1 ใน 10 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี : “พจน์ อานนท์” ชิมิทีเดียว เสียวถึงทำเนียบ

Home / ข่าวหนัง, หนังไทย / 1 ใน 10 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี : “พจน์ อานนท์” ชิมิทีเดียว เสียวถึงทำเนียบ

พจน์ อานนท์

ความสุขเพียงไม่กี่อย่างของคนไทยในยุคที่ข่าวสารเต็มไปด้วยความวิบัติและความอัปยศ ก็คือ ความบันเทิง ที่เข้าครอบครองจิตใจของผู้เสพสื่อ “ที่ไม่มีทางเลือกมากนัก” และความบันเทิงอย่างหนึ่งก็คือการได้ชมภาพยนตร์ที่ถูกจริตของตนเองสักเรื่อง

เรื่องตลกโปกฮา วัยรุ่น กะเทย ผี กลายเป็นสิ่งที่ฝังตัวอยู่ในวงการหนังบ้านเรามาช้านาน นานจนกระทั่งเรามองไม่เห็นถึงความแปลกแยกและแตกต่าง และเราก็ยอมรับความมีตัวตนของมันได้อย่างไม่เคอะเขิน ไม่ว่าสถานการณ์หนังไทยจะขึ้นหรือลงอย่างไร พวกเราต่างร่วมหัวเราะ ร้องไห้ ตื่นตะลึง และหวาดกลัวไปกับสิ่งที่ผู้สร้างมอบให้

ขณะเดียวกัน ในโลกที่เส้นแบ่งพรมแดนเรื่องเพศสภาพ ค่อยๆ เลือนหาย ความแตกต่างทางเพศและวิถีทางเพศ กลายเป็นเรื่องที่สังคมยอมรับได้มากขึ้น และมองด้วยสายตาที่เข้าใจและเป็นมิตรที่มากขึ้น หนังไทยว่าด้วยเรื่องราวเหล่านี้ก็เริ่มมีที่ทางของตนเองเพิ่มมากขึ้น

เมื่อเอ่ยถึงหนังตลก วัยรุ่น ผี กะเทย ชื่อของ “พจน์ อานนท์” ก็ผุดขึ้นมาในหัวอย่างไม่ต้องคิด

“พจน์ อานนท์” หรือ “อานนท์ มิ่งขวัญตา” ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงโดยการเริ่มเป็นผู้จัดการฝ่ายขายโฆษณาให้กับนิตยสารวัยรุ่นฉบับหนึ่ง ในปี 2530 จึงรับตำแหน่งเป็นบรรณาธิการ ต่อมาเขากลายเป็นผู้ก่อตั้งนิตยสารสำหรับวัยรุ่นอีกหลายฉบับ นอกจากนั้นพจน์ยังเป็นแมวมองที่ได้ปั้นนักแสดงนักร้องวัยรุ่นมาแล้วมากมาย

พจน์เริ่มเข้าสู่วงการภาพยนตร์ด้วยการเป็นผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “สะแด่วแห้ว” (2535) ของค่ายไฟว์สตาร์ ต่อมาในปี 2538 จึงได้รับบทบาทเป็นผู้กำกับเต็มตัว กับภาพยนตร์เรื่อง “สติแตก สุดขั้วโลก” ซึ่งได้สร้างชื่อเสียงและทำให้พจน์ อานนท์ เป็นที่รู้จักในวงการภาพยนตร์ไทยและมีภาพยนตร์เรื่องอื่นตามมาอีก ได้แก่ “18 ฝนคนอันตราย”, “GO SIX โกหกปลิ้นปล้อน กะล่อนตอแหล”, “ว้ายบึ้ม เชียร์กระหึ่มโลก”, “ปล้นนะยะ”, “เอ๋อเหรอ”, “ไฉไล”, “หอแต๋วแตก”, “เพื่อน…กูรักมึงว่ะ”, “เหยิน เป๋ เหล่ เซมากูเตะ”, “แต๋วเตะตีนระเบิด”, “หอแต๋วแตกแหกกระเจิง”, “ตายโหง”, “เการักที่เกาหลี Sorry ซารางเฮโย” และ “หอแต๋วแตกแหวกชิมิ”

หนังของเขามีทุกสิ่งที่คนต้องการ ทั้งกะเทย ผี? วัยรุ่น และตลก ผสมปนเปกัน กระทั่งไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าหนังแต่ละเรื่องของเขาเป็นแนวอะไร ตัวอย่างเช่น หอแต๋วแตกทั้ง 3 ภาค (กะเทย-ผี-ตลก) เการักที่เกาหลี (วัยรุ่น-ตลก) หรือ แต๋วเตะตีนระเบิด (กะเทย-ตลก-วัยรุ่น) เป็นต้น

และแม้ว่าเขาจะได้รับ “กระถาง” มากกว่าถ้วยรางวัล หรือได้รับคำด่า มากกว่าคำชื่นชม หรือแม้ครั้งหนึ่ง ชื่อของเขาอาจถูกมองว่าเป็น “คนนอก” ของวงการภาพยนตร์ แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขาย่อท้อเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราจะพบว่าพจน์สามารถผลิตผลงานออกมาในระดับ “ถี่มาก” โดยนับตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา เขามีผลงานภาพยนตร์เฉลี่ยปีละ 2-3 เรื่องอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งหลายคนกระแนะกระแหนและตั้งคำถามถึง “คุณภาพ” และ “ความรับผิดชอบ” ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ของพจน์ อานนท์

แต่สิ่งที่เราไม่สามารถมองข้ามได้เลยก็คือ หนังของเขามีแนวทางที่ชัดเจน และ “ซื่อสัตย์” ต่อความเป็นตัวเองและสิ่งที่ต้องการเสนอ

พจน์ถือเป็นผู้กำกับภาพยนตร์รายแรกๆ ของเมืองไทย ที่กล้านำตัวละคร “เพศที่สาม” มารับบทนำ และทำให้เพศที่สามกลายเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับหนังไทยแบบไม่เคอะเขิน และถูกเปลี่ยนฐานะจาก “ตัวประกอบที่จำเป็นต้องมี” เพื่อสร้างความบันเทิง กลายเป็น “ตัวละครนำ” ที่ต้องมีและมีบทบาทต่อความเป็นไปในหนัง

แม้ว่าจะถูกค่อนขอดว่าเขามักนำเสนอตัวละคร “กะเทย-เกย์” แต่เพียงด้านเดียว อันอาจเป็นสาเหตุให้คนทั่วไปเข้าใจถึงเพศที่สามในแบบที่ไม่ถูกต้อง โดยมองว่ากลุ่มคนเหล่านี้ “ไร้สาระ หยาบคาย บ้าผู้ชาย ผิดปกติ คบไม่ได้ ฯลฯ”

อีกทั้งกลุ่มผู้เคร่งครัดศีลธรรมทั้งหลายก็ต่างออกมาโจมตีว่า ตัวละครที่มีความ “แรง” และ “ไร้ยางอาย” ของเขานั้น อาจทำให้เยาวชนที่ขาดความยั้งคิดเกิดการเลียนแบบ และอาจนำไปสู่ปัญหาสังคม

แต่พจน์ก็เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ไม่กลัวนะ เพราะพี่เชื่อว่าทุกวันนี้คนน่าจะรู้กันแล้วว่าหนังมันไม่สามารถทำให้เด็กเป็นกะเทยได้ เด็กที่เป็นกะเทยเพราะว่ามันเป็นกะเทย ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ ไม่ได้เป็นกะเทยแต่เข้าไปดูหนังออกมาแล้วกลายร่างเป็นกะเทย มันเป็นไปไม่ได้หรอก อยากให้ความคิดพวกนี้หมดไป และคิดว่ามันน่าจะหมดไปได้แล้วนะ มันเป็นไปไม่ได้จริงๆ อยากให้เข้าใจกันด้วย”

นอกจากประเด็นเรื่องเพศสภาพ ยังเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า หนังแต่ละเรื่องของพจน์ อานนท์ แทบไม่ต้องพึ่งพาบทภาพยนตร์

“เราคิดเร็วมาก เวลาได้โจทย์อะไรมาก็คิดๆๆ ตลอด หรือแบบที่เราคิดเองแล้วเอาไปเสนอเขาก็มี เวลาไปเสนอก็เล่าให้เขาฟังปากเปล่า ตั้งแต่ทำหนังมาไม่เคยเอาบทให้นายทุนดูสักที เพราะมันไม่มีเลย” พจน์เคยบอกเล่าเอาไว้เช่นนั้น

ปัญหาของพจน์ยังไม่จบแค่นี้ เพราะปัญหาการถูกฟ้องร้องของเขาก็ตามมาเป็นหางว่าว ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องร้องจากเพื่อนร่วมอาชีพ ดารา นักข่าว กลุ่มทางสังคมต่างๆ อันเนื่องมาจากการที่เขาแสดงการตอบโต้กับบุคคลของสังคมในแทบทุกระดับชั้นอย่างไม่ไว้หน้า ไม่กลัวเกรง โดยเฉพาะกรณีนักร้อง ฟ. และดาราสาว อ.

พจน์ อานนท์


นอกจากนี้ การทำหนังของพจน์ ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่โดดเด่นเป็นอย่างมากนั่นคือ ชื่อหนัง ที่ใช้คำค่อนข้างหวือหวา และสื่อไปยังผู้ชมอย่างตรงไปตรงมา

ดังในกรณีหนังเรื่องล่าสุดของเขาซึ่งมีกำหนดลงโรงในช่วงสิ้นปี – “หอแต๋วแตกแหกชิมิ” ที่ถูกภาครัฐร้องขอให้เปลี่ยนชื่อเป็น “หอแต๋วแตกแหวกชิมิ”

ส่งผลให้ชื่อของพจน์ อานนท์ กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้งหนึ่ง และทำให้คำแสลงฮอตฮิตในหมู่วัยรุ่นอย่าง “ชิมิ” กลายมาเป็นปัญหายิ่งใหญ่ระดับชาติได้สำเร็จ

โดยรองนายกรัฐมนตรีไตรรงค์ สุวรรณคีรี ผู้มีนิคเนมว่า “สามสี ภูเขาทอง” ในฐานะประธานคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ ได้ออกมาแสดงความห่วงใยต่อเยาวชนและประชาชนของชาติ เพราะเห็นว่าคำ “ชิมิ ชิมิ” ที่วัยรุ่นใช้กันอยู่ และถูกนำปรับใช้เป็นชื่อภาพยนตร์ของพจน์ อานนท์นั้น ไม่เหมาะสมและจะทำให้ภาษาไทยวิบัติ

ขณะที่ พจน์ อานนท์ ได้ออกมากล่าวว่า ตนเองเข้าใจที่ท่านรองนายกฯไม่อยากให้ภาษาวิบัติ แต่คำว่าชิมิเป็นคำใช้เฉพาะกลุ่ม คงไม่มีใครเอาไปใช้ในการติดต่อราชการเป็นแน่

เขากล่าวว่า ชิมิ ที่อยู่ในชื่อหนังของตน และถูกตรวจสอบจากภาครัฐ มีที่มาจากเพลง “ชิมิ ชิมิ” ของวงบลูเบอรี่ โดยพจน์เจตนาที่จะใช้ภาษาแสลงดังกล่าว ก็เพราะไม่อยากให้ทุนคนเครียด ทั้งยังตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมชื่อเพลงอย่าง “เห็นหมีหนูมั้ย” ถึงผ่านเซ็นเซอร์ไปได้

จนบางคนอดตั้งข้อสงสัยต่อจากพจน์ไม่ได้ว่า ขณะที่เพลง “ชิมิ ชิมิ” ของศิลปินกลุ่มหญิงวัยน่ารักน่าชังวงหนึ่ง โด่งดังเป็นพลุแตกข้ามเดือนข้ามปี ไปทั่วประเทศและไม่ถูก “แหวก” จนกระเทือนกันไปทั้งวงการขนาดนี้ และเพลง “เห็นหมีหนูไหม เห็นหมีหนูไหม” กลับไม่ส่งกลิ่นใดๆไปยังบุคคลในทำเนียบรัฐบาลเลย

แล้วทำไมท่านรองนายกฯ ที่ทำเนียบจึงต้องเดือดร้อนกับชื่อหนัง “หอแต๋วแตกแหกชิมิ” กันมากขนาดนี้

ทั้งๆ ที่การเปลี่ยนแปลงของภาษา ไม่ว่าจะเรียกว่านั่นคือวิวัฒนาการของภาษา หรือ ความเสื่อมถอยของวัฒนธรรมทางภาษาก็ดี ล้วนเป็นสัจจะที่อยู่คู่สังคมตลอดมา ซึ่งปรากฏตัวผ่านทางสื่อโทรทัศน์และอินเตอร์เน็ต ทั้งการอ่านผิด เสียงวรรณยุกต์เพี้ยน ไม่มีเสียงควบกล้ำ แต่กลับไม่มีใครคิดสนใจอย่างจริงจัง

ท่านๆ ทั้งหลายที่มัวสนใจกับอะไรที่มาตามสมัยนิยม และมัวแต่มุ่งแก้ไขปัญหาต่างๆ ตามสมัยนิยม จึงอาจไม่ได้รับ “ความนิยม” เอาได้ และดีไม่ดีท่านอาจจะพบว่าเด็กไทยในอนาคตสามารถพูดภาษาเกาหลีได้ชัดกว่าภาษาไทย และท่านอาจจะไม่ได้หัวเราะด้วยสำเนียงทองแดงอีกนะครับ ขอเตือน!

เมื่อกล่าวถึงคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ ซึ่งมีรองนายกฯไตรรงค์เป็นประธานแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวถึงผู้กำกับอีกคนหนึ่งที่มีผลงานภาพยนตร์เล่าเรื่องตัวละคร “เพศที่สาม” นั่นคือ “ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์” เจ้าของหนังอื้อฉาวแห่งปี “Insects in the Backyard” ที่กระทั่งปัจจุบันนี้ก็ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ฉายอย่างถูกต้องภายในประเทศไทยที่ได้ชื่อว่ามีระบบการจัดเรตติ้งอย่างเป็นทางการ และมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและมีวิจารณญานในการตัดสินว่าภาพยนตร์เรื่องใดควรได้รับเรตติ้งระดับไหน หรือหนังเรื่องไหนควรถูก “ห้ามฉาย”

เนื่องจาก “ผู้ใหญ่/ผู้เชี่ยวชาญ” หลายคนกำลังเบือนหน้าหนี และปิดหูเพื่อไม่ให้ได้ยินสิ่งที่ตนเองเรียกว่าเป็น “ความอนาจาร” และปฏิเสธการมีอยู่จริงของ “แมลงในสวนหลังบ้าน” โดยปล่อยให้มันตาย และกลายเป็นเพียงเถ้าดินในสวนสวรรค์ของประเทศไทย จนลืมมองไปว่า เมื่อมองไปรอบๆ ตัว “สวนหลังบ้าน”ที่เราดำรงชีวิตอยู่ ก็แทบไม่แตกต่างจากเรื่องราวในภาพยนตร์มากนัก

ที่น่าสนใจคือ นอกจากการเป็นคนทำหนังสั้นและหนังอิสระแล้ว ธัญญ์วารินก็ยังมีชีวิตเป็นคนทำหนัง “ในกระแส” ที่ป้อนผลงานให้แก่วงการอุตสาหกรรมไทย และบุคลากรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่มีเครือข่ายความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับธัญญ์วาริน ก็ได้แก่ พจน์ อานนท์ นั่นเอง

โดย ธัญญ์วาริน เคยร่วมแสดงและร่วมกำกับในหนังผี 4 ตอน เรื่อง “ตายโหง” ที่มีพจน์เป็นผู้นำขบวน

ย้อนกลับมาที่พจน์ ไม่ว่าเขาจะมีเจตนาแอบแฝงในการสร้างกระแสให้กับหนังของตนหรือไม่ แต่เมื่อแยกแยะถึงลักษณะของงานอันมีความเป็นเอกลักษณ์ และถือเป็น “ลายเซ็น” ที่มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้ ก็ต้องถือว่าเขาเป็นผู้กำกับที่มีการทำงานที่โดดเด่น ทั้งด้านสไตล์การทำหนังที่มีความจัดจ้าน เนื้อเรื่องที่ไร้ความประนีประนอม ตลอดจนองค์ประกอบทั้งหลายที่รายล้อมหนังอยู่ อาทิ ชื่อหนัง คำโปรย การคัดเลือกดารา เครื่องแต่งกาย ฯลฯ ก็หลุดโลกเกินกว่าที่คนธรรมดาทั่วไปจะเข้าใจ

ความไม่สนใจต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเขา อาจดูเหมือนการเพิกเฉย และไม่สนใจต่อการเรียกร้องจากสังคมและรัฐบาล

เขาอาจจะถูกมองว่าหากินอยู่กับความน่าสมเพชและความไร้สาระของเพศที่สาม จนทำให้คนในสังคมมองว่ากลุ่มคนเหล่านี้เป็นเพียงวัตถุที่สร้างแค่เสียงหัวเราะ โดยไม่มอบคุณค่าใดๆ ให้กับสังคม

คนในวงการหนังอาจมองว่า การทำงานด้วยความเร็วสูง จะทำให้เขาเป็นคนที่ทำงานแบบสุกเอาเผากิน ขาดความใส่ใจต่อผลงานของตนเอง

แต่การก้าวไปข้างหน้า และไม่หยุดอยู่กับที่ของพจน์ ก็ทำให้เขาได้มองเห็นอุปสรรคและทิศทางการทำงานข้างหน้าได้เร็วกว่าคนอื่น และถ่ายทอดมุมมองของตนเองที่มีต่อสังคมได้อย่างตรงไปตรงมาและชัดเจนยิ่งขึ้น

ปี 2554 คงจะเป็นปีทองที่พจน์ อานนท์ ต้องทำงานหนักอีกครั้งหนึ่ง หลังจากเขาประกาศแผนงานสร้างภาพยนตร์ใหม่รวมทั้งสิ้น 4 เรื่อง ซึ่งตนเองจะควบทั้งตำแหน่งผู้กำกับ และ ผู้อำนวยการสร้างของหนังที่มีชื่อเรื่องสะดุดตาและสะดุดหูเป็นอย่างยิ่ง ได้แก่

“เด็กผีดุ 2002 ศพ” “เกรียนเฮี้ยน กลัวบ้างอะไรบ้าง” “ปากหมา หน้าไม่หล่อ พ่อมีตังค์” และ “ปล้นนะยะ 2”

เห็นทีปีหน้า จะเป็นอีกหนึ่งปีที่คณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ ต้องเหนื่อยใจกับการปัดกวาดครั้งใหญ่อีกครั้งเป็นแน่ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหนังของนักต่อสู้ทาง “การเมืองวัฒนธรรม” ผู้มีชื่อว่า “พจน์ อานนท์” …ชิมิ ชิมิ

มี่มา มติชน

————————————
หมายเหตุ นับตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม ไปจนถึงวันที่ 1 มกราคมปีหน้า เว็บไซต์มติชนออนไลน์จะจัดทำรายงานพิเศษ “10 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี 2553” โดยผู้ที่มีรายชื่ออยู่ในรายงานชิ้นนี้ จะประกอบไปด้วยบุคคลจากแวดวงวัฒนธรรม, สื่อสารมวลชน, กีฬา, บันเทิง, ธุรกิจ, ต่างประเทศ, วิชาการ, สังคม และ การเมือง (ทั้งในเชิงการเมืองภาคประชาชนและสถาบันการเมือง) รายงานบางชิ้นของเราอาจมีลักษณะ “ทีเล่น” ขณะที่บางชิ้นอาจมีลักษณะ “ทีจริง” อย่างไรก็ตาม คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าบุคคลทั้ง 10 รายเหล่านี้ ล้วนมีอิทธิพลอย่างสูงต่อสังคมไทยไม่ทางใดก็ทางหนึ่งทั้งสิ้น ในรอบหนึ่งขวบปีที่ผ่านมา

———-