี่ยวกับการทำให้ตัวละครเหมือนคนที่มีชีวิตอยู่จริง คุณสามารถสร้างหนังที่ฆ่าคนเป็นพันเป็นหมื่น แต่มันก็จะเป็นความรู้สึกในแบบที่ โจเซฟ สตาลิน เคยพูดว่า “ฆ่าหนึ่งคนถือเป็นโศกนาฏกรรม ฆ่าคนหนึ่งล้านถือเป็นสถิติ” เพราะมันสูญเสียความกระทบกระเทือนทางจิตใจไป นอกเสียจากการทำให้คนดูรู้สึกว่าตัวละครที่พวกเขากำลังดูอาจมีชีวิตอยู่จริง

ท้ายที่สุดผมขอแนะนำว่า พยายามอย่าลอกเลียนสิ่งที่คุณเคยเห็นมาก่อน เพราะนั่นคือความผิดพลาดที่พวกผู้กำกับมักทำเป็นประจำ เป็นเพราะพวกเขาดูหนังมากกว่าคนปกติ ผมคิดว่าตัวเองโชคดีตรงที่ช่วงชีวิตในวัยเด็ก ผมต้องอยู่ในโบสถ์และโรงเรียนประจำที่ไม่อนุญาตให้ดูหนังเลยแม้แต่เรื่องเดียว จินตนาการของผมก็เลยไม่ถูกครอบงำ ดังนั้นเวลาที่ผมสร้างหนัง ผมจึงไม่ได้ลอกเลียนใครเพราะว่าไม่เคยดูหนังของคนอื่นมาก่อน (หัวเราะ) คุณต้องพยายามเงยหน้ามองและถามตัวเองว่า “ฉันเคยเห็นฉากแบบนี้มาก่อนหรือเปล่า” และถ้าเคยเห็นผมก็จะพยายามไปในแนวทางอื่น

คุณคิดว่าความสมจริงมีผลกระทบที่รุนแรงกว่าสิ่งที่สร้างออกมาเกินความเป็นจริงหรือไม่

ใช่ครับ แต่ในขณะเดียวกันบทละครของใน วิลเลี่ยม เชคสเปียร์ ก็ไม่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงเลย แต่มันก็ยังสร้างผลกระทบให้กับผู้ชม และก็ยังได้ผลอยู่มาเป็นศตวรรษ มันมีบางอย่างเกี่ยวกับลักษณะของมนุษย์ที่คุณสามารถจดจำได้ ซึ่งสิ่งนั้นก็มีอยู่ในหนังของผมอย่าง Scream ผมคิดว่าบทภาพยนตร์ของ เควิน วิลเลี่ยมสัน ยังขยายเกินความเป็นจริงไปอีก มันมีทั้งความโหด ตลกและร่วมสมัย ทั้งความจริงจังและการล้อเลียนตัวเอง คือคุณสามารถสัมผัสได้ถึงความสมจริง ซึ่งถูกส่งเสริมพลังของจินตนาการที่ทำให้คุณทั้งกลัวและหัวเราะ

การทำสิ่งที่ไม่คาดฝันเป็นเรื่องที่สนุกและทำให้ทุกอย่างสดใหม่ ผมมักบอกกับนักเรียนที่อยากเป็นผู้กำกับว่า คนแรกที่คุณต้องทำให้คนดูรู้สึกกลัวก็คือตัวคุณเอง คุณต้องทำให้พวกเขารู้สึกว่าใครก็ตามที่ทำหนังเรื่องนี้จะต้องเพี้ยนไปแล้ว แน่ๆ และคุณต้องก้าวล้ำพวกเขาอยู่เสมอ นั้นคือหน้าที่ประการแรกของคุณ คุณต้องไม่ประเมินค่าคนดูต่ำเกินไป ต้องทำให้ตัวละครในเรื่องมีไหวพริบและไม่สามารถคาดเดาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ร้ายตัวสำคัญของเรื่อง

คุณคิดว่าวงการหนังสยองขวัญมีการเปลี่ยนแปลงแค่ไหน

บทภาพยนตร์ Nightmare on Elm Street ของผมวนเวียนอยู่ในฮอลลิวู้ดกว่าสามปี ทุกคนบอกปัดมันด้วยเหตุผลที่ว่า “โหดเกินไป” หรือ “งี่เง่าเกินไป” ไม่มีใครเชื่อถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะว่าทุกอย่างเกิดขึ้นในความฝัน แต่เมื่อมันได้รับโอกาส ผู้ชมก็ให้การต้อนรับอย่างถล่มทลาย มันติดอยู่แค่คนเพียงไม่กี่คนที่เป็นกำแพงกั้นไม่ให้คุณทำตามอำเภอใจ เพราะว่ามีผู้อำนวยการสร้างหลายคนที่ไม่สนใจหนังแนวนี้ พวกเขาลงทุนไปกับประเภทหนังที่พร้อมคืนกำไรให้เขา

ตอนนี้มันเปลี่ยนไปเยอะแล้ว ตั้งแต่เรื่อง Red Eye ผมเดินเข้าไปเล่าถึงไอเดียและยื่นบทภาพยนตร์ให้กับทางสตูดิโอ พวกเขายืนขึ้นและบอกผมว่า “ผมดู Last House on the Left ตอนอายุ 13 และนั้นคือเหตุผลที่ผมเข้ามาในวงการ” มีบุคลากรในวงการมากขึ้นที่รักหนังอย่างแท้จริง และมีความรู้เรื่องหนังแต่ละประเภทมากขึ้น ผมรู้สึกว่าตัวเองเหมือนคนที่ก้าวล้ำผู้อื่นในอดีต แต่มันก็เป็นคำสาปของผมด้วย เพราะจำได้ว่าตอนผมที่สร้าง Last House on the Left ออกมาใหม่ๆพวกเขามองผมเหมือนเป็นคนมีปัญหาทางจิต (หัวเราะ)

ดูเหมือนผลงานของคุณให้ความสำคัญกับครอบครัว เช่น The Hills Have Eyes คุณก็มีครอบครัวมนุษย์กลายพันธุ์ หรือ Nightmare on Elm Street ก็ให้ความสำคัญกับครอบครัวของ แนนซี่ หรืออย่างล่าสุดใน My Soul to Take ก็เกี่ยวกับครอบครัวของฆาตกรโรคจิต คุณคิดว่าครอบครัวเป็นแรงขับดันให้เกิดฮีโร่ในหนังหรือเปล่า

ก็อาจเป็นไปได้ ผมคิดว่าทุกอย่างเริ่มต้นจากสื่อในช่วงสงครามเวียดนาม ที่ทุกคนเริ่มเห็นชีวิตจริงบนจอภาพยนตร์หรือทางโทรทัศน์ ภาพจากสารคดีที่เกี่ยวกับสงครามเวียดนาม สื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ทำให้คุณเข้าใกล้กับความจริงมากขึ้น และมันก็เติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง ผมจำได้ว่าลูกของผมบอกว่า “ผมเพิ่งเห็นคนถูกตัดหัวสด ๆ ในอินเตอร์เน็ต” ทุกอย่างทำให้ทุกคนเผชิญหน้ากับความจริงใกล้ขึ้น

ผมคิดเสมอว่าหนังสยองขวัญถ่ายทอดฝันร้ายในวัฒนธรรม และฝันร้ายก็มีต้นกำเนิดจากมนุษย์ จากความคิดที่พวกเขาถูกกดดันจากสังคม และมันก็มีวิวัฒนาการที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มันเป็นสิ่งที่ทำให้คนสะดุ้งตื่นตอนกลางคืน ไม่ว่าจะเป็นกระแสสงครามนิวเคลียร์ในยุค 50 หรือการแบ่งแยกสีผิวในยุค 70 หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับฆาตกรต่อเนื่อง มันสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในแต่ละยุค และผมก็รู้สึกว่าคนที่ดูถูกหนังสยองขวัญกำลังทำลายกระจกที่สะท้อนตัวเอง

คุณบอกว่าหนังสยองขวัญคือการวิพากษ์วิจารณ์สังคม คุณคิดว่า My Soul To Take สะท้อนถึงเหตุการณ์ในสังคมปัจจุบันหรือเปล่า

ผมคิดว่า My Soul To Take เป็นการกลับไปพูดถึงรากฐานของครอบครัว ในเส้นทางอาชีพผมคิดว่าหนังที่ผมชอบที่สุดมีความเกี่ยวกับครอบครัว ถ้าคุณลองดูประวัติศาสตร์ มันมีแรงขับเคลื่อนที่น่าสนใจ เพราะว่าคุณต้องเชื่อมความสัมพันธ์ของคนหลายเจเนเรชั่น เช่น The Hills Have Eyes ซึ่งคุณมีคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ แต่ละคนในครอบครัวก็มีหน้าที่ที่แตกต่างกันซึ่งผมคิดว่ามันน่าสนใจดี และเป็นสิ่งที่ขาดหายไปจากหนังสยองขวัญยุคใหม่

My Soul To Take ตั้งคำถามให้กับคุณว่า “พ่อแม่ของคุณเป็นคนยังไงกันแน่” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใครบางคนจากไป “พวกเขาทำยังไงกับความกดดันที่ต้องแบกรับ” หลังจากนั้นคำถามสุดท้ายที่คุณต้องถามตัวเองคือ “ฉันจะกลายเป็นแบบเขาหรือเปล่า” ซึ่งผมคิดว่านั้นคือสิ่งที่คุณต้องเผชิญในช่วงระหว่างวัยเด็ก ที่เรามองผู้ใหญ่เป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด แต่ไม่นานนักหลังจากคุณเติบโตเป็นผู้ใหญ่และมีลูก คุณก็จะพูดกับลูกเหมือนกับที่พ่อแม่ของคุณเคยพูด และรู้สึกตัวในภายหลังว่ามันเหมือนเป็นกงล้อที่วนกลับมาหาคุณอีกครั้ง

ตอนนี้ดูเหมือนว่าหนังสยองขวัญจะถูกนำมาสร้างใหม่ รวมถึงหนังคลาสสิกของคุณ เช่น The Hills Have Eyes, Last House on the Left และล่าสุด Nightmare on Elm Street คุณรู้สึกยังไงกับการที่หนังของตัวเองถูกนำมารีเมค

The Hills Have Eyes และ Last House on the Left คือหนังสองเรื่องแรกที่ผมกำกับ มันเป็นหนังที่ผมเป็นเจ้าของและได้ควบคุมการรีเมคเอง ผมเป็นคนตัดสินใจว่าใครจะเป็นผู้กำกับและใครเป็นคนแสดงนำ และมันยังเป็นโอกาสที่ทำให้ผมได้ทำงานร่วมกับลูกชายที่เป็นผู้อำนวยการสร้าง แต่ผมก็รู้สึกกังวลอยู่บ้าง เพราะบางคนเคยคุยกับลูกชายผมว่า ผมชอบ Last House On The Left พอลูกชายผมถามว่าเวอร์ชั่นไหน เขาบอกว่า “มันมีก่อนหน้านี้ด้วยเหรอ” (หัวเราะ) แต่สำหรับ Nightmare on Elm Street น่าเสียดายที่มันเป็นลิขสิทธิ์ของทาง New Line Cinema และหนังสือสัญญาที่ผมเคยทำก็ดูเหมือนจะไม่ปล่อยให้มันหลุดมือง่าย ๆ ดังนั้นผมจึงไม่ได้รับแม้แต่กาติดต่อ คนทำก็ทำไปโดยที่ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย

คุณมีการทำ My Soul To Take ให้เป็นระบบสามมิติ คุณคิดยังไงกับกระแสหนังสามมิติในปัจจุบัน

นี่คือหนังสามมิติที่ไม่ได้ถ่ายทำในระบบสองกล้อง แต่มันมีระบบใหม่ล่าสุดที่คุณถ่ายทำแบบดิจิตอลในระบบสองมิติ และใส่มันเข้าในเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อจัดภาพทุก ๆ เฟรมให้มีความเหลื่อมล้ำกัน มันเป็นกระบวนการที่มีความละเอียดอ่อนมาก ในขณะเดียวกัน ตอนถ่ายทำผมก็พยายามนึกด้วยว่าภาพที่ออกมาจะต้องเป็นสามมิติในส่วนไหนบ้าง

ผมตัดสินใจตั้งแต่แรกแล้วว่าผู้ชมจะได้รับประสบการณ์อย่างเต็มที่ในระบบสามมิติ ผมพยายามทำให้ดีที่สุด โดยผมพูดอย่างชัดเจนกับทางสตูดิโอแล้วว่าจะไม่คอยเอาแต่เขวี้ยงอะไรใส่คนดู โดยช่วงระหว่างการถ่ายทำพวกเราก็จะใช้มันให้เต็มประสิทธิภาพและทำให้คุณมองเห็นทุกอย่างชัดเจน มันเป็นโอกาสที่ผมจะได้ลองทำสิ่งใหม่ ๆ โดยจะฉายทั้งในระบบสองและสามมิติ ผมหวังว่าพวกคุณคงไม่คิดว่าผมขายวิญญาณนะ (หัวเราะ)

**********************************************************************************************************************

ย้อนรอยผลงานของ เวส คราเว่น

ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของผู้กำกับสยองขวัญในตำนาน My Soul to Take เล่าถึงคำสาบานของฆาตกรโหด ที่จะกลับมาเอาชีวิตของเด็ก 7 คนในค่ำคืนที่เขาถูกสังหาร ในอีก 16 ปีต่อมาเหตุฆาตกรรมก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ฆาตกรจะเป็นหนึ่งในเด็กทั้ง 7 คน หรือว่าจะเป็นฆาตกรคนเดิมที่กลับมาจากขุมนรกกันแน่

สิ่งที่กลับมานอกจากฆาตกรก็คือผู้กำกับที่ให้กำเนิด Nightmare on Elm Street (นิ้วเขมือบ) และ Scream (หวีดสุดขีด) แฟรนไชส์หนังสยองขวัญสุดคลาสสิกที่ทำให้ชื่อของ คราเว่น, เฟรดดี้ ครูเกอร์ และ ฆาตกรหน้าผี กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งโลกภาพยนตร์ วันนี้เราก็จะมาย้อนรอยผลงานของ เวส คราเว่น

เป็นที่น่าสนใจเมื่อเส้นทางของ เวส คราเว่น เกือบที่จะสิ้นสุดก่อนที่จะเริ่มต้น ผลงานเรื่องแรกของเขาในปี 1972 เรื่อง The Last House on the Left สร้างกระแสรุนแรงจนเขาไม่ได้กำกับหนังอีกจนกระทั่งปี 1977 โดยมันเป็นหนังทริลเลอร์ที่เล่าถึงการตามล้างแค้นที่มีเค้าโครงมาจากหนังของ อิงมาร์ เบิร์กแมน เรื่อง The Virgin Spring ที่พ่อแม่ต้องเผชิญหน้ากับฆาตกรโหดที่เพิ่งฆ่าลูกสาว นี่คือหนังที่แสดงให้เห็นถึงความกล้าของ คราเว่น ที่ปลุกกระแสหนังสยองขวัญ

ผลงานเรื่องต่อไปของเขาในอีก 5 ปีต่อมาก็คือหนังสยองขวัญเรื่อง The Hills Have Eyes ในครั้งนี้ คราเว่น ได้ลงไปวิพากษ์วิจารณ์สังคมในยุคนั้น ด้วยการถ่ายทอดครอบครัวธรรมดาที่ไปพักร้อน แต่ก็ต้องพบกับต้องมนุษย์กลายพันธุ์กลางทะเลทราย ซึ่งก็กลายเป็นหนังยอดเยี่ยมอีกเรื่อง โดยเต็มไปด้วยองค์ประกอบเปรียบเทียบ ที่รวมถึงการสำรวจประเด็นเรื่องการทดลองอาวุธนิวเคลียร์และสงครามเวียดนาม ทุกอย่างถ่ายทอดด้วยฉากการสังหารสุดโหด

อีกไม่กี่ปีต่อมาเขาก็ได้กลับมากำกับหนังอีกครั้ง โดยผลงานในปี 1981 เรื่อง Deadly Blessing และหนังที่ดัดแปลงจาก DC Comics เรื่อง Swamp Thing ทั้งสองเรื่องไม่ประสบความสำเร็จมากนัก

แต่ความสำเร็จก็รออยู่ไม่ไกลนัก เมื่อปี 1984 คราเว่น ได้กำกับหนังที่เปลี่ยนหน้าวงการหนังสยองขวัญ A Nightmare on Elm Street เล่าถึงฆาตกรสังหารเด็กที่ถูกสังหารแต่กลับมาฆ่าเหยื่อจากในฝัน หนังได้รับการตอบรับที่ดีและทำรายได้ถล่มทลาย ฆาตกรโหดที่ชื่อ เฟรดดี้ ครูเกอร์ กลายเป็นไอค่อนแห่งวงการภาพยนตร์

ในปี 1988 คราเว่น กำกับหนังเรื่อง The Serpent and the Rainbow ที่เล่าถึงเวทย์มนต์วูดูและซอมบี้ นี่คือเพชรในตมในบรรดาผลงานของเขา โดย บิล พูลแมน รับบทเป็นนักมานุษยวิทยาที่ถูกส่งไปเฮติ เมื่อเขาพบว่ามีการผลิตยาที่หมอผีท้องถิ่นใช้เปลี่ยนคนให้กลายเป็นซอมบี้ การผสมผสานที่ลงตัวระหว่างการวิพากษ์วิจารณ์สังคมและความสยดสยอง ทำให้นี้เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดอีกเรื่องหนึ่งของ เวส คราเว่น

จากนั้นในปี 1991 เวส คราเว่น ก็แสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานอีกครั้ง ด้วยการสร้างหนังสยองขวัญ The People Under the Stairs หนังเทพนิยายในรูปแบบของ เวส คราเว่น ที่ผสมผสานด้วยการวิจารณ์เรื่องการแบ่งแยกสีผิว อารมณ์ขันที่ร้ายกาจ ความรุนแรง และฉากสุดแฟนตาซี ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังคัลท์ที่มีแฟนเดนตายบูชา

หลังจากที่เขาปล่อยให้ผู้กำกับคนอื่นเอา Nightmare on Elm Street ไปสร้าง 5 ภาค แฟนเดนตายของเขาก็ได้กลับมาเฮอีกครั้ง เมื่อปี 1994 เขากลับมากำกับแฟรนไชส์หนังสยองขวัญใน New Nightmare ซึ่งถือเป็นภาคที่ดีที่สุดนับตั้งแต่หนังต้นฉบับ โดยครั้งนี้ คราเว่น ได้จับ เฟรดดี้ ครูเกอร์ เข้ามาใส่ในโลกจริง ผูกเรื่องเข้ากับการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง นิ้วเขมือบ ได้อย่างชาญฉลาด หนังภาคนี้ทำให้ เฟรดดี้ กลายเป็นตัวละครที่น่ากลัวขึ้นมาอีกครั้ง และเป็นบทสรุปที่ลงตัวสำหรับแฟรนไชส์ได้ในแบบที่ไม่มีใครทำได้

ถึงแม้เขาจะก้าวพลาดกับการทำหนังตลก/สยองขวัญเรื่อง Vampire in Brooklyn ในปี 1995 แต่ในปีถัดมา เวส คราเว่น ก็พิสูจน์ว่าตัวเองเป็นเจ้าแห่งหนังสยองขวัญอย่างแท้จริง เมื่อเขาใช้ประสบการณ์ที่มีมาตลอด 3 ทศวรรษในการสร้าง Scream หนังเชือดสยองร่วมสมัย ที่ตัวละครในเรื่องรู้ถึงแง่มุมที่ถูกใช้ในหนังสยองขวัญ และพยายามใช้มันเพื่อเอาชนะฆาตกรโหด Scream เป็นหนังที่เปี่ยมไปด้วยไหวพริบและอารมณ์ขัน และทำให้มีภาคสองและสามออกมาตามลำดับ

ผลงานเรื่องล่าสุดของ เวส คราเว่น ก็คือ Red Eye ซึ่งทำรายได้อย่างงดงามและได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์ โดยนี่ถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกในรอบ 5 ปีของเขา

และนอกจาก My Soul to Take แล้วเขาก็ยังมี Scream 4 ที่กำลังถ่ายทำอยู่โดยได้นักแสดงหน้าเดิมที่ยังรอดชีวิตจากไตรภาคกลับมาพร้อมหน้า

พิสูจน์ฝีมือของเจ้าพ่อหนังสยอง “เวส คราเว่น” กับเรื่อง My soul to Take หรือ 7 ตายย้อนตาย ได้ 25 พฤศจิกายนนี้ ในระบบ 3D