สะบายดี วันวิวาห์ วันที่ตื่นจากฝัน

Home / วิจารณ์หนัง / สะบายดี วันวิวาห์ วันที่ตื่นจากฝัน

สะบายดี วันวิวาห์

ทุกสิ่งทุกอย่างมีตอนจบ หนังไตรภาคอย่าง สะบายดีฯ ก็เช่นกัน จากผู้กำกับที่ไม่เคยป่วย โป๋ย สะบายดีฯ (ห้ามป่วยเลยนะ) ศักดิ์ชาย ดีนาน จากสะบายดีหลวงพะบาง ปี2551, สะบายดี2 ไม่มีคำตอบจากปากเซ ปี2553 และส่งท้ายด้วย สะบายดี วันวิวาห์ ปี2554 เดือนมิถุนา นางเอกคนเดิม คำลี่ พิลาวง พระเอกคนใหม่ บอย ปกรณ์

หนังไม่ได้ฉายแบบจอกว้างสุด แต่เป็น 1.85:1 เท่านั้น รอบที่ดู ฟิล์มดูมัวๆไปหน่อย หนังพูดภาษาลาวเยอะ แต่มีซับไตเติ้ลไทยและอังกฤษขึ้นอยู่ตลอด ผมพอฟังออกนะ หนังภาคนี้ยาวไม่ถึง 90นาที

คงต้องบอกว่า นี่ไม่ใช่หนังที่เนื้อเรื่องต่อจาก สะบายดี1 หรือ สะบายดี2 ทั้งนั้น แต่เป็นหนังที่พูดถึงความรักของหนุ่มไทย(บอย รับบทเชน) สาวลาว(คำลี่ รับบท คำ) อีกคู่หนึ่ง ซึ่งเนื้อเรื่องไม่ใช่เหตุการณ์ตอนที่พบกันใหม่ๆ เพิ่งรู้จัก แรกรักอะไรกันหรอก แต่มาถึงช่วงที่ว่า มีเหตุให้ต้องแต่งงานกัน เพราะไปทำอะไรบางอย่างให้ทางบ้านฝ่ายหญิงเมืองลาวเข้าใจผิด จึงต้องแต่งงานกัน ยอมลาจากเมืองไทยมาอยู่ลาว ตั้งหลักใหม่? เพื่อเป็นการให้เกียรติ รักษาหน้าตาให้แก่ฝ่ายหญิงและครอบครัวฝ่ายหญิง เชนหน่ะใจก็มีรักบ้าง แต่มันเร็วเกินไปรึเปล่า ที่ตกลงแต่งงานกัน หนังเล่าถึงเหตุการณ์5วัน ก่อนวันดอง วันแต่งงานของชาวลาว ขณะเดียวกัน แฟนเก่าของเชน ก็ตามมาถึงเมืองลาว รวมไปถึงการกระทำในหลายๆสิ่งชองเชน ที่ทำให้คำรู้สึกไม่มั่นใจในการแต่งงานครั้งนี้เลย

คำลี่

หนังภาคนี้อาจจะดูจริงจัง พ้นจากความเพ้อฝัน จากวันที่ได้เริ่มรู้จักกัน ตั้งความคาดหวังทั้งๆที่รู้จักเพียงชั่วครู่ เข้าใจว่ามันเป็นทางเลือกที่ถูกแล้ว หากสะบายดี1คือความพาฝันเพ้อฝัน สะบายดี3นี้ ก็เป็นการปลุกให้มาพบกับโลกจริงๆ ในวันที่จะอยู่เคียงข้างกัน เราดูเองเรายังไม่สบายใจแทนนางเอกเลย ว่าจะฝากชีวิตกับผู้ชายคนนี้ได้อย่างไร บอย ปกรณ์ แสดงออกบุคลิกของผู้ชายที่ไม่มั่นคงออกมาได้ดีทีเดียว อาจฟังดูเคร่งเครียดไป หนังมีตัวละครที่พอทำให้หนังผ่อนคลายลงบ้าง เช่นกลุ่มเพื่อนเจ้าสาว และสองเด็กชายหญิง ที่โผล่มาทุกภาค และสุดท้ายหนังก็ไม่ลืมจะให้ความโรแมนติคประทับใจ อวยพรให้ทั้งสองผ่านพ้นช่วงเวลาที่สับสนไปให้ได้

หลายๆคน อาจเคยมีประสพการณ์เช่นนี้ การได้เดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง พ้นจากเรื่องวุ่นวายชีวิตในเมืองใหญ่ ไปพักผ่อนที่หนึ่งในระยะเวลาสั้นๆ แล้วเกิดความรู้สึกว่า อยากอยู่ต่อ อยากปักหลัก ยิ่งเกิดความประทับใจกับบางคนที่อยู่ที่นั่น อาจรุนแรงถึงกับจะย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่นั่น แต่ไม่ได้ฉุกคิดเลยว่า เหตุที่เราพอใจ นั่นเพราะเราไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นนานนั่นเอง เราเพียงอยู่สั้นๆ ยังไม่เห็นอะไร ยังไม่รู้จักอะไรลึกซึ้ง พอกลับมาฉุกคิดอีกที เราแน่ใจหรือว่า ภาระที่เราแบกไว้ เราสามารถปลดมันลงได้จริงๆ ปลดได้ครับ เพียงแต่ต้องใช้ความกล้า ความมุ่งมั่นอย่างมากมาย ในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในชีวิต สังคมสภาพแวดล้อมเพื่อนฝูงที่เปลี่ยนไป บางที สิ่งที่ทำได้ดีที่สุด ก็คงเป็นเพียง การหวนกลับไปรำลึกถึงมันอีกครั้ง ในระยะเวลาสั้นๆเช่นเดิม

หนังใช้โลเกชั่นของปากเซ เป็นพื้นหลัง บรรยากาศของความรักของคนในเมืองเล็กๆ หลายๆฉาก เราอาจคุ้นตาในหนังสะบายดี2 โดยส่วนตัว เมื่อปีที่แล้ว ผมเองมีโอกาสได้ไปเยือนเมืองปากเซมา เห็นหลายๆฉาก ก็นึกภาพตามวันที่ไปเดินแถวสถานที่แถวนั้น ตลาด, โรงแรม, ผับ, วัด, ร้านอาหาร, สะพาน, แม่น้ำโขง เหมือนเห็นเมืองกวักมือเรียกเรากลับไปเยี่ยมเยือนอีกบ้าง เมืองเล็กๆที่เหมือนเวลาหยุดนิ่ง (แต่ค่าครองชีพ ไม่เบาเลยนะ) เห็นแล้วอยากไปอยากไป

หนังมีฉากที่แสดงถึงวัฒนธรรมของชาวลาว ประเพณีงานแต่งงาน, ชีวิตของผู้คนในเมืองปากเซ และข้อปฏิบัติบางอย่าง ที่แต่ละท้องถิ่นต่างกัน บางทีเราดูในมุมของคนไทย อาจไม่เข้าใจถึงเรื่องเล็กๆน้อยๆที่คนไทยคงยอมรับกันได้ แต่ในบางถิ่น เขาก็คิดไม่เหมือนเรา แฟนๆที่ติดตามกันมาถึงสองภาค หวังว่าภาคนี้ก็คงจะไม่พลาดเช่นกัน มันจริงและเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับ

7/10 บางทีเราก็อยากจะอยู่ในฝันตลอดไป แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ ดูแล้วมาคุยกันครับ

โดย Tyler movie.mthai.com

—————————

มาเพิ่ม ภาพบรรยากาศ ตอนไปปากเซจ้า

ทริปเมืองปากเซ กับหนัง สะบายดี2 ไม่มีคำตอบจากปากเซ (ตอนที่1)
ทริปเมืองปากเซ กับหนัง สะบายดี2 ไม่มีคำตอบจากปากเซ (ตอนที่2)

อันที่จริง มันต้องมีตอนที่3ด้วย แต่ผมเขียนไม่จบครับ แหะแหะ