ทำเนียบหนัง “เจ๊ง” ประจำปี 2010 ส่งตรงจากฮอลลีวูด

Home / ข่าวหนัง / ทำเนียบหนัง “เจ๊ง” ประจำปี 2010 ส่งตรงจากฮอลลีวูด

พูดถึงหนังทำเงินจากฝั่งฮอลลีวูดไปแล้ว คราวนี้มาดูกันบ้างดีกว่า ว่าในปีที่ผ่านมาหนังเรื่องไหนจากฝั่งฮอลลีวูด เรียกกันว่า “เจ๊ง” ไม่เป็นท่ากันบ้าง

ที่สุดแห่งเจ๊งประจำปี 2010

“Jonah Hex” หนังแอ็กชั่นที่ดัดแปลงมาจากการ์ตูนชื่อดังของ DC Comic ที่มี “จอช โบรลิน” รับบทเป็นนักล่าฆ่าหัวผู้มีเอกลักษณ์แผลบนใบหน้ากับ “เมแกน ฟอกซ์” โสเภณีสาวจอมบู๊ กลายเป็นงานที่ล้มเหลวในทุกด้าน หนังได้คะแนนจากเว็บไซต์รวมข้อคิดเห็นของนักวิจารณ์ทั่วสหรัฐฯ “Rotten Tomatoes” ไปเพียงแค่ 13% เท่านั้น ขณะที่เสียงตอบรับจากคนดูก็ย่ำแย่ ทำเงินไปเพียง 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 24% ของทุนสร้าง 47 ล้านเหรียญฯ เท่านั้น

ความล้มเหลวครั้งนี้ เรียกได้ว่าเป็นการดับความรุ่งเรืองของนักแสดงนำทั้งสองไปเลยก็ว่าได้ ขณะที่ฝ่ายชาย “จอช โบรลิน” ยังพอมีลู่ทางในวงการด้วยการกลับไปรับบทสมทบหนังคุณภาพ “True Grit” ของพี่น้อง “โคเอน” และมีเสียงตอบรับที่ดีพอใช้ได้

แต่สถานการณ์ของฝ่ายหญิงดูจะย่ำแย่หนัก เพราะนอกจากหนังชุด “Transformers” สาวเซ็กซี่ขวัญใจหนุ่ม ๆ “เมแกน ฟอกซ์” ก็แทบจะไม่มีงานที่ประสบความสำเร็จอีกเลย การถูกเตะออกจากโปรเจ็ค Transformers 3 (ที่เจ้าตัวอ้างว่าเป็นคนขอลาออกเอง) อาจจะเป็นจุดสิ้นสุดของความรุ่งเรืองในอาชีพนักแสดงของ ฟอกซ์ ไปเลยก็ได้

คนเคยดัง

“Extraordinary Measures” หนังดราม่าของสองนักแสดงชายคนดังแห่งฮอลลีวูด ก็กลายเป็นหนังเจ๊งอีกเรื่องของปีนี้ จนเรียกได้ว่าแทบมองไม่เห็นรัศมีดาราทำเงิน (เมื่อเกือบ 10 ปีก่อน) ของทั้งสองกันเลย

หนังเรื่องนี้เป็นผลงานเรื่องแรกของสถานี CBS ที่หันลองมาจับงานจอเงินดูบ้าง โดยเล่าเรื่องของนายแพทย์อารมณ์ร้อน (รับบทโดย แฮร์สัน ฟอร์ด) ผู้พยายามช่วยเหลือลูกชายของนักเทคโนโลยีชีวภาพ (แบรนดอน เฟรเซอร์) ที่ ป่วยเป็นโรคระบบเส้นประสาท คุณภาพของหนังไม่ได้ย่ำแย่อะไรมาก แต่นักวิจารณ์คิดว่างานดราม่าเรียกน้ำตาเรื่องนี้ ดูแทบไม่ได้แตกต่างอะไรกับหนังที่ผลิตสำหรับฉายทางโทรทัศน์ช่อง Hallmark ที่มีให้ดูกันทุกสัปดาห์เลยเลย

“Extraordinary Measures” ทำ เงินไป 15 ล้านเหรียญฯ จากทุนสร้าง 31 ล้านเหรียญฯ และแทบไม่ได้รับการพูดถึงใด ๆ ทั้งในแง่ดีหรือร้าย หลังความล้มเหลวครั้งนี้ พระเอกต่างรุ่นที่โด่งดังมาจากหนังแนวผจญภัย ดูจะเลือกงานลำดับต่อไป ที่แตกต่างกัน ฟอร์ด จะขอแก้ตัวในหนังแอ็กชั่นไซไฟฟอร์มยักษ์ Cowboys & Aliens ขณะที่ฝ่าย เฟรเซอร์ หันไปลองงานละครเวที กับการเปิดตัวเล่นละครบรอดเวย์เรื่องแรกดูบ้าง

ทุนสูงเกินเหตุ
ในยุคที่หนังหลาย ๆ เรื่องมีทุนสร้างทะลุหลักร้อยล้านกันจนเป็นเรื่องปกติ ซึ่งถ้าเกิดทำรายได้ไม่เข้าเป้าขึ้นมา ปัญหามันก็จะเพิ่มเป็นเท่าทวีคูณ

“The Wolfman” หนังมนุษย์หมาป่าที่นักแสดงหนุ่ม “เบเนซิโอ เดล โทโร่” ฟูมฟักมานานหลายปี และลงมืออำนวยการสร้าง ควบนำแสดงด้วยตนเอง ก็เป็นหนังอีกเรื่องที่ทุ่มทุนสร้างถึง 150 ล้านเหรียญฯ แต่สุดท้ายเก็บเงินในบ้านเกิดได้แค่ 61 ล้านเหรียญฯ เท่านั้น

“Yogi Bear” ก็เป็นบทพิสูจน์ ว่าหนังสามมิติ และการหยิบการ์ตูนคลาสสิคมาสร้าง ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่จะทำให้หนังได้เงินง่าย ๆ เพราะงานที่ดัดแปลงมาจากการ์ตูนชื่อดังเรื่องนี้ ทำเงินไปได้แค่ 39 ล้านเหรียญฯ แม้จะมีเวลาเก็บเงินอีกพอสมควร แต่ดูยังไงก็คงไปไม่ถึงทุนสร้าง 100 ล้านเหรียญฯ เป็นแน่แท้

แต่ที่สร้างความเซอร์ไพร์ซให้กับหลาย ๆ คน ก็คือหนังรักโรแมนติก “How Do You Know” ที่ใช้ทุนสร้างสูงถึง 120 ล้านเหรียญฯ ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับหนังแนวนี้ โดยส่วนใหญ่เป็นค่าตัวของนักแสดงนำ ทั้ง รีส วิทเธอสปูน, โอเว่น วิลสัน, แจ็ค นิโคลสัน, พอล รัดด์ และผู้กำกับ เจมส์ แอล. บรูกส์ ที่รวมกันแล้วสูงถึง 50 ล้านเหรียญฯ เลยทีเดียว

นอกจากนั้น How Do You Know ยังมีปัญหาการถ่ายทำที่ล่าช้า เพราะความพิถีพิถันเกินเหตุของผู้กำกับ จนทำให้งบบานปลายไปถึง 120 ล้านเหรียญฯ โดยหนังเข้าฉายเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. และทำรายได้ไปเพียง 15 ล้านเหรียญสหรัฐ เท่านั้น

และที่เจ๊งไปแบบเงียบ ๆ ก็คือ “The Nutcracker in 3D” หนังร่วมทุนสร้าง อเมริกา, อังกฤษ และออสเตรีย ที่นำบัลเลต์ของ “ปีเตอร์ อิลิช ไชคอฟสกี” มาดัดแปลงเป็นหนังสามมิติสำหรับเด็กด้วยทุนสร้างสูงถึง 90 ล้านเหรียญฯ แต่ทำเงินในสหรัฐฯ ไปแค่ 195,459 เหรียญฯ บวกกับรายได้ในประเทศอื่น ๆ อีก 39,469 เรียกว่าเป็นหายนะของผู้สร้างอย่างแท้จริง

ผิดฟอร์ม
หนังส่วนใหญ่ที่เรียกได้ว่าล้มเหลว มักจะเป็นงานที่ได้รับคำวิจารณ์ย่ำแย่ จากทั้งนักวิจารณ์มืออาชีพ และกลุ่มคนดู แต่หนังอย่าง “Scott Pilgrim vs. The World” กลับเป็นข้อยกเว้น

ผลงานของผู้กำกับชาวอังกฤษ “เอ็ดก้า ไรต์” เป็นที่ชื่นชอบของทุกฝ่าย แต่กลับทำเงินได้เพียง 47 ล้าน จากทุนสร้าง 90 ล้านเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่มองว่าหนังมีเนื้อหาที่เฉพาะกลุ่มเกินไป และมีแผนทางการตลาดที่ไม่เข้าเป้า ที่สำคัญดูเหมือนว่าตลาดนอกสหรัฐฯ จะไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ของ Scott Pilgrim VS. The World ดีขึ้นมาสักเท่าไหร่ เพราะถึงขณะนี้หนังเก็บเงินทั่วโลกไปได้จิ๊บจ๊อยแค่ 16 ล้านเหรียญฯ เท่านั้น

ฝ่าย “เจอร์รี่ บลัคไฮเมอร์” ที่มีหนังเข้าฉายถึง 2 เรื่องก็ถือว่าผิดฟอร์มไปมาก เพราะหนังฟอร์มใหญ่ทุนสูงแนวถนัดของเขาทั้ง “Prince of Persia: The Sands of Time” และ “The Sorcerer’s Apprentice” ทำ เงินไปได้แค่ 90 ล้าน (ทุนสร้าง 200 ล้าน) และ 63 ล้านเหรียญฯ (ทุนสร้าง 150 ล้าน) เท่านั้น แม้จะทำรายได้นอกประเทศได้ดี (244 และ 152 ล้านเหรียญฯ ตามลำดับ) แต่ก็ถือเป็นความน่าผิดหวังอยู่ดี

ขณะที่คู่หูจากหนัง The Bourne Supremacy อย่าง “พอล กรีนกราส” กับ “แมต เดมอน” ที่กลับมาแท็กทีมกันอีกครั้ง แต่สุดท้ายผลกลับไม่เหมือนเดิมเพราะหนัง “Green Zone” ของทั้งคู่ทำเงินไปได้แค่ 35 ล้านเหรียญฯ จากทุนสร้างสูงถึง 100 ล้านเหรียญฯ

ยังมีหนังที่เข้าขั้นล้มเหลวอีกหลายเรื่องในปี 2010 รวมถึง “Repo Men” ของ “จูด ลอว์” และ “ฟอร์เรส วิตเทเกอร์” สร้างโดย Universal Pictures ที่ก็ไม่ได้ทะเยอทะยานอะไรมาก กับทุนสร้างประมาณ 32 ล้านเหรียญฯ แต่ทำเงินได้เพียง 18 ล้านเหรียญฯ

ไม่ใช่จะมีแต่หนังไทยเท่านั้นที่ล้มไม่เป็นท่า หนังฮอลลีวูดเองก็มีที่ล้มไม่เป็นท่าเหมือนกัน

ที่มา : www.nangdee.com