หนังไทยในสายตา ‘โรเบิร์ต ลี’

Home / ข่าวหนัง, หนังไทย / หนังไทยในสายตา ‘โรเบิร์ต ลี’


บริษัท โอเรียนทัล อายส์ ซึ่งปีนี้มีหนังไทยออกฉาย 2 เรื่อง คุมไตรมาสแรกและไตรมาสสุดท้าย พร้อมกับไฮไลต์ที่ได้ผู้สร้างและจัดจำหน่ายหนังรายใหญ่ของเอเชียอย่าง มีเดีย เอเชีย จากฮ่องกงเข้ามาร่วมงานเป็นครั้งแรก จนถึงการดึงดาราฮ่องกงและนำเสนอผลงานการแสดงของ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ ราชกัญญา สิริโสภาพรรณวดี ใน “มายเบสท์บอดี้การ์ด” กระตุ้นความคึกคักในอุตสาหกรรมหนังไทย ในปีที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย หนังไม่ทำรายได้ก็มากมายและหนังที่ออกสู่ต่างประเทศก็กลายเป็นหนังอิสระเป็นส่วนใหญ่

ความเห็นและประสบการณ์ในหนังไทยของ “โรเบิร์ต ลี” หนุ่มฮ่องกงที่มาทำงานคลุกวงในหนังไทย? มีบางสิ่งที่คุณอาจไม่รู้อยู่หลังฉากความฟู่ฟ่าของวงการนี้

โรเบิร์ตมองว่าการขายหนังไทยในตลาดเมืองไทยกับระดับสากลมันต่างกันไหม
ต่างกันมาก ความยากของการขายหนังไทยในต่างประเทศคือ ข้อจำกัดเรื่องภาษา ไม่เหมือนหนังภาษาจีน หรือเกาหลี เพราะคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศมีน้อย (กว่าสองประเทศที่พูดถึง) แต่วิธีการขายที่ทำได้คือ ชู production value ให้เขาเห็นคุณค่า artistic value ปัญหาของเมืองไทย คือ วาไรตี้ของหนังไม่ค่อยมาก และปัญหาเรื่องคุณภาพงาน ที่เขามองว่าเรายังไม่เนี้ยบพอ

การร่วมมือกับ มีเดีย เอเชีย ของฮ่องกง ช่วยให้หนังไทย (ของโอเรียนทัล อายส์) ขายได้ง่ายขึ้นไหมในตลาดโลก
ก็ได้อยู่แล้วล่ะ การมีองค์กรอย่างมีเดีย เอเชียที่เขามีคอนเน็คชั่น มีชื่อ (เสียง) ช่วยได้อยู่แล้ว แต่โรเบิร์ตคิดว่าไม่ได้มองแค่ให้เขาช่วยจัดจำหน่าย แต่มองถึง future ว่าอาจจะมี co-production (ร่วมทุนสร้าง) เหมือนอย่างที่เอา ชอว์น หยู (พระเอกฮ่องกง) มาเล่นใน “มายเบสท์บอดี้การ์ด”? โรเบิร์ต ได้เขามาจากช่วงที่เขากำลังจะไปเล่นหนังกับทางมีเดีย เอเชียอยู่แล้ว เราก็ไปชวนเขามา? และการให้มีเดีย เอเชียจัดจำหน่าย ซึ่งปีหนึ่งๆ บริษัทใหญ่ๆ อย่างเขาจะจัดจำหน่ายหนังที่มีดาราอย่าง หลิวเต๋อหัว หรือคนอื่นๆ ไปอย่างน้อยปีละ 7-8 เรื่องอยู่แล้ว เราก็เอาหนังเราเข้าไปเป็นหนึ่งในเจ็ดเรื่องนั้น

การมีชอว์น หยู เข้ามาร่วมแสดง ทำให้เราสามารถเจาะตลาดฮ่องกงได้ง่ายขึ้นหรือเปล่า?
ครับ จริง ๆ บอกได้เลยว่าไม่ใช่แค่ฮ่องกง แต่เป็นทั้งสิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไต้หวัน ได้ทั้งหมด จีนอาจจะต้องระวังเรื่องไม่ผ่านเซ็นเซอร์

ตลาดต่างประเทศมีสนใจเฉพาะไหมว่าอยากได้หนังแอ็คชั่นแบบไหน เพราะดูเหมือนว่าหน้าหนัง ?มายเบสท์บอดี้การ์ด? จะออกมาเหมือนหนังของ จอห์น วู ยุค80s ?

(พยักหน้า) อืม ถูก เพราะในตัวบทหนังก็เป็นแบบนั้นจริงๆ เราทำแบบฮอลลีวู้ดไม่ได้อยู่แล้ว เราทำได้ เป็น modern action drama เน้นที่ ฉากการต่อสู้ มุมกล้อง เพราะผู้กำกับเป็นหน้าใหม่อยู่แล้ว หนังแอ็คชั่นเป็นหนังที่ทำยากมากที่สุดเลยล่ะ เพราะหนังต้องหลอกคนเป็น มุมกล้องที่จะทำให้คนเชื่อในแอ็คชั่น (ซึ่งไม่ได้ต่อยตีกันจริง) มันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย และเรารู้ว่า ลุคของหนังแอ็คชั่นฮ่องกง ขายได้อยู่แล้ว เพราะหนังไทยไม่ได้เกิดในแนวนี้ ยกเว้นว่าคุณจะมีสิ่งที่พิเศษมาก very unique อย่าง โทนี่ จา และความยากของหนังแอ็คชั่นคือ เราไม่มีแอ็คชั่นสตาร์ ดาราที่มาแสดงเราก็ต้องดูแลเขาให้ดีด้วย อย่าง สงกรานต์ (เตชะณรงค์) วันนั้นถ่ายๆ อยู่ขาเขาก็ไม่ดี ก็ต้องดูแล? ถ้าถามว่าตั้งใจทำให้เป็นหนังแอ็คชั่นแบบฮ่องกงไหม ตอบว่า ตั้งใจนะ เพราะคนไทยก็รักหนังฮ่องกง และเอเชียก็รู้จักมันดี

การที่มี princess นำแสดงในหนัง เรายกจุดนี้เป็นจุดขายได้ไหมในต่างประเทศ?
พูดตรง ๆ ไม่มีใครรู้จักดาราเราสักคน สำหรับต่างประเทศเขาก็ไม่สนใจมากหรอก เขาก็จะบอกเราแค่ว่า It?s nice to know that the princess has involve in the film industry. นอกจากเขาเห็นท่านอยู่ในหนัง และเห็นท่านในไทยไนท์ feedback จากต่างชาติก็รู้สึกว่า อืม princess เข้ามาช่วยวงการหนังไทยนะ เป็นเจ้า มาช่วยวงการหนังไทย เขาก็ได้รู้สึกว่าเมืองไทยยังอบอุ่น

ตลาดต่างประเทศที่ขายหนังมายเบสท์บอดี้การ์ดได้มีที่ไหนบ้าง
ส่วนใหญ่จะเป็นแถบเอเชียเป็น main สิงคโปร์ มาเลเซีย ไต้หวัน? pre-sale (ขายสิทธิการฉายได้ก่อนหนังสร้างเสร็จ) ไปแล้ว แต่ตลาดยุโรปกับอเมริกันมันยากมาก แทบจะ impossible เลย เพราะตลาดที่นั่นมี วาไรตี้ เยอะมากๆๆๆเขาจะสนใจประเทศเล็กๆ อย่างเรา ภาษาแปลกอย่างเราๆ ไม่มากนักหรอก? การวางสถานะเราในตลาดหนัง พูดตามตรง ก็คือว่า มันเป็นงานยากมาก? แต่เราต้องขายหนังรางวัล ยิ่งเป็นหนังแอ็คชั่น เขาก็มองเราว่าเราทำ(คุณภาพ)ไม่ถึงหรอก หรือถ้าเขาซื้อก็ซื้อราคาถูกมาก โรเบิร์ตคิดว่าถ้ามันได้ราคาถูกมากอย่าขายดีกว่า เพราะเรามี cost เยอะ ไม่คุ้มหรอก

กรณี “9 วัด” ดูจะขายง่ายกว่า เพราะเป็นหนังผี และตลาดหนังเขาสนใจหนังผี ๆ แบบไทยอยู่แล้ว?
อืม หนังผีไทยแปลกอยู่แล้วในสายตาต่างชาติ เพราะเราไม่มีหมาป่า ไม่มีแวมไพร์ คนต่างชาติก็เลยอยากดู ความแปลก และความเชื่อที่ผสมความเชื่อของทางตะวันออกกับพุทธศาสนา ซึ่งคนตะวันตกไม่คุ้นเคยนัก เรื่องที่เป็นภูติวิญญาณ มันก็ดึงดูดให้เขาอยากรู้อยากเห็นน่ะ เพราะ 9 วัด มันก็พูดถึงเรื่องคำสาปและแก้ปมพวกนั้นด้วยการเข้าวัด และหนังก็ถ่ายสวย เราก็ได้ทั้ง exotic และ mysterious (ความลี้ลับ) คนดูเขาก็สงสัยว่า อะไรหว่า เก้าวัด ทำไมต้องเก้าวัด อะไรแบบนี้

มายเบสท์บอดี้การ์ด ทำรายได้ในตอนฉายเมืองไทยไม่ค่อยดีจริงไหม
(หัวเราะ เบาๆ) อ่า ผมดูแลตลาดต่างประเทศ แต่ก็ (ส่ายหน้า) เมืองไทย ก็น่าจะทำรายได้ได้มากกว่านี้นะ แต่ผมก็ explain ไม่ค่อยได้ แต่เราก็มีรอบฉายในอเมริกา มีวันกำหนดฉายในสิงคโปร์แน่นอนแล้ว ต่างประเทศมีชอว์น ยู ก็ขายได้แล้ว มีมีเดีย เอเชียเป็นนายหน้าก็โอเคล่ะ หนังเป็นแอ็คชั่นเรื่องภาษาพูดก็มีอังกฤษด้วยนิดหนึ่ง ปัญหาที่รู้กันคือ วัฒนธรรมและภาษาของไทยกับคนตะวันตกมันต่างกันมาก เขาไม่คุ้นน่ะ การจะพาหนังไทยเข้าไปในโรงหนัง ให้คนมานั่งดู 2 ชั่วโมงอ่านซับไตเติ้ลยาก

เมืองไทยจะเป็น film hub ได้ไหม เทียบกับเกาหลี
ได้นะ เพราะเมืองไทยเรา open และ open กว่าเกาหลีมาก คนไทยชอบแชร์ และเปิดรับต่างชาติมากกว่านะ ถ้ามองในระยะยาวไม่ยากเลย เราไม่ปิดกั้นนะ และมองในแง่การมาทำหนังของคนในวงการบันเทิง เมืองไทยเป็น hub อยู่แล้วนะ ผู้กำกับจากจีน ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลี มาถ่ายทำหนังของเขา โฆษณา มิวสิควิดีโอเยอะแยะเลย และก็กลับมาที่หนังไทย เรามี co-production จะเป็นทางออกที่ง่ายกว่า เพราะเราไม่มีดาราขาย เราได้ดาราเอเชียมาช่วย จะขายในตลาดได้มากขึ้น และการทำหนังดีๆ ให้มันมี production value จะทำให้คนไทยเลิกดูหนัง(แผ่น)ผี และอยากมาดูหนังโรงเองล่ะ

โรเบิร์ตมองว่าปัจจัยอะไรที่หนังไทยจะโตได้มากกว่า?
ต้องเปิดโอกาสให้ผู้กำกับใหม่ๆได้ทำหนัง ตอนนี้ที่คุณมองว่าเขาเป็นหิน ไม่ใช่หรอก เขาจะเป็นเพชร แค่เปิดโอกาสให้เขาได้ทำงาน ได้เรียนรู้ หนังไทยอาจจะมีแค่ หนังผี หนังตลก หนังฟีลกู้ด หนังแอ็คชั่น มันก็วนไปวนมาแค่นี้ แต่คนใหม่ๆ เขาก็มีวิธีใหม่ๆ มาทำ หนังของแต่ละเจนเนอเรชั่นไม่เหมือนกัน และที่นี่ผู้ใหญ่ยังใจแคบ ไม่มองตลาดกว้าง ไม่ยอมลงทุน มองเห็นภาพกว้างไม่หมด แต่ไฟว์สตาร์เป็นบริษัทที่ภาพดีมากในตลาดต่างประเทศ ไม่ใช่เพราะการมีผู้กำกับเก่ง ๆ ทำหนังให้เขาอย่างเดียวนะ แต่เพราะเอมี่ (อภิรดี เอี่ยมพึ่งพร) เขารู้ระบบการขายในตลาดต่างประเทศ เขาจึงทำได้ดีในต่างประเทศนะ จีนใช้หนังเป็น propaganda เหมือนกับเกาหลี ที่สร้างความ proud ในการเป็นจีน และอิเมจที่ cool ของเกาหลี แต่เขาก็มีตลาดใหญ่มาก และรัฐของเขาก็ควบคุมสื่อ คุมโรงหนังในมือ สร้างหนังอลังการอิงประวัติศาสตร์และคนดูก็บันเทิงกับสิ่งนั้น? จริง ๆ ประเทศไทยมี potential เยอะมาก

potential (ศักยภาพ) แง่ไหนคะ
ในด้านงานสร้างดีแน่นอน ทีมงานดี น่ารักใจดี? แต่ดาราหรือการแสดงอาจจะไม่ถึง(สู้ระดับนานาชาติ) เพราะเมืองไทยอยู่วนอยู่ใน pop industry ที่เป็นแบบ bubble gum คือเมืองไทยมีเด็กๆ หน้าตาดีเยอะมาก มีดาราเกิดใหม่ทุกปี แต่อยู่กันไม่นานก็หายไป ไม่ยืนระยะ เพราะผู้ใหญ่ในวงการก็สร้างเด็กขึ้นมาแบบนั้น ไม่มีใครโฟกัสที่การแสดง ไม่ได้คิดจะยึดมันเป็น skill เป็นอาชีพจริงๆ แต่ส่วนใหญ่เข้ามาเพื่อจะหารายได้เลี้ยงตัวเอง รับงานๆ แล้ววันหนึ่งก็ออกไปทำอย่างอื่น เพราะวงการเลี้ยงคนแบบนั้น เขารู้สึกไม่มั่นคงกับอาชีพการแสดง ไม่เหมือนฮอลลีวู้ดไม่เหมือนฮ่องกง และวงแคบ เขาไม่มีตลาดนอกประเทศ ไม่เหมือนเกาหลี และการเข้ามาทำงาน(หนัง)ในเมืองไทยมันง่ายมาก การเดินเรื่อง(เอกสาร)ต่างๆ? เมื่อเทียบกับเมืองจีนหรือที่อื่นๆแล้ว ที่นี่สะดวกกว่าเยอะ แต่การพาหนังไทยเข้าสู่ตลาดโลกอาจจะต้องอาศัยประสบการณ์และการเรียนรู้อีกเยอะ และผู้ใหญ่ในวงการก็ต้องเปิดใจกว้างด้วย

คุณรู้ไหม การที่หนังไทย(ของ อภิชาตพงศ์)ได้ปาล์มทองมันเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มาก ชื่อของประเทศไทยขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์ไปทั่วโลกมาครึ่งปี(2553) มาแล้วนะ คุณรู้ตัวหรือเปล่า แต่ในหนังตลาดอาจจะต้องผลักดันมากกว่านี้? ส่วนคนดูหนังไทย โรเบิร์ตก็อยากจะบอกว่า “keep your passion” และ “believe in หนังไทย” นะ ขอบคุณครับ

โรเบิร์ตและ โอเรียนทัล อายส์

คุณเป็นใครและเกี่ยวข้องอย่างไร
ดูแลด้านมาร์เก็ตติ้ง อิมเมจ และก็ช่วยดูโปรดักชั่นด้วย ก่อนจะเข้ามาทำกับโอเรียนทัล อายส์ โรเบิร์ตนำเข้าหนังจากเมืองนอกมาจัดจำหน่าย มาฉายในเมืองไทย นำโปรดักชั่นหนังเมืองนอกมาถ่ายทำในเมืองไทย และรู้จักทีมงานไทยค่อนข้างเยอะ และพอเข้ามาทำโอเรียนทัล อายส์ ก็นำนักแสดงฮ่องกง (ชอว์น หยู) เข้ามา นำทีมงานคนเอเชียเข้ามา เพราะใคร ๆ ก็อยากจะมาทำงานเมืองไทยอยู่แล้ว แต่ดาราระดับ A ระดับ? B มาทำงานกับหนังไทยได้ ทั้งที่ตอนแรกเขาคิวไม่ว่างเลย ต้องจองยาวไปถึงปีสองปี แต่เพราะโรเบิร์ตรู้จักกับเขาก็สามารถดึงเขามาได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน โรเบิร์ตเสนอผู้ใหญ่ (ทางค่าย) ว่า การเอาดาราฮ่องกงและทีมงานฮ่องกงเข้ามา จะได้ประโยชน์สองสามอย่าง ในแง่การขายหนังในต่างประเทศ มันจะได้อิมเมจ และก็คอนเน็คชั่นได้แน่ๆ นอกจากนั้นโรเบิร์ตก็ช่วยหานายทุนมาสร้างหนัง 3 เรื่อง

จากปีก่อน ที่โอเรียนทัล อายส์มีเรื่องเดียวคือ “หนึ่งใจเดียวกัน” ปีนี้ โรเบิร์ต ลี เข้ามาทำได้หนัง 3 เรื่อง สร้างเอง 2 เรื่อง คือ ?9 วัด? และ ?มายเบสท์บอดี้การ์ด? อีกเรื่องเป็นการนำเข้า The Expendables (หนังแอ็คชั่นรวมดาว อาทิ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน, บรู๊ซ วิลลิส, อาร์โนลด์ ชวาซเนกเกอร์,เจสัน สเตทแธ่ม และเจ็ต ลี)

เริ่มจาก ?9 วัด? โรเบิร์ตเข้าไป involve กับส่วนของการวางการตลาด การวางอาร์ตเวิร์ก (สื่อ) ต่าง ๆ และการขายในตลาดต่างประเทศ ซึ่งการเข้าฉายในเมืองไทยช่วงวันหยุดสงกรานต์ (เมษายน 2553) รายได้ก็ถือว่าโอเค พอไปต่างประเทศก็ขายได้ ฉายใน 4 ประเทศ ทำรายได้ดีด้วย อย่างใน มาเลเซีย ถึงแม้ในต่างประเทศไม่รู้จักดาราไทยเลย เขามองว่าเป็น nobody เขาไม่สนหรอก แต่โรเบิร์ตจะ pitch (เสนอจุดขาย)หนังในแง่ศิลปะ ให้เขาเห็น camera angle (มุมกล้อง) ว่ามันเป็นมุมที่แตกต่างนะ เป็นผู้กำกับใหม่นะ มีน่าสนใจนะ เป็น new generation คนทำหนังนะ

ทางโอเรียนทั ล อายส์ ต้องการให้งานสร้างเป็น in house (บุคลากรภายใน) เราก็เซ็ตทีมงานฝ่ายการตลาดขึ้นมา เราจะเป็นคนดูสุดท้าย และเวลาไปเฟสติวัลต่างประเทศ เราก็ไปดูด้วย และ join กับทูตต่างๆ หรือกับทางกระทรวงพานิชย์ กระทรวง(กีฬาและ)การท่องเที่ยว ซึ่งโรเบิร์ตประสานกับตรงนี้ หลายกระทรวงเขาไม่คุ้นเคยกับวงการหนังประเทศ เราก็เข้าไปตรงนั้น เช่น การจัดงานไทยไนท์ (Thai Night ) ในเทศกาลหนังนานาชาติ (เพื่อโปรโมทอุตสาหกรรมหนังไทย) ต้องเชิญใครมาดูงานเราบ้าง เขาถามเราว่าจะชวนตัวแทนกระทรวงต่างประเทศหรืออะไร เราก็บอกไม่ควร ควรจะเชิญ filmmaker ไป หรือพวก co-producer อันนั้น เป็นหน้าที่ของโรเบิร์ตที่จะพาโอเรียนทัล อายส์ไปรู้จัก

จริงๆ แล้ว โอเรียนทัล อายส์ เป็นอะไรคะ เป็นค่ายหนังหรือเปล่า?
จริงๆ โอเรียนทัล อายส์ เป็นโปรดักชั่นเฮ้าส์ให้พระองค์ (ทูลกระหม่อมอุบลราชกัญญา สิริโสภาพรรณวดี) สำหรับงานที่เป็น passion ของพระองค์ในวงการบันเทิง และก็งานทุกอย่างรองรับมูลนิธิ มิราเคิล ออฟไลฟ์? พระองค์ท่านมี passion ในวงการบันเทิง ก็เป็นเรื่องธรรมดา เหมือน(เจ้า)ฟ้าชายชาร์ลส์ชอบ architecture เจ้าชายดูไบ ชอบเรือใบ หรืออะไรก็ว่าไป? ท่านอยากทำอะไร เราก็ต้องหาทีมงานมาดูแลท่าน ตอนนี้ก็มีรายการ Princess?s Diary ทางช่อง 9 ด้วย หน้าที่ของโรเบิร์ตก็คือดูแลตรงนั้น ผู้ใหญ่ชวนโรเบิร์ตเข้ามาทำงาน จากการเห็นประวัติโรเบิร์ต? ซึ่งก่อนมา โรเบิร์ตก็มีบริษัทหนังของตัวเอง เคยทำงานกับพี่ ๆ ที่ดีอย่าง แอนดรูว์ เลา แห่ง Infernal Affairs ทำงานกับมีเดีย เอเชีย (บริษัทจัดจำหน่ายหนังชื่อดังในฮ่องกง) เราก็เลยได้งานตรงนี้ และเราก็เห็นท่านเป็นเจ้าที่ทำความดี เราก็อยากทำงานถวายท่านให้ดีที่สุด do my best? เราพยายามจัดงาน ไทยไนท์ เรามองว่าภาพยนตร์เป็นศิลปะและเป็นธุรกิจด้วย ในด้านธุรกิจมันก็มีผลกับ industry(อุตสาหกรรม) อื่นๆ ด้วยไม่ว่าจะเป็น export (ส่งออก) อาหาร การท่องเที่ยว หรืออื่นๆ ไม่ใช่บันเทิงอย่างเดียว

ทางกระทรวงพานิชย์ขอมาหรือเปล่า ให้ทูลกระหม่อมเป็นองค์ประธานในงานไทยไนท์?
กระทรวงฯ ขอมาครับ ทางโอเรียนทัล อายส์ก็จะประสานให้ ท่านว่างไหม และท่านก็ยินดี เพราะมีหนังของเราเองด้วย มากไปกว่านั้นท่านก็อยากช่วยวงการภาพยนตร์ไทย และการมี princess ในงาน Thai Nite ก็ทำให้เรามี wow factor ต่างจากประเทศอื่นๆ ที่เขาอาจจะมี film director มี actor ในงานของเขานะ แต่เขาไม่มี princess เหมือนเรานี่ ช่วยดึงคนต่างชาติที่มางานสนใจ โรเบิร์ตเพิ่งได้อ่าน บล็อกของคนไปงานไทยไนท์มา ที่เขาบอกว่า ?It?s so privilege to have met the princess. (หัวเราะ)

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ