Tower Heist : การขโมยครั้งนี้มันมาพร้อมกับเสียงฮา และ ความสนุกเพลินๆ

Home / วิจารณ์หนัง / Tower Heist : การขโมยครั้งนี้มันมาพร้อมกับเสียงฮา และ ความสนุกเพลินๆ

เพิ่งได้มีโอกาสดูรอบสื่อไป เมื่อกี้กับหนังปล้นพร้อมเสียงฮาเรื่องล่าสุดของผู้กำกับ เบร็ท แร็ทเนอร์ ที่ต้องยอมรับเลยว่าเมื่อตั้งแต่เห็นตัวอย่าง พร้อมกับชื่อนักแสดงของหนังก็ไม่ได้ชวนให้มันน่าดูสักเท่าไหร่ และหน้าหนังก็กลัวว่าจะเป็นหนังเจ๊งของปีอีกเรื่อง แต่ยังไงก็ตามตัวหนังเป็นอย่างไรไปอ่านเลยครับ

Tower Heist เรื่องราวของหัวหน้าเจ้าหน้าที่ดูแลคอนโดสุดหรูที่เรียกว่า ‘เดอะ ทาวเวอร์’ อย่าง จอช โคแว็กซ์ ที่เขาทำทุกอย่างเพื่อที่จะให้ลูกค้าของคอนโดเขานั้นสบายใจและรู้สึกเป็นกัน เองมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยมีลูกค้ารายใหญ่อย่าง อาร์เธอร์ ชอว์ ที่เขาสนิทและวางใจมากที่สุด เป็นเพื่อนซี้ของเขาในคอนโดนี้ จนกระทั่งเกิดข่าวลือว่า อาร์เธอร์ ชอว์ มีปัญหาบางอย่างเกี่ยวกับระบบการเงินของเขา และลือกันว่า ชอว์ จะฮุบเงินทั้งหมดของ จอช และผองเพื่อนไปเป็นของตัวเอง ทำให้เดือดร้อนถึง จอช ที่ต้องรวบรวมลูกทีมเพื่อจะทำการปล้นครั้งใหญ่บนตึกที่มีการคุ้มกันภัยที่ แน่นหนาที่สุดในโลก

Tower Heist ผลงานการกำกับของ เบร็ท แร็ทเนอร์ จากหนังตระกูล Rush Hour ทั้ง 3 ภาคและหนังมนุษย์กลายพันธุ์ภาคสุดท้ายอย่าง X-Men : The Last Stand ที่ต้องยอมรับว่าแค่ชื่อผู้กำกับ พร้อมกับหน้าหนังก็ไม่ได้ดึงดูดคนดูสักเท่าไหร่นัก แต่เนื่องด้วยจริงๆแล้วผมก็เป็นคนนึงที่ชอบการแสดงทะเล้นๆของ เอ็ดดี้ เมอร์ฟี่ย์ อยู่พอตัวเหมือนกัน จึงไม่ได้มีอคติอะไรมากมายนักกับหนังเรื่องนี้ โดย Tower Heist มีองค์ประกอบและเนื้อเรื่องอันน่าสนใจมากอยู่พอตัว แต่น่าเสียดายที่พอถ่ายทอดออกมาจริงๆแล้วกลับไม่ค่อยจะได้เรื่องสักเท่าไหร่ โดยสิ่งที่ Tower Heist ทำสำเร็จจริงๆคือ การขโมยรอยยิ้ม และ เสียงหัวเราะ ของผู้ชมจากมุขตลกไร้สาระของหนัง ที่ข้อนี้ต้องขอยกให้นักแสดงผิวสีอย่าง เอ็ดดี้ เมอร์ฟี่ย์ ที่สามารถทำให้มุขต่างๆดูขำได้ดีเลยหละ

พร้อมกับ ฉากแอ็คชั่น ปล้นๆ ต่างๆของหนังที่ถือว่าทำออกมาได้อยู่ในขั้นดูเพลินๆ เพราะว่าดนตรีประกอบของหนังโดย Christopher Beck นั้นถือว่าทำออกมาได้มันส์เกินกว่าตัวหนัง พร้อมกับแอบมีอารมณ์หนังแนวสายลับปนอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นถ้ามอง Tower Heist ในด้านของความสนุกสนานเฮฮา ปนกับเสียงหัวเราะถือว่าสอบผ่าน แต่เมื่อมองในอีกด้านนึงนั้น Tower Heist กลับไม่ค่อยได้ใช้องค์ประกอบที่หนังปูมาสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะด้านของ บทหนัง ที่ดำเนินเรื่องเร็วก็จริง แต่เรื่องนี้ต้องบอกว่า ‘เร็วเกินไป’ จนทำให้ตลอดทั้งการปล้นนั้น คนดูไม่ค่อยรู้สึกอิน หรือ แม้แต่เอาใจช่วยตัวละครเลยแม้แต่นิดเดียวหละ

โดย เฉพาะด้านขององค์ประกอบเรื่องราวของ อาชีพ ต่างๆของเหล่าตัวเอกที่ดูไม่น่าจะเป็นโจรได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจและน่าจะเรียกเสียงฮาสำหรับความไม่เป็นมืออาชีพ ของพวกเขาได้ แต่หนังกลับเล่นประเด็นส่วนนี้น้อยซะจนเกินไป และบางครั้งอาจจะทำให้คนดูคิดว่า ‘ตัวละครเหล่านี้เคยเป็นโจรมาก่อนรึปล่าวเนี่ย’ เพราะบางฉากมันก็ดู มืออาชีพ เกินไปสำหรับเหล่าตัวละครอาชีพ คนเปิดประตู หรือผู้จัดการ และสุดท้ายนั้นก็คือด้านของ ระบบความปลอดภัย ของตัวตึก เดอะ ทาวเวอร์ ที่ตัวหนังว่ากันว่าเป็นตึกที่มีระบบการคุ้มกันที่แน่นหนาที่สุดในโลก แต่พอตัวหนังเริ่มเล่นจริงๆแล้วนั้น มันทำเอาเหมือนกับว่าตึก เดอะ ทาวเวอร์ นี้มันก็ไม่ต่างกับตึกคอนโดธรรมดาๆ ทั่วไป เพราะ ระบบความคุ้นกันภัย ต่างๆดูแล้วธรรมดา เว่อร์มากที่ตึกใหญ่โต แต่กลับมีคนยามและคนคุ้มกันอยู่เพียงหยิบมือ จึงทำให้แผนการปล้นครั้งนี้ดูแล้วง่ายๆ เหมือนกินหมู โดยส่วนตัวไปดูฉากการหลบหนีใน Toy Story 3 ยังรู้สึกว่ามันสมจริง และ ได้อารมณ์มากกว่าซะอีกหน่ะครับ โดยอย่างไรก็ตามถ้าให้เทียบ Tower Heist กับผลงานเก่าๆของผู้กำกับอย่าง Rush Hour ทั้ง 3 ภาค หรือ X-Men : The Last Stand ผมว่า Tower Heist ก็ไม่ได้แย่อะไรมากมายนัก หนำซ้ำยังจะฮา + สนุกกว่า Rush Hour ด้วยซ้ำเพียงแต่ว่าบางฉากและบางเหตุผลมันยังไม่เพียงพอสำหรับหนัง

สรุป Tower Heist เป็นหนังปล้นๆ แอ็คชั่นผสมคอมเมดี้ ที่มุขฮาต่างๆก็ทำออกมาพอใช้ได้และขโมยรอยยิ้มจากคนดูจากการของ เมอร์ฟี่ย์ ได้ดี รวมไปถึงฉากปล้นๆที่ดูเพลินๆพอใช้ได้ แต่ตัวบทนั้นไปเร็วเกินไป จนทำให้ดูแล้วอิน รวมเข้ากับเหตุผลหลายๆเหตุผลของหนังที่ดูแล้วมันยังอ่อนๆมากเกินไปนักนะครับ

เรื่องนี้ผมให้ 6/10 ครับ