(รื้อหิ้งหนังเก่า) Stop Making Sense [1984] หนังคอนเสิร์ตยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล ของ โจนาธาน เดมมี

Home / bioscope, หนังฮอลลีวูด / (รื้อหิ้งหนังเก่า) Stop Making Sense [1984] หนังคอนเสิร์ตยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล ของ โจนาธาน เดมมี

สำหรับคอหนังทั่วไปแล้วผลงานของ โจนาธาน เดมมี ที่พวกเราคุ้นชิ้นกันมากที่สุดคงหนีไม่พ้นหนังเขย่าขวัญรางวัลออสการ์สุดคลาสสิคอย่าง The Silence of the Lambs (1991) หากในอีกด้านหนึ่ง เดมมียังเป็นคนทำหนังสารคดี ไปจนถึงหนังคอนเสิร์ต (หมายถึงการบันทึกการแสดงสดมาลำดับเล่าเรื่องด้วยภาษาของภาพยนตร์) ที่เขาทำไว้หลายเรื่อง เช่น ‘ไตรภาคหนังคอนเสิร์ต นีล ยัง’ -Neil Young: Heart of Gold (2006), Neil Young Trunk Show (2009), Neil Young Journeys (2011)- ซึ่งผลงานที่ถูกพูดถึงและยกย่องให้เป็น “หนังคอนเสิร์ตยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล” เมื่อการจัดอันดับเกี่ยวกับหนังในแนวนี้อยู่เสมอ นั่นคือ Stop Making Sense (1984) ซึ่งยังเป็นหนังคอนเสิร์ตเรื่องแรกของเดมมี่อีกด้วย

“นี่ไม่ใช่หนังคอนเสิร์ตนะ มันเป็นหนังเพอร์ฟอร์แมนซ์ต่างหาก” – โจนาธาน เดมมี

Stop Making Sense บันทึกการแสดงสดของวง Talking Heads ที่ Pantages Theatre ในแคลิฟอร์เนียเมื่อธันวาคม 1983 ซึ่งเดมมีเน้นหนักที่การโชว์เสน่ห์บนเวทีของ เดวิด เบิร์น ตั้งแต่นาทีแรกที่เขาก้าวขึ้นเวทีแล้วโซโลเพลง ‘Psycho Killer’ ก่อนที่เพื่อนร่วมวงจะตามมาสมทบ พร้อมกับเพลงที่เร้าอารมณ์ขึ้นทุกขณะ กระทั่งถึงจังหวะที่เขาสวมสูทตัวโคร่งมาสร้างความตะลึง และถึงจุดไคลแม็กซ์ทะลุเพดานกับเพลง ‘Burning Down the House’ … โดยตลอด 88 นาทีนี้ หนังแทบไม่มีภาพคนดูเลย!

“โชว์ของ Talking Heads ดึงดูดใจผมหลายอย่าง หนึ่ง-งานออกแบบวิชวลของพวกเขามีความเป็นหนังมากๆ สอง-สมาชิกวง ทุกคนมีเสน่ห์น่าตื่นเต้น และสาม-ผมว่าโชว์นี้มีโครงเรื่องให้เล่าได้ เพราะทุกครั้งที่เดวิดขึ้นเพลงใหม่ เราจะรู้สึกเหมือนได้เจอคนใหม่และเซอร์ไพรส์ใหม่ไปเรื่อยๆ” เดมมีอธิบาย “หนังคอนเสิร์ตดีๆ อย่าง The Last Waltz จะทำให้คนดูรู้สึกเหมือนได้ไปอยู่กลางบรรยากาศคอนเสิร์ตจริงๆ แต่ Stop Making Sense ไม่ใช่ มันเป็นหนังที่ถ่ายทอดการแสดงล้วนๆ โดยไม่มีองค์ประกอบอื่นแทรกแซงเลย ผมแทบไม่ใส่ภาพคนหน้าเวที เพราะผมต้องการจับพลังและความลื่นไหลต่อเนื่องของดนตรีบนเวทีเท่านั้น”

เดมมีออกเดินสายกับวงจนคุ้นเคยกัน แถมยังส่ง แซนดี แม็กคลาวด์ แฟนสาวนักทำหนังของเขาในตอนนั้นไปเฝ้าดูคอนเสิร์ต Talking Heads ทุกคืนก่อนหน้าแล้วจดสิ่งที่เกิดขึ้นบนเวทีมาให้เขาใช้เขียนบทว่าควรถ่ายอะไรบ้าง ครั้นถึงวันจริง เดมมีกับทีมกล้อง 8 ตัวปักหลักเก็บภาพมุมกว้างตลอดการแสดงคืนหนึ่งแล้วจึงเจาะถ่ายรายละเอียดในอีก 3 คืนที่เหลือ โดยมีขุนพลสำคัญคือ จอร์ดอน โครเนเวธ ผู้กำกับภาพ (Blade Runner) ที่ร่วมวางแผนการแสดงกับเบิร์นตั้งแต่แรก

สิ่งที่เป็นนวัตกรรมของ Stop Making Sense ไม่ใช่แค่การ ไม่ใช้ภาพหมู่มวลผู้ชม (ซึ่งก็มีผลให้คนดูหนังไม่ถูกปฏิกิริยาของคนดู หน้าเวทีชี้นำ) แต่หนังยังปฏิเสธภาพสูตรสำเร็จประเภทโคลสอัพนักดนตรีโซโลกีตาร์หรือฉากสัมภาษณ์ และที่ดีมากก็คือ เดมมีนำเสนอการแสดงของแต่ละเพลงให้มีเอกลักษณ์ต่างกัน หรือกล่าวอีกอย่างว่า ทุกเพลงในหนังล้วนมี ‘เรื่องราว’ เช่น ถ่ายโคลสอัพเน้นภาพบนเวทีที่เล่นกับแสงเงาจัดๆ ตอนแสดงเพลง ‘What a Day That Was’ ซึ่งทำให้เราเห็นสมาชิกวงยืนแยกกันอยู่ในพื้นที่เฉพาะของตัวเองยิ่งกว่านั้น แทนที่จะใช้วิธีตัดต่อฉับไวเร้าใจตื่นตา เดมมี กับ ลิซา เดย์ มือตัดต่อกลับเลือกใช้ภาพลองเทค โดยให้เหตุผลว่า “ผมอยากให้คนดูจดจ่อกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนเวทีโดยไม่มีอะไรรบกวนสายตาให้ต้องทำงานหนัก”

โรเจอร์ อีเบิร์ต นักวิจารณ์ชื่อดังเขียนถึง Stop Making Sense ว่า “ความประทับใจเกิดขึ้นจากการได้เห็นพลังมหาศาลของ คนที่กำลังมีชีวิตอยู่ในจุดรื่นเริงเต็มที่ ช่วงพีคของหนังเกิดขึ้นเมื่อเบิร์นปรากฏตัวอย่างง่ายๆ แล้ววิ่งไปรอบเวที เขาดูมีความสุขเหลือเกินที่ได้มีชีวิตและทำเพลง เบิร์นเป็นคนที่เชื่อมาตลอดว่าดนตรีควรถูกแสดงผ่านวิชวลที่น่าสนใจ หนังเรื่องนี้น่าจะทำให้เขาภูมิใจมากทีเดียว”

เดวิด เบิร์น Talking Heads

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่
facebook : BIOSCOPE Magazine