อสรพิษ พลังที่รุนแรง ทิ่มแทงใจ เรื่องราวจากเรื่องสั้นสู่แผ่นฟิล์ม

Home / ข่าวหนัง, หนังไทย / อสรพิษ พลังที่รุนแรง ทิ่มแทงใจ เรื่องราวจากเรื่องสั้นสู่แผ่นฟิล์ม

แม้ว่าข่าวคราวการสร้างหนังเรื่องนี้จะเงียบหายไปบ้าง แต่งานต่าง ๆ กลับรุดหน้าไปอย่างมาก อีกไม่นานก็จะได้เห็น ?อสรพิษ? ในรูปแบบของภาพยนตร์เต็มๆ


รอยอสรพิษ – หลายเดือนมาแล้วนับจากที่ได้ทราบข่าวว่า ?อสรพิษ? นวนิยายขนาดสั้นของ แดนอรัญ แสงทอง ถูกนำไปสร้างเป็นหนังจากฝีมือคนรุ่นใหม่ และได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการสร้างจาก โครงการและกิจกรรมส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ ของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย? กระทรวงวัฒนธรรม ดังนั้น จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง แม้ว่ามันจะไม่ง่ายนักในการนำนวนิยายเรื่องนี้มาถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดให้ โลดแล่นบนแผ่นฟิล์มก็ตาม

แม้ว่าข่าวคราวการสร้างหนังเรื่องนี้ดูจะเงียบหายไปบ้าง แต่ในความเงียบงานต่าง ๆ กลับรุดหน้าไปอย่างมาก จนกระทั่งได้รับการยืนยันจากวีระยศ สำราญสุขทิวาเวทย์ โปรดิวเซอร์ จารุณี ธรรมยู ผู้กำกับ และวงศ์ตะวัน ชีวิน ผู้กำกับร่วมอีกคน ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ตอนนี้ ?อสรพิษ? ถ่ายทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว กำลังอยู่ในขั้นตอนโพสต์โปรดักชั่น

และอีกไม่นานก็จะได้เห็น ?อสรพิษ? ในรูปแบบของภาพยนตร์เต็ม ๆ หลังจากคราบของอสรพิษซึ่ง มีความยาว 12 นาทีเศษได้ไปแสดงตัวที่เมืองปูซาน? เกาหลีใต้และได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี พร้อมทั้งได้รับติดต่อให้นำภาพยนตร์เข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์ระดับโลกอย่าง? Cannes Film Festival (France), Tribeca? Film Festival (New York, USA), Shanghai International Film Festival (China), Pusan International Film Festival (Korea), NHK Asian Film Festival (Japan) เป็นต้น และยังได้รับการติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์จากตัวแทนจัดจำหน่ายภาพยนตร์หลายประเทศอีกด้วย

พลังที่รุนแรง ทิ่มแทงหัวใจ – เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อสิบปีก่อน สมัยที่จารุณี ธรรมยู ผู้กำกับ อายุเพียงยี่สิบต้น ๆ เธอมีโอกาสได้อ่านต้นฉบับ นวนิยายขนาดสั้นเรื่อง ?อสรพิษ? ตัวพิมพ์ดีดที่อาจินต์ ปัญจพรรค์แนะนำให้อ่าน? โดยอาจินต์ซึ่งในตอนนั้นกำลังเขียนคำนำให้กับหนังสือเล่มนี้ได้บอกเธอว่า ?มันเป็นเรื่องของเด็กแขนพิการที่ใช้แขนข้างเดียวเอาชนะงูยักษ์? นั่นเอง จึงทำให้เธออยากอ่านในทันที และเมื่ออ่านจบก็ไม่ผิดหวัง เธอบอกว่า ?อสรพิษมัน มีพลังที่รุนแรง ทิ่มแทงหัวใจ เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ คลาสสิกไม่แพ้งานของเช็คสเปียร์ หรือโซโฟคลีส และภูมิใจที่นักเขียนไทยทำได้ขนาดนี้?

และนี่เองคือจุดเริ่มต้นของ ?อสรพิษ? ฉบับภาพยนตร์

จารุณีมีประสบการณ์ยาวนานอยู่ในแวดวงหนังสือ เป็นทั้งบรรณาธิการ เขียนเรื่องสั้น บทกวี บทละคร แต่ในฐานะผู้กำกับและนักเขียนบทภาพยนตร์และ ?อสรพิษ? นับเป็นก้าวแรกของเธอ

?รู้ดีว่าเรายังอ่อน เพียงแต่เราไม่เคยกลัว เราเชื่อในก้อนความคิดที่เรามี แล้วเราก็โชคดีที่มีทีมงานที่มีประสบการณ์? เรามาจากศูนย์นะ มาจากว่างเปล่า เคยคิดว่ามันอาจเป็นไปไม่ได้ในชาตินี้ด้วยซ้ำ คือเท่าที่เป็นตอนนี้มันก็เกินความคาดหวังเราไปเยอะแล้ว แค่ได้ทำหนังมันก็เป็นความสุขแล้ว?

เนื่องจากบทประพันธ์ ?อสรพิษ? เป็นงานที่สามารถตีความได้อย่างหลากหลาย จารุณีจึงเลือกที่จะคงแกนหลักของเรื่องไว้ แล้วสร้างรายละเอียดของเรื่องขึ้นใหม่ เธอตีความว่า ?อสรพิษ? เป็นเรื่องของอำนาจที่มีเหนือชีวิตของคนคนหนึ่งที่มีความฝันอยากเป็นศิลปิน (นายหนังตะลุง) ซึ่งอำนาจที่ว่าคือ ธรรมชาติ และสังคม อำนาจที่ต้านทานได้ยากยิ่ง เสมือนคนที่ยืนต้านทานเขื่อน ที่กำลังจะแตก

?หนังจะเป็นเรื่องเล่าอสรพิษที่ มีชีวิตของตัวเอง เรามองมันเป็น Magical Realism นะ โดยเรื่องราวที่มันดำเนินไปตามความจริง เป็นวิถีชีวิตของชาวบ้าน ของผู้คนในสังคมนี่แหละ จนกระทั่งมีไอ้งูยักษ์นี่โผล่ออกมา ทำให้มันกลายเป็นสัญลักษณ์ในเชิงอุปมาแบบวรรณกรรม?
เธอกล่าว

แนวทางการกำกับของจารุณีนั้นใช้การควบคุมแต่เพียงน้อย พอใจกับความเป็นธรรมชาติ และสะท้อนมันออกมาอย่างที่ตนเองรู้สึกหรือสัมผัสได้ เพราะเธอเชื่อว่าบางครั้งสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ จะกลับกลายเป็นสิ่งดี แม้ระหว่างการถ่ายทำ จะมีภัยธรรมชาติที่เป็นอุปสรรค มีพายุกระหน่ำ น้ำท่วมเพชรบุรี? จนต้องยกกองหนี แต่พายุก็ไม่อาจหยุดยั้งความตั้งใจของเธอได้? เมื่อฝนซาน้ำแห้ง เธอยังคงกลับมาสู้ต่อ พร้อมกับมุมมองที่มองเห็นแง่งามอยู่เช่นเดิม

?พอเรากลับไปมันก็เป็นฤดูเก็บเกี่ยวพอดี คือฤดูมันเปลี่ยนไปแล้ว แล้วมันไปตรงกับฉากในหนังพอดี ดูสิ นี่แหละเป็นโชคดี? เธอกล่าวอย่างยิ้มแย้มในโชคของตน

เธอบอกว่า….มีคำพูดประโยคหนึ่งของเชิด ทรงศรีที่ดังก้องอยู่ในตัวเธอมาตลอด คือวลีทองคำที่คุณเชิดกล่าวไว้ว่า

?เราจักสำแดงความเป็นไทยให้แก่โลก? นี่กระมังที่ทำให้หนังของเธอมีกลิ่นอายแบบหนังไทยยุคเก่า? มีอารมณ์ครบรส ซึ่งเธอขยายความว่า

?มันไม่ใช่เรื่องของวัฒนธรรมภายนอกนะ แต่เป็นโครงสร้างสังคมที่สะท้อนวิถีชีวิตกับรากฐานของเรา ว่าเรายืนอยู่บนอะไร?

หนังไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ วงศ์ตะวัน ชีวิน อยู่ในวงการหนังมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 นอกจากการเป็นตากล้องแล้ว ยังทำมาแล้วทุกหน้าที่ ไม่มีอะไรในหนังที่เขาทำไม่เป็น จากการเริ่มเขียนสตอรี่บอร์ดให้ ?ตำรวจเหล็ก? (นำแสดงโดยบิณฑ์-มาช่า) ไป ๆ? มา ๆ กลับทำควบถึงห้าตำแหน่งในเรื่องเดียว

?คนไทยมันถูกฝึกมาให้เป็นหลายอย่าง ทำให้คนไทยแก้ปัญหาเก่ง ก็เลยเข้าใจหมดเลยในหนังเรื่องเดียว แต่ผมบอกคนอื่นเสมอนะว่าผมเข้าวงการพร้อมมาช่า?
เขาพูดติดตลก

วงศ์ตะวันอยู่ในวงการหนังไทยมานาน จนเห็นวงจรชีวิตของหนังไทย ซึ่งเขามองว่าเป็นวงกลมรอบละสิบปีที่ไม่เคยเคลื่อนไหวไปไหน และวันนี้เรากลับมาอยู่ในจุดต่ำสุดของวงกลมอีกครั้ง วงศ์ตะวันเชื่อว่าวงจรเช่นนี้เกิดจากการที่ผู้กุมบังเหียนหนังไทยไม่เคย เปลี่ยนหน้า แม้คนทำงานจะเปลี่ยนไป เขากล่าวว่า ?นายทุนเป็นคนเดิม ไม่ว่าโลกทัศน์เค้าจะกว้างแค่ไหน มันก็คนเดียว?

กับ ?อสรพิษ? วงศ์ตะวันเล่าเท้าความให้ฟังว่า ?เริ่มจากแรงบันดาลใจของวีระยศกับจารุณี? เขาไปเสนอโครงการกับกระทรวงวัฒนธรรม? แล้วมันผ่าน? ผมก็เอาเรื่องมาอ่าน ถ้าใครอ่านก็คงรู้ว่างานเขียนของแดนอรัญ แสงทองเป็นเรื่องที่จับต้องยากมาก อย่างอสรพิษนี่ เรื่องเกิดภายในเย็นเดียว เราก็มาตีความกัน ว่ามันน่าจะเป็นเรื่องของเหตุเกิดที่แพรกหนามแดง ขยายความกันออกมา ในหนังเราเริ่มกันตั้งแต่ก่อนแป (ตัวละครเอก) จะเกิดด้วยซ้ำ ส่วนอสรพิษนี่ แล้วแต่ว่าใครจะตีความยังไง ผมชอบที่มันมีนัยซ่อนเร้นเยอะ แล้วก็ไม่ชี้นำ เพราะหนังมันไม่ใช่ศาสดามันก็ไม่ควรชี้นำ ผมสนใจการสร้างอรรถรสมากกว่านะ ส่วนคนดูจะคิดอะไรได้อะไรไปมันเรื่องของคนดู ตัวผมคิดว่ามันเป็นหนังแมสนะ เข้าใจง่าย ชาวบ้านก็ดูได้ ใครดูก็รู้เรื่อง รสมันเป็นหนังไทยร้อยเปอร์เซ็นต์เลยนะ บางคนดูแล้วอาจจะอมยิ้มนึกถึงบรรยากาศเก่าๆ พวกเราคุยกันว่ามันเป็นหนังไทยแบบที่สูญหายไปนาน?

วงศ์ตะวันเปิดเผยถึงความหนักใจในการกำกับและโปรดิวซ์หนังที่น่าจะยากเรื่องนี้อย่างอารมณ์ดีว่า

?ไม่มีอะไรเครียดนะ ไม่มีนายทุนมาคอยกดหัว เราคุยกันเยอะ พอกองทัพเข้าใจตรงกันก็ลุยเลย กับจารุณีเราก็เคารพกัน แบ่งหน้าที่กันชัดเจน เค้าดูแลบท ดูแลการแสดง ผมก็ดูในเชิงการเล่าเรื่อง ก็ไม่มีปัญหาอะไร? ส่วนของงานซีจีก็ใช้โมเดลเป็นไกด์ แล้วมาตกแต่งเพิ่มอีกที มันก็สมูทขึ้น จะมีก็ฝนนี่แหละ หยุดกองกันไปหลายรอบ ซึ่งมันเป็นเรื่องใหญ่นะสำหรับหนังทุนมหาศาลของผม แล้วโลเคชันมันเป็นท้องไร่ท้องนา พอน้ำขังนี่มันไม่ใช่วันสองวันจะแห้งนะ จากเดิมตั้งใจจะถ่ายเดือนก็ลากยาวไปสามเดือน?

สำหรับคนรุ่นใหม่ๆ ที่อยากจะก้าวเข้าสู่วงการหนัง วงศ์ตะวันกล่าวว่า ?ผมมักจะบอกคนว่าถ้าอยากเป็นวัวเป็นควายก็มาสิ ถ้ามองว่าทำแล้วเท่ คงไม่สนุก แต่ถ้ามองมันเป็นเรื่องของการทำฝันมันก็คงจะสนุก คือเราทำจากอากาศธาตุนะ พอเห็นคนมีอารมณ์ร่วมกับมันเราก็ดีใจ?

“อสรพิษ” ไม่ง่าย อย่าทำเลย -? วีระยศ สำราญสุขทิวาเวทย์ในฐานะที่เป็นโปรดิวเซอร์ นอกจากวีระยศจะชื่นชอบเรื่อง “อสรพิษ” ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า จารุณี ธรรมยู แล้ว เขายังเป็นเพื่อนคู่คิดที่คอยสนับสนุนและเป็นกำลังใจมาโดยตลอด วีระยศเป็นนักเขียนที่เป็นลูกศิษย์อาจินต์ ปัญจพรรค์มาตั้งแต่เขาอายุ 13 ปี?? เป็นคอลัมนิสต์ที่มีผลงานในวงน้ำหมึกมานานกว่ายี่สิบปี ถึงวันนี้กับครั้งแรกในบทบาทของโปรดิวเซอร์และนักเขียนบทภาพยนตร์? เขากล่าวว่า

?อสรพิษนี่ หลายคนบอกว่าทำไม่ได้ ทำไม่ง่าย อย่าทำเลย แต่ผมเห็นว่าการเริ่มต้นมันต้องเริ่มจากที่โหดที่สุดก่อน หนังผมเลยมีครบทั้งสัตว์ เด็ก เอฟเฟคท์ สลิง? เขาหัวเราะ ?มันสนุกนะ เพราะเราไม่รู้อะไรเลย เราเปิดรับได้หมด เราก็ใช้โอกาสของเราพยายามโดยใช้ความไม่รู้ของเรานี่แหละเป็นพลัง ผมอยากทำหนังอินดี้ที่ดูสนุกนะ อยากบอกว่าหนังอิสระก็สนุกได้…และอยากพิสูจน์ให้เห็นด้วยว่า แดนอรัญ กับ อสรพิษ เป็นนักเขียนและเป็นวรรณกรรมระดับโลกนะ ที่มันไม่ค่อยประสบความสำเร็จในไทยเพราะมันไม่ใช่เทรนด์ มันเขียนเกี่ยวกับชนบท เกี่ยวกับชาวบ้าน ขณะที่เราห่างจากรากเดิมของตัวเองออกไปไกลแล้ว ถ้าเป็น ?เจ้าแปตัวร้าย กับเจ้างูเย็นชา? ก็คงจะมีคนอ่านมากขึ้น?

อสรพิษเป็นภาพยนตร์ย้อนยุค กำหนดช่วงเวลาไว้ราวปี พ.ศ. 2510 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่แดนอรัญ แสงทองผู้เขียนเติบโตมา

?ต้นฉบับมันเป็นเรื่องสั้นขนาดยาวหน่อย มันจึงทิ้งช่องว่างไว้ให้เราจินตนาการเพิ่มเติมได้เยอะ? ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าฉบับหนังมีบางอย่างที่หนังสือไม่ได้บอกไว้ อย่างชื่อเสียงเรียงนามของพ่อแม่แป หรือชาวบ้านในแพรกหนามแดง พิธีทางศาสนา การเข้าทรง? บทสนทนาของผู้คนในเรื่อง สิ่งเหล่านี้มีความจำเป็นสำหรับภาพยนตร์ที่จะต้องให้ภาพและรายละเอียดที่ ชัดเจน? ขาเล่า

ในระหว่างการพูดคุยกันนั้น ผมสังเกตว่าทั้งวีระยศและจารุณีมักจะพูดถึงแดนอรัญ แสงทองหรือที่ทั้งสองเรียกกันติดปากว่าพี่เฟิ้มด้วยน้ำเสียงอันอบอุ่นเสมอ เนื่องจากพี่เฟิ้มคอยช่วยเหลือตั้งแต่ให้ความรู้ ให้คำปรึกษา ช่วยติดต่อประสานงาน คุยกับชาวบ้าน พาไปดูโลเคชัน เรียกว่าช่วยทุกอย่าง คณะหนังตะลุงชัยนาท เชิดชำนาญ หนังตะลุงสายเมืองเพชรแท้ ที่มีประวัติยาวนานมากว่าร้อยปีก็สรรหาได้มาจากคลังความรู้ของพี่เฟิ้มนี่ เอง เรื่องเดียวที่พี่เฟิ้มไม่ยุ่งคือเนื้องาน และยังเปิดกว้างถึงขนาดกล่าวว่า

?ผมเขียนเสร็จแล้ว ผมก็เสร็จแล้ว ผู้กำกับจะทำยังไงมันก็สิทธิ์ของเขา?

สำหรับวีระยศนั้นบอกว่า ?ตอนที่เราไปขอลิขสิทธิ์ แกก็มอบบทประพันธ์ให้เราโดยไม่เอ่ยถึงค่าลิขสิทธิ์ด้วยซ้ำ? และยังบอกพร้อมกลั้วเสียงหัวเราะอีกว่า ?อ้อ… แกช่วยตั้งชื่อใหม่ให้หนังเราด้วยนะ ชื่อ…อสรพิษฉกสยองโลก?


แดนอรัญ แสงทอง

หนังเรื่อง ?อสรพิษ? เหรอ ผมยังไม่ได้ดูฉบับที่มันสมบูรณ์เลย ได้ดูเฉพาะบางส่วน สักราวๆ ยี่สิบห้านาที รู้สึกว่ามันแตกต่างไปจาก ?อสรพิษ? ที่ผมเขียน ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเขาเลือกเอาเรื่องนี้มาทำเป็นหนัง…เรื่อง ?มาตานุสสติ? น่าจะทำเป็นหนังได้ง่ายกว่า รู้สึกยังไงนะเหรอ ก็ดีใจนะซี ผมขายลิขสิทธิ์ได้นี่ ผมแทบไม่ได้สนใจกระบวนการในการถ่ายทำเลย

ขณะที่เขาถ่ายทำกันง่วนอยู่นะ ผมก็ไปดูนะ แต่ก็ไปคุยเสียมากกว่า คุยกับธรรมนูญ สำอางศรี คุยกับบุญส่ง นาคภู่ คุยกับวีระยศ สำราญสุข และคุยกับครูชัยชนะ บุญนะโชติ มากอยู่ทีเดียว ผมกำลังเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง ?ไพบูลย์ บุตรขัน ราชันผีเพลง? คาราคาซังอยู่ ครูชัยชนะเป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของครูไพบูลย์ แกคุ้นเคยกับคำรณ สัมปุณณานนท์และชาญ เย็นแขเสียด้วย แกมีเรื่องราวเก่าๆ เล่าให้ผมฟังมากมาย เสียงของครูยังดีอยู่เลย หนุ่ม ๆ เป็นอย่างไร

เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น แกยังครึ้มร้อง ?ชายสามโบสถ์? ให้ผมฟังจนจบทั้งเพลง แกเมาเล็กน้อยขณะร้อง ผมก็เมาเล็กน้อยขณะฟัง แกกับผมนั่งกินเบียร์ด้วยกันที่ริมทะเลหาดเจ้าสำราญ ครูชัยชนะรับบทเป็น ?หลวงพ่อเทียน? ในเรื่อง แกไม่ตื่นกล้องเลย

วีระยศเหรอ วีระยศเคยช่วยผมทำสำนักพิมพ์อยู่นานนับปี งานหนังสือเป็นงานหนัก รายได้ก็ไม่แน่นอน ผมค่อนข้างแน่ใจว่าผมไม่ได้เลี้ยงดูวีระยศดีสักเท่าไหร่ วีระยศเป็นคนสนใจวรรณกรรมคนหนึ่ง แต่ดูท่าเขาสนใจหนังมากกว่าแล้ว

?อสรพิษ? เป็นหนังเรื่องแรกของเขา ผมได้แต่ภาวนาให้มันออกมาดี วีระยศมันแก่ชราไปจมเลยว่ะ ตั้งแต่มันริอ่านมาทำหนงทำหนังนี่ ?อสรพิษ? ฉบับที่เป็นหนังนี่คงต้องไปดังที่เมืองนอกเมืองนาเสียก่อนมั้ง ถึงจะมีโอกาสได้ฉายที่เมืองไทย ก็ต้องเอาใจช่วยให้มีลู่ทางที่สะดวกราบรื่น วีระยศนี่เป็นน้องนุ่งที่น่ารักที่สุดคนหนึ่งของผม เราต่างฝ่ายก็ต่างดูแลเอาใจใส่ทุกข์สุขของกันและกันมาโดยตลอด.

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ