Full Throttle ชีวิต (คนทำหนัง) ที่ต้องเลือกระหว่างความฝันและความรัก ของ เอ๋อตงเซิง (BIOSCOPE Theatre)

Home / bioscope, หนังเอเชีย / Full Throttle ชีวิต (คนทำหนัง) ที่ต้องเลือกระหว่างความฝันและความรัก ของ เอ๋อตงเซิง (BIOSCOPE Theatre)
Sword Master

ดีเรก ยี (Derek Yee) หรือ เอ๋อตงเซิง ได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับชาวฮ่องกงที่เกิดและเติบโตในครอบครัวคนทำหนังอย่างแท้จริง หลายคนอาจรู้จักเขาในฐานะน้องชายของนักแสดงแนวกำลังภายในชื่อดัง เดวิด เจียง ทว่าสิ่งที่เขาทำนั้นล้วนห่างไกลจากจุดกำเนิดมากนัก กล่าวคือแม้จะเข้าสู่วงการบันเทิงในฐานะนักแสดงตั้งแต่สมัยมัธยม ในหนังกำลังภายในของค่ายชอว์ บราเดอร์ในช่วงขาลงของค่าย ก่อนจะผันตัวสู่การเป็นคนเบื้องหลังในการเขียนบทภาพยนตร์ และมาสู่การกำกับภาพยนตร์เป็นครั้งแรกในช่วงปลายยุค 80’s ทว่าหนังที่เขาทำ กลับกลายเป็นหนังดราม่าหนักๆ สะท้อนปัญหาสังคม ที่เนื้อหาของเขามักนำพาผู้ชมไปสู้จุดจบอันสิ้นหวังด้วยความจริงอันสะเทือนใจ

เอ๋อตงเซิง

ความเป็นคนทำหนังที่ไม่ประนีประนอม แม้จะได้ผลงานที่ยอดเยี่ยม ทว่าในแง่เศรษฐกิจส่วนตัวกลับง่อนแง่นเต็มที จนทำให้หนังในยุคต่อมาของเอ๋อตงเซิงผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด และสะท้อนถึงสิ่งที่เขานึกคิดต่อชีวิตการงานและครอบครัวในช่วงเวลานั้นอย่างเต็มเปี่ยม เช่นเดียวกับ Full Throttle (1995) หรือ ‘ยึดถนนเก็บใจไว้ให้เธอ’ หนึ่งในหนังสร้างชื่อระดับบล็อกบัสเตอร์ของเขาในฮ่องกงหรือแม้แต่ในไทยเรื่องนี้ เราจึงขอพาย้อนไปดูผลงานในยุคแรกเริ่มของเขา ที่ล้วนแล้วแต่เป็นหนังฮ่องกงคลาสสิค และแสดงให้เห็นลายเซ็นอันเป็นเอกลักษณ์ในการทำงานอย่างชัดเจน ไม่ต่างจากคนทำหนังร่วมรุ่นอย่าง หว่องกาไว หรือ ปีเตอร์ ชาน เป็นต้น

ติดตามชม Full Throttle ‘ยึดถนนเก็บใจไว้ให้เธอ’ 
วันเสาร์ที่ 30 กันยายน 2560
ไลฟ์สดๆ ให้ชมกัน 13.00 น. และ 22.00 น.
ทาง movie.mthai.com/bioscopetheatre

 

0000

The Lunatics (1986)
ก้าวแรก..ในโลกของคนแพ้

เอ๋อตงเซิงเกิดและเติบโตในครอบครัวคนทำหนัง มีพ่อเป็นผู้อำนวยการสร้าง แม่เป็นนางเอกหนังขาวดำยุค 50 และมีพี่ชายเป็นนักแสดงชื่อดังคือ เดวิด เจียง ก่อนจะเริ่มหันเหความสนใจจากการเป็นนักแสดงสู่การกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกอย่าง The Lunatics (1986) หรือ ‘เสี้ยวชีวิตพรหมลิขิตโหด’ หลังทำงานเขียนบทมาได้สักระยะ ซึ่งเอาเข้าจริง สิ่งที่ตัวเอ๋อตงเซิงสนใจคงคล้ายๆ กับคนทำหนังร่วมรุ่นในตอนนั้น นั่นคือการหยิบเอาประเด็นทางสังคมและชีวิตประจำวันมาทำเป็นหนังนั่นเอง

The Lunatics (1986)
The Lunatics (1986)

“ตอนทำ The Lunatics ผมตื่นเต้นจนมือสั่นไปหมด จนต้องซุกมือเอาไว้ในกระเป๋ากางเกง” แม้เอ๋อตงเซิงจะยอมรับว่าประสบการณ์การทำงานหลังกล้องยังไม่พอในตอนนั้น แต่เอ๋อตงเซิงก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นแรงกล้าในการทำงาน โดย The Lunatics เล่าเรื่องความสัมพันธ์ของนักสังคมสงเคราะห์ผู้ทุ่มเทในการดูแลคนเร่ร่อน กับชายหนุ่มเนื้อตัวมอมแมมเสียสติ หนังออกฉายในปี 1986 ปีที่ฮ่องกงผงาดขึ้นเป็นศูนย์กลางทางการเงินชั้นนำของโลก ทว่าหนังเรื่องนี้ของเอ๋อตงเซิงกลับพูดถึงโลกของคนผู้พ่ายแพ้ และผู้รักษาอุดมการณ์ของตัวจนแม้แต่ชีวิตของตนก็ไม่อาจรักษาไว้ได้!!

 

peoples-heroma
People’s Hero (1987)

People’s Hero (1987)
ความสง่างามอันจอมปลอม

ในช่วงเวลาที่ฮ่องกงกำลังหลงรักหนังอาชญากรรมแสนโรแมนติกของ จอห์น วู อย่าง A Better Tomorrow (1986) หรือ ‘โหด เลว ดี’ ที่เชิดชูเรื่องวีรบุรุษอันได้แนวคิดจากหนังกำลังภายในโดยตรง เอ๋อตงเซิงกลับเล่าถึงความจอมปลอมของแนวคิดนี้ ผ่านหนังซึ่งดัดแปลงจาก Dog Day Afternoon ผลงานคลาสสิคของ ซิตนีย์ ลูเม็ต จนกลายเป็นหนังเรื่องนี้

People’s Hero หรือ ‘ปล้นแหกคอก’ ได้สร้างช่วงเวลาพิเศษในหนังฮ่องกงไว้ ด้วยการนำโจรในโลกของความเป็นจริงกับโจรโรแมนติกฮีโร่ในหนังฮ่องกงมาเผชิญหน้ากัน หนังว่าด้วยโจรกระจอก (เหลียงเฉาเหว่ย) ที่โดนตำรวจล้อมธนาคารเอาไว้ ก่อนที่จะเจอกับมหาโจรหนีคดี ซันนี่ กู่ (ตี้หลุง) ที่บังเอิญเข้ามาอยู่ในฝูงตัวประกันในธนาคารตอนนั้นพอดี และขึ้นมาควบคุมสถานการณ์เสียเอง ซันนี่ควบคุมสถานการณ์ไว้ได้อย่างดี เป็นตัวละครที่ฉลาด มีเสน่ห์ และชวนให้คนดูหลงรัก หากเมื่อตำรวจเริ่มไม่ทำตามข้อตกลงของเขา ซันนี้จึงตัดสินใจเล่นเกม โอน้อยออก เพื่อหาใครสักคนมาสังเวยความดื้อด้านของตำรวจครั้งนี้ !!

peoples_hero_1987
People’s Hero (1987)

เอ๋อตงเซิง นำ ตี้หลุง มาเล่นในบทที่แทบจะถอดมาจากเรื่อง ‘โหดเลวดี’ เป็นตัวละครที่พูดถึงคุณธรรมความดีตลอดเวลา แต่ไม่เคยสำเนียกถึงสิ่งที่ตนทำอยู่ ซึ่งบทสรุปของ People’s Hero ชวนให้นึกถึงงานในอีก 19 ปีต่อมาของเขาอย่าง Protégé (2007) ไม่น้อย เมื่อตัวละครต้องค้นพบความจริงอันแสนเจ็บปวด ไม่มีการหักเหลี่ยมเฉือนคมอันชาญฉลาด และความตายก็ไม่ใช่สิ่งหอมหวานสวยงามดังหนังกำลังภายในที่เชิดชูวีรบุรุษอีกต่อไป

 

C'est la vie, mon chéri (1993)
C’est la vie, mon chéri (1993)

C’est la vie, mon chéri (1993) / Full Throttle (1995) / Viva Erotica (1996)
ไตรภาคแห่งความประนีประนอม

แม้ผลงานสองเรื่องแรกจะได้รับคำวิจารณ์ที่ดีเยี่ยม หากเมื่อมันเจ๊งสนิทก็ทำให้เอ๋อตงเซิงต้องหันมาทำหนังโรแมนติกคอมิดี้ตามยุคสมัยบ้าง หากแต่ไม่มีนายทุนคนไหนกล้าเล่นด้วยกับเขาอีกต่อไป นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของเอ๋อตงเซิง ที่ต้องควักเงินส่วนตัวมาสร้างสิ่งที่เรียกว่า “ปรากฏการณ์แห่งปู้เลียวฉิง” ขึ้นมา

C’est la vie, mon chéri (1993) หรือ ‘ปู้เลี่ยวฉิน รักเธอตนเดียวตลอดกาล’ เล่าถึงความรักของหนุ่มนักดนตรีแจ๊สกับสาวคณะนักแสดงงิ้ว ที่ท้ายที่สุดเขายอมละทิ้งความฝันในอาชีพนักดนตรีเพื่อคนที่ตนรัก

นักวิจารณ์กล่าวถึงงานของเอ๋อตงเซิงในยุค 90 ว่าได้ฉายภาพของตัวละครชายที่ละทิ้งฝันส่วนตัวเพื่อคนรัก การประนีประนอมคลี่คลายความสัมพันธ์ในชีวิตกับผู้คนรอบข้างและหาความสุขตามอัตภาพ (ซึ่งมาจากสภาวะการดิ้นรนในฐานะคนทำหนังของตัวเอ๋อตงเซิงเองด้วย) สะท้อนความรู้สึกอันเปราะบางไม่แน่นอนในชีวิตของชาวฮ่องกงหลังพิธีส่งคืนเกาะฮ่องกงให้แก่จีนในปี 1997 ได้เป็นอย่างดี

C’est la vie, mon chéri ทำเงินกว่า 31 ล้านเหรียญฮ่องกง และคว้าถึง 6 สาขารางวัลจาก Hong Kong Film Awards ในปีนั้น กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตเขาอย่างแท้จริง

Full Throttle (1995)
Full Throttle (1995)

อีกสองปีต่อมา เอ๋อตงเซิงกลับมาพร้อมกับ Full Throttle (1995) หรือ ‘ยึดถนนเก็บใจไว้ให้เธอ’ ซึ่งเล่าชีวิตนักซิ่ง (หลิวเต๋อหัว) ที่ต้องเลือกระหว่างความรักต่อแฟนสาวผู้ห่วงใยเขา กับความทะเยอทะยานสู่การเป็นที่หนึ่งบนท้องถนน ตัวละครชายหนุ่มของเอ๋อตงเซิงยังคงถวิลหาความสำเร็จในความฝันอยู่เช่นเคย แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม จนกระทั่งตัวละครเฉียดใกล้กับความตายอย่างแท้จริง จึงทำให้เขาเริ่มเห็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าความฝัน นั่นคือคนรักที่เคยดูแลเขานั่นเอง

สิ่งที่โดดเด่นใน Full Throttle คือการถ่ายทอดแวดวงการแข่งขันมอเตอร์ไซค์สมัครเล่นที่ต้องเสี่ยงภัยจากการใช้พื้นที่ถนนจริง ภาพของการแข่งขันอันหวือหวา เมื่อบวกกับการแสดงของ หลิวเต๋อหัว ที่กลับมารับบทนักแข่งรถอีกครั้งดั่งเช่นในหนังเรื่องดังของอย่าง A Moment of Romance (1990) หรือ ‘ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ’ ก็ทำให้หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จด้านรายได้เป็นอย่างสูง เช่นเดียวกับบทสรุปของหนังที่ตัวเอ๋อตงเซิงยังคงเดินรอยตามหนังเรื่องที่แล้วอย่างมั่นคง

การถ่ายทอดแนวคิดประนีประนอมในเชิงศิลปิน มาสุกงอมที่ผลงานในปีต่อมาอย่าง Viva Erotica (1996) หรือ ‘รักที่ตัว ไม่ใช่หัวใจ’ หนังเรื่องแรกของเขาที่ได้รับเชิญเข้าสายประกวดในเทศกาลหนังนานาชาติเมืองเบอร์ลิน งเล่าความขัดแย้งระหว่างความฝันส่วนตัวและความจำเป็นในชีวิต ของผู้กำกับหนุ่ม (เลสลี่ จาง) ผู้บูชาศิลปะและฝันอยากทำหนังแบบหว่องกาไว (คนทำหนังร่วมรุ่นที่ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติไปแล้ว) แต่ปรากฏว่าคงเป็นได้แค่ หวังจิง (ราชาหนังเกรดสาม หรือหนังเรตอาร์ของฮ่องกง) เพราะโดนบังคับให้ทำหนังอีโรติกแทน

viva-erotica1996
Viva Erotica (1996)

นอกจาก Viva Erotica จะเป็นหนังที่ทำให้โลกได้รู้จักเซ็กซี่สตาร์อย่าง ซูฉี ที่นอกจากโชว์ความวาบหวิวแล้วยังมีการแสดงที่ยอดเยี่ยมด้วย ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือ การที่หนังใส่ตัวละครหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า ‘เอ๋อตงเซิง’ (รับบทโดย หลิวชิงหวิน) ผู้กำกับหนังอาร์ตที่ล้มเหลวตรอมใจจนฆ่าตัวตาย ที่ตัวเขาใช้เป็นมุกตลกยั่วล้อตัวเองไปในตัว แต่ในขณะเดียวกันเอ๋อตงเซิงก็ให้สัมภาษณ์ว่า บทนี้ตรงข้ามกับชีวิตจริงที่ตัวเขาค่อนข้างจัดการความล้มเหลวได้ดีพอสมควร (ฮา) กระนั้นหนังเรื่องนี้ก็ยังแสดงให้เห็นว่าชีวิตผู้กำกับของเขา ก็ไม่ได้ราบเรียบง่ายดายในช่วงที่ผ่านมาเช่นกัน

ชมตัวอย่างหนัง BIOSCOPE Theatre ประจำเดือน กันยายน