(interview) ‘มหาลัยวัวชน’ ความบ้าบิ่นของคนทำหนังบ้านๆ : บุญส่ง นาคภู่

Home / bioscope, หนังไทย / (interview) ‘มหาลัยวัวชน’ ความบ้าบิ่นของคนทำหนังบ้านๆ : บุญส่ง นาคภู่

จาก ‘ธุดงควัตร’ หนังที่พาไปสัมผัสแก่นของศาสนาพุทธด้วยวิถีของการเล่าเรื่องแบบน้อยได้มาก สืบ-บุญส่ง นาคภู่ ลงสู่ภาคใต้อีกครั้ง เพื่อเล่าเรื่องของกลุ่มคนดนตรีในจังหวัดพัทลุง พาราฮัท มิวสิค ที่เกิดจาก โอ พารา (ทิวากร แก้วบุญส่ง) ศิลปินที่ไม่ประสบความสำเร็จจากการทำเพลงในเมืองหลวง ก่อนกลับมาสร้างผลงานในบ้านเกิดของตนเอง จนเกิดเป็นเพลง ‘มหาลัยวัวชน’ ที่เขาเป็นผู้แต่งให้วงพัทลุงเป็นผู้ถ่ายทอด จนมียอดวิวกว่าสองร้อยล้าวครั้ง โดยการชักชวนของ อ.อภิชาติ จันทร์แดง อาจารย์และนักคิดนักเขียน ที่นำบุญส่งมาเจอกับโอ พารา และร่วมกันเขียนบทจนเป็นหนังที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริง เรื่องนี้

โดย  ‘มหาลัยวัวชน’ เล่าเรื่องของ พงศ์ (เทอดพงศ์ เภอบาล – นักร้องนำวงพัทลุง) ผู้กำลังเสียสูญหลังจากคนรักตัดสินใจไปเรียนต่อกรุงเทพฯ ก่อนจะได้พบกับ โอ (โอ พารา) นักดนตรีอาชีพที่กลับมาใช้ชีวิตในท้องถิ่นอีกครั้ง เพื่อตามฝันในการเป็นศิลปินเพลงที่เกิดจากความเป็นคนท้องถิ่นจริงๆ โดยมีตัวพงศ์และกลุ่มพ้องเพื่อนที่มาร่วมกันสร้างฝันในครั้งนี้

สิ่งหนึ่งที่ท้าทายบุญส่งมากๆ คือการทำ ‘มหาลัยวัวชน’ ให้เข้าถึงคนดูในวงกว้างมากที่สุด ทั้งสไตล์ของหนัง นักแสดงที่มีชื่อเสียงในท้องถิ่น ไปจนถึงการนำเอาเข้าฉายโรง ซึ่งล้วนแล้วเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับหนังที่แล้วมาของบุญส่งอย่างสิ้นเชิง


(กลาง) บุญส่ง นาคภู่

 – ถ้าไม่นับหนังสตูดิโออย่าง ‘มือปราบทราบแล้วป่วน’ แล้ว ‘มหาลัยวัวชน’ ดูเหมือนจะเป็นหนังที่มีคุณสมบัติของความแมสส์สุดในบรรดาที่เคยทำมา ทั้งตัวเพลงเองหรือนักแสดง คุณคิดว่าหนังเรื่องนี้จะต่างจากที่เคยทำมาอย่างไรบ้าง

คือเราก็ยังทำหนังเหมือนเดิม เพียงแต่ถ้าเรื่องนี้มันมีความสามารถจะไปถึงคนในวงกว้างได้เราก็ควรจะนำไปทางนั้น สิ่งที่กำหนดสไตล์หนังไม่ใช่ตัวเรา แต่มันคือคนดูที่เราจะพูดด้วย เช่นเดียวกับเรื่องนี้ที่พี่ต้องการทำหนังคุยกับวัยรุ่นบ้านๆ เด็กบ้านๆ ที่มีฝัน คือลึกๆ แล้วอย่าได้ตัดสินหนังเรื่องนี้จากสิ่งที่เราเคยทำไป พอเห็นชื่อ บุญส่ง นาคภู่ จะต้องเป็นหนังอินดี้ดูยากคนดูน้อยๆ เหมือนกับเราอย่าไปตัดสินคนทำหนังเรื่องแรกเจ๊งว่าเขาเป็นคนทำหนังไม่ได้เรื่อง

คือเราเป็นนักเล่าเรื่อง เราต้องไม่ฟิตตัวเองไปกับวิธีการใดวิธีการหนึ่ง เพียงแต่วิถีที่เราเลือกมันไม่เหมือนคนอื่น เราเลือกที่จะทำหนังอิสระ เลือกจะทำแต่สิ่งที่เราอยากทำจริงๆ โดยไม่อยู่ใต้อิทธิพลของค่ายหรือนายทุน ลึกๆ คือเราต้องการเสรีภาพ ซึ่งเสรีภาพภายใต้เผด็จการก็เหนือนิดนึง (หัวเราะ) เสรีภาพในการเล่าเรื่อง เราเป็นเพียงเครื่องรับ ที่รับสารจากผู้อื่น เพื่อที่จะคิดว่าเรารู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้และกับใคร แล้วจึงพลิกแง่มุมให้มันตรงกับสิ่งที่เราอยากเล่ามากที่สุด เป็นแง่มุมที่เรารู้สึกกับมันมากที่สุด มันคือวิธีการทำหนังของเรา ซึ่งสุดท้ายแล้วในความใหม่ของ ‘มหาลัยวัวชน’ มันก็ยังเป็นหนังแบบเรา เป็นหนังที่พูดถึงคนชายขอบ และคนตัวเล็กตัวน้อยอยู่ดี

– สิ่งที่เราอยากสื่อสารกับผู้ชมใน ‘มหาลัยวัวชน’ คืออะไร

มันก็เกิดจากความรู้สึกที่เราหลายชายเรา ญาติเรามันดูถูกตนเอง มองตนเองว่าต่ำต้อย ซึ่งมันเป็นความรู้สึกของคนต่างจังหวัด ทุกคนเลยอยากจะออกจากถิ่นที่ของตนเอง เป็นวัยรุ่นทิ้งพ่อทิ้งแม่ทิ้งครอบครัวเพื่อไปหาโอกาสหาเงินในที่อื่น ไปอยู่กรุงเทพฯ มันเลยเป็นความรู้สึกอึดอัดที่เราอยากจะสื่อสารผ่านหนังเรื่องนี้กับกลุ่มวัยรุ่น ให้เขารู้สึกภูมิใจในตัวเอง กลับบ้านเสีย ความสุขของพวกคุณอยู่ที่นี่ไม่ต้องไปหาที่ไหน ซึ่งมันก็สะท้อนความรู้สึกลึก ที่อยากกลับบ้านของตัวเราเองเหมือนกันด้วย นี่คือข้อความที่เราอยากส่งไปหาคนดู

– คุณรู้สึกอย่างไรความสำเร็จของหนังที่เกิดจากการกลับไปทำหนังในพื้นที่ตนเอง อย่าง ‘เทริด’ หรือ ‘ไทบ้านเดอะซีรีส์’  

มันเป็นเรื่องดีนะ มันแสดงถึงความหลากหลาย แสดงให้เห็นถึงอิสรภาพ เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านในวงการหนังไทย ถึงแม้มันจะดีบ้างไม่ดีบ้างก็ไม่เป็นไร เพราะอย่างน้อยมันทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งสุดท้ายคนดูก็จะคัดเลือกหนังที่อยู่รอดมาให้เห็นเอง เราชอบที่เห็นคนรุ่นใหม่กลับไปทำหนังที่บ้านเกิดนะ แต่จงอย่าลืมว่าพวกคุณต้องเป็นตัวของตัวเอง จริงใจกับสิ่งที่ตัวเองเล่า เรามองว่า ‘ไทบ้านเดอะซีรีส์’ มันจริงใจนะ เล่าเรื่องเล่าแง่มุมที่พวกเขารู้สึกจริงๆ

หรือแม้แต่โรงหนังเอง ที่เราเรียกร้องหาพื้นที่ให้กับหนังไทย เอาเขาจริงพวกเขาไม่รู้สึกอะไรหรอก สุดท้ายแล้วเราก็เห็นว่าจริงๆ โรงหนังก็แค่อยากได้เงินก็เท่านั่นเอง วิธีการเปลี่ยนแปลงโรงหนังคือการทำหนังที่หลากหลาย แล้วสามารถดึงดูดผู้ชมให้เข้ามาดูได้ ทุกอย่างมันจะเปลี่ยนแปลงเอง

ก็อย่างที่เราเห็นทั้งสองเครือต่างก็ฉาย ‘ไทบ้านเดอะซีรีส์’ ก็เพราะว่าเขาอยากได้เงินไง เท่านั้นละ แต่ในที่สุดแล้วมันไม่ใช่ว่าหนังท้องถิ่นทุกเรื่องจะได้เงิน เรื่องที่มันอยู่รอดมันไม่ใช่โดนแค่หน้าหนังหรือกระแส มันต้องไปถึงที่คุณภาพ ต้องมีความเป็นซีนีมาติกที่ดีด้วย และมันต้องพัฒนาตัวเองไปข้างหน้าด้วย ไม่งั้นพอมันทำซ้ำๆ กันมากๆ สุดท้ายคนดูก็จะเริ่มเบื่อ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย และเป็นสิ่งที่เราพยายามทำตลอดเวลาในการทำหนังเหมือนกัน

– คุณวางแผนในการเข้าฉายของหนังเรื่องนี้ยังไงบ้าง

เราฉายทั่วประเทศนะ ซึ่งเป็นความบ้าระห่ำและเสี่ยงมากๆ เหมือนกัน แต่เราก็ไม่ได้ทำแบบไม่ลืมหูลืมตานะ คือเราเสี่ยงเข้าฉายพร้อมกันทั่วประเทศในสาขาที่เรามองว่ามีฐานแฟนคลับมีกลุ่มคนดูของวงพัทลุงอยู่ อย่างหนึ่งคือเราอยากวัดในความเป็นหนังบ้านๆ ของมัน ทำเพื่อศักดิ์ศรีของคนบ้านๆ ทำหนังเพื่อชาวบ้าน ภาคใต้นี่เราลงแบบทุกจังหวัดเลย ภาคเหนือ 3-4 จังหวัด ภาคอีสาน ภาคตะวันออกอีกนิดหน่อย กรุงเทพฯ ก็มีแต่ไม่ได้ทุกโรง ซึ่งก็เป็นการปรึกษาพูดคุยกับทางโรงด้วยว่าลงไปตรงไหนมันมีโอกาสบ้าง ตัวอย่างเช่นมหาชัย เป็นพื้นที่ที่วงพัทลุงเล่นคอนเสิร์ตบ่อยที่สุด แล้วมาแต่ละครั้งก็คนเต็ม เราเห็นโอกาสละโอเคงั้นเอาสาขามหาชัยด้วยอะไรแบบนี้ หรือที่แม่สอด คนแม่สอดเลี้ยงวัวชนนะ แถมที่นั้นคนใต้ก็อาศัยอยู่เยอะมาก งั้นทางเหนือก็ไปสาขานี่ด้วย อีกอย่างคือโรงหนังตามต่างจังหวัดมักจะอยู่ตามบิ๊กซีซึ่งก็เป็นพื้นที่ของคนบ้านๆ เหมือนกัน

สุดท้ายแล้วความเสี่ยงนี้ เราก็มองอยู่บนสิ่งที่มันเป็นไปได้ คือเรายังอยากที่จะทำหนังต่อไป เพราะเราก็เป็นโปรดิวเซอร์หนังของตัวเองด้วย เราก็ต้องคิดเองเกือบทุกเรื่อง ลูกเมียจะอยู่อย่างไร เพื่อนที่มาร่วมทุนจะเจ๊งไปกับเราไหม หรือจะได้ทำหนังต่อหรือเปล่า มันก็ต้องคิด แต่เราขอยืนยันว่า เราทำ ‘มหาลัยวัวชน’ ด้วยหัวใจอันบ้าบิ่น ทุนเยอะไม่ก็ไม่เยอะเลย เราทำตามศักยภาพให้มันดีที่สุด คุ้มค่า ซึ่งเราหวังว่าคนดูเองจะเห็นความตั้งใจในสิ่งที่พวกเราทำมันลงไปบ้าง จะเร็วจะช้าก็เท่านั้นเอง คือโรงหนังเขาไม่สนใจเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว เขาสนใจแค่กระแสของหนังเท่านั้นเอง ก็ไม่เป็นไร

ตัวอย่าง ‘มหาลัยวัวชน’


ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

cover-bio-2017