นักเล่าชีวิตคนเหงา The Curious Case of Benjamin Button จากบัตตัน-ซัคเคอร์เบิร์ก และ ?มาร์ค?

Home / ข่าวหนัง, หนังฮอลลีวูด / นักเล่าชีวิตคนเหงา The Curious Case of Benjamin Button จากบัตตัน-ซัคเคอร์เบิร์ก และ ?มาร์ค?

เผอิญผ่านมาเจอคอลัมน์ “หนังช่างคิด” ของ Oldboy บางคูวัด ในเว็บมติชน เห็นน่าสนใจ เลยนำมาแบ่งปันให้ดูกันค่ะ
…….


ก่อนที่จะเปรี้ยงปร้างกับ The Social Network ผู้กำกับภาพยนตร์ ?เดวิด ฟินเชอร์? คือนักเล่าเรื่องราวชีวิตเคยลองมาหลายๆ วิธีทั้ง? Seven,? Fight Club,? Zodiac และ The Curious Case of Benjamin Button

นอกจากจะกวาดรายได้บนบ็อกซ์ออฟฟิศอย่างน่าทึ่ง The Social Network ยังแสดงอานุภาพแห่งเครือข่ายบนเวทีประกาศผลลูกโลกทองคำ เก็บมาได้ 4 รางวัลใหญ่ คือ เพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม : ดราม่า และแน่นอน รางวัล ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ที่ส่งให้ตัว เดวิด ฟินเชอร์ และภาพยนตร์ของเขากลายเป็นตัวเต็งเต็มเหนี่ยวอีกครั้งหนึ่งสำหรับเวทีออสการ์ที่กำลังจะมาถึง

หลังจากปีกลายอุตส่าห์สร้างปรากฎการณ์ด้วยการถูกเสนอชื่อเข้าชิงถึง 13 รางวัลจากหนัง The Curious Case of Benjamin Button แต่แป้กซะ 10 ได้มาแค่ รางวัล กำกับศิลป์ Best art direction, เอฟเฟ็กต์ยอดเยี่ยม Best visual effects และ แต่งหน้ายอดเยี่ยม Best makeup

หลายฝ่ายจึงหมายมั่นว่า อีเว้นต์ออสการ์ปีนี้ น่าจะถึงคิวของ เดวิด ฟินเชอร์ ซะที ไหน ๆ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ก็ซิวรางวัล บุคคลแห่งปี ของไทม์ เอาฤกษ์เอาชัยไปก่อนแล้ว

… กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว เราจะไม่เล่า เราจะเล่ากาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้…

วิธีหักมุมง่าย ๆ จากนิทานสำหรับเด็กที่เปิดให้ลิงน้อยที่บ้านฟังถูกยืมมาใช้กับบทความนี้

ดังนั้นแทนที่จะคุยถึงหนังล่าสุดของ เดวิด ฟินเชอร์ ซึ่งคงมีคนได้ดูเยอะแล้ว (แต่ผมยัง) ขอพาย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น นั่นคือเรื่องยอกย้อนของ มิสเตอร์บัตตั้น เด็กที่เกิดมาแก่ จากนั้นก็ค่อย ๆ หนุ่มขึ้น ๆ จนกระทั่ง…

ถ้านิยามแห่งความเปลี่ยวเหงาของ เจ้าพ่อเฟซบุ๊คในหนัง “The Social Network” จะถูกบอกเล่าในทำนองที่ว่า มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก คือมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยตั้งแต่ยังหนุ่มที่สุดในโลก ประดิษฐกรรมของเขาเชื่อมโยงให้ผู้คนกว่า 500 ล้านชีวิตทั่วโลกเข้ามาเป็น ?เพื่อน? แต่ในภาพยนตร์ที่ เดวิด ฟินเชอร์ เลือกที่จะเล่า มาร์ก กลับสร้างศัตรู เพาะความขัดแย้ง จนท้ายที่สุด เขาไม่เหลือเพื่อนเลยสักคน!!

และหากวันนี้ เรื่องของเจ้าพ่อเฟซบุ๊คจะเป็นหนังคนดังที่คนรู้จักไปทั่วโลก ภาพยนตร์เรื่องก่อนหน้านี้ของ เดวิด ฟินเชอร์ ก็บังเอิญได้รับการตั้งชื่อภาษาไทยให้ย้อนทางกันดีแท้

?เบนจามิน บัตตัน อัศจรรย์ฅนโลกไม่เคยรู้?

ในหนังที่เล่าเรื่องราวของ Benjamin Button ก็รีดเค้นเอาความแปลกแยกและโดดเดี่ยวของผู้ชายคนหนึ่งออกมาตีแผ่กันให้เห็นทุกซอกทุกมุม

เกือบ 3 ชั่วโมงถูกใช้ไปอย่างเรียบเรื่อย ไม่ได้เร่งเร้า บิวต์อารมณ์หรือหักมุมให้คาดไม่ถึง ที่สำคัญยังแสดงลายเซ็นต์ของผู้กำกับได้อย่างชัดแจ้ง ไม่ว่าจะเป็นแสง ฉากหลัง โทนสี ที่ให้อารมณ์มืดหม่นจนแทบจะสิ้นหวัง (ไม่ต่างจากหนังเรื่องก่อนๆ ของคุณเดวิดเขาแหละ)

ต้องถือเป็นเรื่องน่าผิดหวังพอสมควรสำหรับแม่ยกหรือใครที่อยากไปกรี๊ด แบรด พิตต์ เพราะกว่าพี่แกจะโผล่หน้าแท้ ๆ ออกมาเผลอ ๆ มีหลับไปแล้ว 2 รอบ

แต่หากว่ากันในเรื่องการใช้ศักยภาพของนักแสดง ทั้ง แบรด พิตต์ และ เคต บลันเชตต์ไปจนถึงผู้แสดงสมทบแทบทุกคนต่างโชว์ฝีมือ ระดับเหนือชั้น แต่ไม่เวอร์ ไม่ล้น ให้ได้ชมกันตลอดทั้งเรื่อง

โครงเรื่องแบบรวดรัดเล่าชีวิตตั้งแต่ต้นจนจบของ Benjamin Button ผู้ถือกำเนิดมาอย่างแปลกประหลาด (เหนือจริง)ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 1 (ปี 1918) จนถึงศตวรรษที่ 21 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปิดฉากลง

เด็กประหลาดที่เกิดมาในรูปลักษณ์ของชายแก่อายุ 80 นั่นทำให้พ่อของเขาเศรษฐีเจ้าของโรงงานผลิตกระดุม ?รับไม่ได้? เอาทารกชราไปทิ้งให้พ้น ๆ พร้อมกับสำนึกผิดติดตัวไปตลอด แม่บ้านผิวสีซึ่งทำงานอยู่ในบ้านพักคนชราเป็นคนเข้ามาโอบอุ้มเลี้ยงดูด้วย ความคิด ความเชื่อในพระเจ้า กระทั่งโน้มเอียงในแบบ ?ทำกุศล? เข้าไว้ (ในใจก็แอบหวังว่า จะตั้งท้องมีลูกได้ด้วยตัวเอ’สักวัน)

ด้วยความรักแบบไม่มีเงื่อนไขจากคนรอบข้าง? Benjamin Button ค่อย ๆ เติบโตทางสรีระ ก่อนที่หนังจะย้อนธรรมชาติตามโจทย์ที่ว่า ยิ่งอายุมากขึ้น เขาก็จะหนุ่มขึ้นเรื่อย ๆ สวนทางกับผู้คนทั่วไป โดยเฉพาะภายในสังคม ?ไม้ใกล้ฝั่ง? ของบ้านพักคนชราที่เขาอาศัยอยู่

ในพีเรียดของการเจริญวัยในบ้านพักคนชรา อารมณ์หนังคล้าย ๆ นิยาย ?หลายชีวิต? ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช Button ได้เรียนรู้จากชีวิตของผู้คนที่เข้ามาแล้วก็ผ่านไป บ้างมาพำนักชั่วคราว บ้างก็มาใช้บั้นปลายชีวิตอย่างเศร้าเหงา สนุกให้สุดเหวี่ยง ฯลฯ

กระทั่งเด็กสาว ?เดซี่? ปรากฎตัวเข้ามาในชีวิตของเขา ความรัก อารมณ์วัยรุ่น วัยหนุ่มก็แสดงอิทธิพลของมัน เป็นรักแรกฝังใจ และส่งผลต่อชีวิตของ Button ในตลอดช่วงที่เหลือของภาพยนตร์

นอกจาก ?เดซี่? ที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญแล้ว การที่แม่บุญธรรมสามารถมีบุตรเองได้ ประกอบกับความพยายามที่จะยืนด้วยตัวเอง ทำให้พีเรียดต่อมากลายเป็นเรื่องราวผจญภัย เผชิญโลก หลังจากได้พบและทำงานกับเรือประมง รวมถึงได้พบว่าเพื่อนสูงวัยที่สอนให้กินดื่ม ?ขึ้นครู? กับหญิงบริการนั้นคือ Mr. Button พ่อของเขานั่นเอง

ในพีเรียดของการผจญภัย ชวนให้นึกเปรียบเทียบกับ Forrest Gump ที่ก็เป็นหนังเล่าชีวิตคล้าย ๆ กัน บางซีนที่แม้จะยังไม่เห็น แบรด พิตต์ หล่อล่ำชัด ๆ แต่ก็อดนึกไปถึง Legends of the Fall ไม่ได้ เพียงแต่ในสไตล์ของ เดวิด ฟินเชอร์ มันไม่มีอะไรหวือหวา ตื่นเต้นหรือเป็นสีสันจัดจ้านขนาดนั้น ชีวิตของ Button ยังคงราบเรียบ มีเรื่องราวความรัก คนสนิท มิตรภาพ ผ่านเข้ามาให้ขบคิดหลาย ๆ ประเด็น

แต่ก็ยังยึดโยงอยู่กับ ?เดซี่? ผู้หญิงที่เขารักมากที่สุดเพียงคนเดียว คนที่ไม่ว่าเขาจะไปอยู่ตรงมุมไหนของโลก เขาก็จะเขียนจดหมายมาหาเธอเสมอ ?เดซี่? คนรักที่เขารู้อยู่เต็มอกว่าจะอย่างไรก็เป็นคนที่ ?ไม่ใช่? ขอแค่ได้เก็บความรู้สึกที่ดีเอาไว้ตลอดกาล…(กะจะเอาให้ซึ้งกันไปข้าง)

มองจากเรื่องก็ดูจะไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากไปกว่าโจทย์ย้อนแย้งที่ตัวเอกของ เรื่องเป็น ?คนแปลกแยก? ของสังคม เป็นส่วนเกินของพ่อ เป็นได้แค่คนที่ห่วงอยู่ห่าง ๆ สำหรับผู้หญิงที่เขารัก

ทว่าผมกลับชอบส่วนผสมที่ดูเยิ่นเย้อ เรื่องที่ย้วยยาวทอดเอื่อยไปเนิบ ๆ แบบนั้น มีประเด็นแฝงให้ตามเก็บระหว่างทางได้เพียบ ไม่ว่าจะเป็นวิธีคิดในการมีชีวิต-ใช้ชีวิต ศรัทธาต่อชีวิต ความหวัง เหตุและผลในการเลือกหรือตัดสินใจทำ หรือไม่ทำอะไรในชีวิตของแต่ละคน

เป็นหนังที่มีพระเอกนางเอก แต่ทั้งเรื่องผมหาผู้ร้ายไม่เจอ!! เดวิด ฟินเชอร์เลือกที่จะเล่าถึงตัวละครแต่ละตัวอย่างมีมิติ มีที่มาที่ไป และเลือกที่จะไม่พิพากษาใครเลยสักคน

สำหรับคนชอบเก็บรายละเอียดของการเล่าเรื่อง การคุมโทน นี่เป็นงานที่ละเอียดกันได้เต็มอิ่ม แต่ก็แทรกสัญลักษณ์พอเป็นกระษัย (นาฬิกาที่เดินถอยหลังตั้งแต่ต้นเรื่อง, นกฮัมมิ่งเบิร์ด ฯลฯ)

พร้อมกับเป็นการตอกย้ำแนวทาง ลายเซ็นต์ของ เดวิด ฟินเชอร์ได้เป็นอย่างดี ว่าเขาคือนักเล่าเรื่องราวชีวิตคนเหงาฝีมือเยี่ยม

ไม่ว่าจะเป็น เบนจามิน บัตตัน ชายผู้เกิดมาในสภาวะไม่ปกติ แปลกแยก โดดเดี่ยว แทบจะตลอดชีวิต แต่ก็เป็นเส้นทางที่เขายอมรับและพร้อมที่จะมีความหวังในแง่ดีกับมันเสมอ ตราบเท่าที่ตระหนักรู้มานานแล้วว่า อันที่จริง ?ความตาย? อยู่ใกล้ตัวเราทุกคนขนาดไหน

หรือจะเป็นเรื่องเล่าล่าสุดของ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ชายหนุ่มผู้ร่ำรวยทรัพย์สิน และมีคนทั่วโลกปรารถนาจะเป็น ?เพื่อน? กับเขา หรือย่างน้อยก็ไปเสาะแสวงหาเพื่อนจากสิ่งที่เขาเปิดประตูรอไว้

ว่าแต่เรื่องของ ?มาร์ค? ในประเทศแถว ๆ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เนี่ย ไม่รู้ว่า เดวิด ฟินเชอร์จะสนใจหยิบไปเล่าดูบ้างไหมนะ

ในบางมุมผมคิดเอาเองว่าเขาน่าจะเป็นคนเหงาที่อ้างว้างอยู่บนหอคอยโดดเดี่ยว ซึ่งอาจมีคนเข้าใจเขาจริง ๆ ไม่มากนัก (และเขาก็ไม่ค่อยเข้าใจใครอีกหลายคนด้วย)

ผู้ชายที่เชื่อกันว่ามีคนเกิน 1 ล้านคนให้การสนับสนุน ผู้ชายที่ยึดมั่นกับเส้นทางที่เขาเลือก มุ่งมั่นและแน่วแน่ แม้บนยอดคลื่นที่พาเขาไปสู่สถานะสูงสุดจะเต็มไปด้วยเรื่องราวที่สุดแสนจะกดดัน แต่เขาก็ผ่านพ้นมาได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยตัวตนที่เข้มแข็ง? ด้วยแรงหนุนที่มั่นคง? ด้วยองค์ประกอบอันซับซ้อนที่เขาเองก็ยากจะอธิบาย? ฯลฯ

แค่คิดเป็นภาพเล่าบนแผ่นฟิล์มก็สนุกแล้วละ… แต่คงได้แค่คิด

————————————————————–
2 นาทีกับ หนังของ ฟินเชอร์

ข้อแนะนำสำหรับคนที่เริ่มจะติดใจ เดวิด ฟินเชอร์ หรือเตรียมก้าวเข้ามาเป็นแฟนพันธุ์แท้ของเขา ผมซึ่งเป็นแค่แฟนพันธุ์ทางขอถือวิสาสะแนะนำหนังที่ไม่ควรพลาดของเขาคน นี้(เป็นความเห็นเฉพาะตัวของผู้เขียน)

Se7ven ดราม่า ทริลเลอร์ ลึกลับ จิตอย่างแรง กลายเป็นงานขึ้นหิ้งที่ผมคาราวะ มีครบทั้งบทที่แน่นปึ้ก ท้าทายให้ติดตาม คาดไม่ถึง งานแสดงที่สุดติ่ง โดยเฉพาะ เควิน สเปซี่ ที่รับบทเด็ด โขมยซีนสุด ๆ ชนิดที่ทั้งแบรด พิตต์ และมอร์แกน ฟรีแมน จับมือกันยังเอาแกไม่อยู่

หนังว่าด้วยเรื่องไล่ล่าฆาตกรโรคจิต+ต่อเนื่อง ซึ่งตั้งเป้าลงมือ 7 ครั้ง แต่ละครั้งรูปแบบการสังหารสอดคล้องกับความเชื่อเรื่องการทำผิดบาป 7 ประการในศาสนาคริสต์

Fight Club หน้าหนังดูเผินๆ เหมือนขายการต่อสู้ ดิบถ่อย รุนแรง โดยพระเอกล่ำอย่าง แบรด? พิตต์ (อีกแล้ว คู่บุญของอีตา ฟินเชอร์รึเปล่าเนี่ย) เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน แต่นัยยะของหนัง เสียดสีชีวิตทุนนิยม วัตถุนิยม อย่างแสบสันต์ เดินเรื่องอย่างมีสไตล์ แต่หลายคนดูแล้วแอบมึนเหมือนกัน

Zodiac หนังสืบสวนสอบสวนแบบ ย้อนมิติเวลา เป็นหนังที่รายละเอียดเพียบ ข้อมูลปึ้ก แต่ดูแล้วก็แอบบ่นว่า จะเยอะไปไหนเนี่ย พระเอก เจค จิลลาแฮนด์ เล่นเนียนเชียวนะ เรื่องนี้


The Game ดูเพลินๆ The Panic Room สนุกใช้ได้แต่ผมต้องดูถึง 2 รอบ (รอบแรกดูแล้วหลับ)…

ที่มา : มติชน