ร่วม “รำลึกถึงสยาม” กับ 4 หนังที่เรารัก วันนี้ – 9 มิถุนายนนี้

Home / ข่าวหนัง arthouse สารคดี / ร่วม “รำลึกถึงสยาม” กับ 4 หนังที่เรารัก วันนี้ – 9 มิถุนายนนี้

กิจกรรมพิเศษ เพื่อร่วมรำลึกถึงโรงภาพยนตร์ สยาม เชิญชวนทุกท่านร่วมชมภาพยนตร์ที่เคยสร้างความประทับใจ และทำรายได้สูงสุดของ APEX รวม 4 เรื่อง ได้แ่ก่

NANA

Nana ภาพยนตร์วัยรุ่น ที่สร้างจากการ์ตูนสุดฮิตชื่อเดียวกันของ อาอิ ยาซาว่า ที่ขายดีที่สุดในญี่ปุ่น

เรื่องราวของ 2 สาวที่ชื่อ นานะ เหมือนกัน แต่บุคลิกและพื้นเพต่างกันอย่างสิ้นเชิง นานะคนแรกคือสาวพังค์สุดห้าว ที่ฝันอยากออก อัลบั้มกับวงของตนเอง หลังจากที่แฟนหนุ่มชื่อ เรน ประสบความสำเร็จบนถนนสายดนตรีไปก่อนแล้ว นานะคนที่สอง คือสาวใสจากครอบครัว ที่มาจากครอบครัวชนชั้นกลางสุดอบอุ่น นานะเป็นคนติดเพื่อน สมัยเรียนมัธยม นานะมีเพื่อนสนิทชื่อ จุนโกะ แต่หลังจากจุนโกะสอบเข้าวิทยาลัยศิลปะในโตเกียวได้ นานะจึงจำต้องแยกจากเพื่อนรัก เธอพยายามทำงานเก็บเงิน จนสามารถเดินทางไปโตเกียวได้

นานะทั้งสองพบกันโดยบังเอิญบนรถไฟในโตเกียว และโชคชะตาก็พาให้พวกเธอได้เป็นรูมเมทกัน นั่นคือจุดเริ่มต้นของมิตรภาพอันงดงามของทั้งคู่ รวมทั้งเรื่องราวความสัมพันธ์หลากหลาย ที่พวกเธอต้องพบเจอ…

NOBODY KNOWS

Nobody Knows สร้างจากเรื่องจริง ในปี1988 หญิงม่าย และลูกชายวัย 12 ขวบ ย้ายเข้ามาอยู่ในอพาร์ทเมนต์หลังใหม่ ไม่มีใครในตึกรู้ว่า จริงๆ แล้ว ครอบครัวนี้ยังลูกน้อยต่างพ่ออีก 3 คน ทุกคนหลบซ่อนอยู่ในห้องตามคำสั่งแม่ ไม่เคยออกไปข้างนอก ไม่มีสูจิบัตร ไม่เคยไปโรงเรียน ไม่มีตัวตนตามกฎหมาย และวันหนึ่ง หญิงม่ายก็ตัดสินใจทิ้งลูกทั้ง 4 คน ให้เผชิญชีวิตตามยถากรรมในอพาร์ทเมนต์ พวกเขาเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือ และพึ่งพากันและกัน โดยมีพี่ชายคนโต ทำหน้าที่เป็นเสมือนหัวหน้าครอบครัว และอยู่กินตามมีตามเกิดนานกว่า 6 เดือน และโศกนาฏกรรม ที่กลายเป็นข่าวครึกโครมหลังจากนี้ ก็ทำให้ทุกคนรู้เสียทีว่า เด็กเหล่านี้มีตัวตน

ALWAYS

ย้อนกลับไปในปีโชวะที่ 33 หรือราวปีค.ศ. 1958 ขณะที่หอโตเกียวสร้างใกล้จะเสร็จ ? ยังมีชุมชนเก่าแก่แห่งหนึ่งตั้งอยู่บนถนนสายที่ 3 ในเขตยูฮี ของมหานครโตเกียว ซึ่งคลาคล่ำไปด้วยบ้านเรือน ร้านค้า กรุ่นไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ และยังมีหลากหลายเรื่องราวของหลากหลายผู้คน ที่พำนักอาศัยอยู่ในชุมชนแห่งนั้น… และที่สำคัญก็คือ ชีวิตจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ หลังจากที่หอโตเกียวสูงตระหง่านนั้น สำเร็จเสร็จสิ้น?

Be With You

“ปาฏิหาริย์รัก 6 สัปดาห์ …. ที่จะทำให้คุณอยากอยู่เคียงข้าง…ใคร ………ไปจนชั่วชีวิต”
ภาพยนตร์โรแมนติกเจ้าของสถิติรายได้ 2400 ล้านบาท ที่ทำให้ผู้ชมกว่า 3.8 ล้านคนในญี่ปุ่น..หลงรักฤดูฝน

ทาคูมิ (ชิโนบุ ทาคามูระ) ชายหนุ่มผู้สูญเสีย มิโอะ (ยูโกะ ทาเคอุจิ) ภรรยาตัวเองไปและเขาต้องเลี้ยงดู ยูจิ (อาคาชิ ทาเคอิ)ลูกชายวัย 6 ขวบ แต่เพียงลำพัง พวกเขาทั้งคู่ต่างโศกเศร้าและเฝ้ารอคอยว่าสักวันหนึ่งพวกเขาจะได้กลับมาอยู่ รวมกันอีกครั้งหนึ่ง

“คำสัญญาในสมุดภาพ”?? ถ้าแม่ตายไป… 1 ปีหลังจากนี้… ในวันที่ฤดูฝนเดินทางมาถึง? เราจะได้กลับมาพบกันอีก….

ก่อนตาย มิโอะ ได้เขียนคำสัญญาทิ้งไว้ในสมุดภาพให้กับ ยูจิ และนับตั้งแต่วันนั้น ยูจิก็ตั้งหน้าตั้งตารอคอยวันที่ฝนจะตกลงมา เพราะเขาเชื่อมั่นว่า เมื่อวันนั้นมาถึงเขาจะต้องได้พบกับแม่อีกครั้งหนึ่งอย่างแน่นอน เมื่อครบ กำหนด ยูจิ และ ทาคูมิ ก็พากันเดินเข้าไปในป่าที่อยู่ข้าง ๆ หลุมศพของ มิโอะ และที่นั่นพวกเขาก็ได้พบกับ.. หญิงสาวคนหนึ่งที่หน้าตาเหมือนกับ มิโอะ ราวกับคน ๆ เดียวกัน

– ฤดูฝน 6 สัปดาห์ – เธอจะจากไปในวันที่แสงอาทิตย์เดินทางมาถึง

ความสุขมักจะอยู่สั้นกว่าที่เราคิดเสมอ เพราะในคำสัญญาที่ มิโอะ ทิ้งไว้ให้ เธอจะกลับมาอยู่กับพวกเขาแค่ช่วงฤดูฝนเท่านั้น และในวันที่แสงอาทิตย์เข้ามาแทนสายฝน เธอจะต้องกลับไปยังที่ ๆ จากมา….

เมื่อ มิโอะ จากพวกเขาไป ทาคูมิ และ ยูจิ ก็กลับเข้าสู่ความโศกเศร้าอีกครั้ง แต่คราวนี้แตกต่างจากครั้งก่อนเพราะ มิโอะ ได้ทิ้งสมุดบันทึกของเธอเอาไว้ ในสมุดเล่มนั้นเธอบันทึกเรื่องราวความรักระหว่างเธอและ ทาคูมิ เอาไว้ … และเมื่อทาคูมิเปิดอ่านเขาก็ได้รู้ความหมายที่ยิ่งใหญ่ของความรักที่เขาไม่ เคยรู้ …. ความหมายของการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ของ มิโอะ มาตลอด 9 ปี ..เพื่อที่จะได้อยู่เคียงข้างเขา และ ยูจิ .. … ความหมายอันเป็นที่มาของคำว่า Be with you …

ประวัติโรงภาพยนตร์สยาม

โรงภาพยนตร์สยาม 800 ที่นั่ง เปิดฉายเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2509 ด้วยเรื่อง “รถถังประจัญบาน” (BATTLE OF THE BULGE) ของบริษัทภาพยนตร์ วอร์เนอร์ บราเดอร์สฯ นำแสดงโดย เฮนรี่ ฟอนด้า, โรเบิร์ต ชอว์ และเป็นโรงภาพยนตร์ที่ทันสมัยที่สุด มีบันได้เลื่อนขึ้นลง เป็นแห่งแรก

เดิมแต่แรกตอนเริ่มต้นก่อสร้างใหม่ ๆ บริเวณนี้เป็นที่อยู่อาศัยจำนวนมาก ยังไม่มีร้านค้าใดเลย สมัยที่โรงภาพยนตร์โรงแรกเสร็จ ยังต้องส่งปิ่นโตให้กับพนักงานทาน เพราะแถวนี้ไม่มีร้านอาหารเลย จะต้องไปไกลถึงสามย่าน ซึ่งสมัยนั้นกว่าจะถึงสามย่าน ก็ต้องใช้เวลานานมากมีรถเมล์น้อยสาย ไม่ทันที่จะกลับมาทำงาน ตามรอบได้ทันเวลา แสงสว่างรอบ ๆ โรงภาพยนตร์ จะต้องใช้ไฟของโรงภาพยนตร์ ต่อไปใช้ตามที่จอดรถ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มาชมภาพยนตร์รอบค่ำ และสมัยนั้นค่าชมภาพยนตร์ราคาตั้งแต่ 10 บาท 15 บาท สูงสุด 30 บาท

ที่มา : www.apexsiam-square.com