Seeking Justice : เมื่อความยุติธรรม เป็นสิ่งที่ต้องแลกมาด้วยชีวิตของคุณ

Home / วิจารณ์หนัง / Seeking Justice : เมื่อความยุติธรรม เป็นสิ่งที่ต้องแลกมาด้วยชีวิตของคุณ

เป็นเพราะว่าอาทิตย์นี้หนังที่เข้าก็ไม่มีอะไรน่าสนใจแล้วนอกจาก The Thing (แถมยังดูไปแล้วเมื่อวันพฤหัส) ซึ่งถึงแม้ผมจะเคยสัญญากับตัวเองไว้ว่า จะไม่ดูหนังของ นิโคลัส เคจ ในโรงหนังอีกแล้ว เพราะช่วงหลังๆเฮียแกเล่นหนังไม่เลือกมากเกิน แต่ยังไงก็ตามเรื่องนี้ไปดูมาแล้วเป็นอย่างไรไปอ่านเลยครับ

Seeking Justice เรื่องราวของครูสอนภาษาอังกฤษอย่าง วิล ที่มีชีวิตอยู่กับภรรยาแสนสวยอย่าง ลอร่า ที่พวกเขาเพิ่งจะครบรอบการแต่งงานมา 5 ปีหมาดๆ แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นในคืนนั้น ที่ทำให้ทุกอย่างในชีวิตของวิล และ ลอร่า ต้องเปลี่ยนไป เมื่อ ลอร่า ดันโดนโจรกระจอกคนนึงนั้น ปล้นชิงทรัพย์ และ ข่มขืน จนทำให้โคม่าไปหลายวัน แต่แล้วระหว่างการรักษานั้นเอง ชายนิรนามอย่าง ไซม่อน ได้ดันมายืนข้อเสนอให้กับ วิล ว่าพวกเขาจะทำการฆ่าชายคนที่ข่มขืนภรรยาของเขาให้เอง เพียงแต่มีข้อแม้ว่า วิล ต้องทำอะไรบางอย่างให้พวกมัน ซึ่งเมื่อวิลตอบตกลง สิ่งที่อันตรายที่สุดก็กำลังจะเกิดขึ้น

Seeking Justice กำกับการแสดงโดย โรเจอร์ โดนัลสัน หลังจากเมื่อ 3 ปีที่แล้วเขาเคยฝากผลงานการปล้นแบงค์บรรลือโลกมาแล้วใน The Bank Job และหนังหักเหลี่ยมอย่าง The Recruit ในปีนี้เขากลับมาพร้อมกับโปรเจคใหม่ ที่ไม่รู้คิดอย่างไรถึงเรียกใช้บริการของนักแสดงที่กำลังอยู่ในช่วงขาลงอย่าง นิโคลัส เคจ ที่ผมต้องยอมรับเลยว่าสำหรับ เคจ นั้นผมเป็นแฟนคลับของเฮียแกเลยด้วยซ้ำในช่วงยุคของ Con Air และ The Rock แต่เมื่อก้าวข้ามมาปี 2000 นี้ ความน่าเชื่อของ เคจ ในตัวผมเริ่มลดลงเรื่อยๆ และหมดไปกับหนัง Season of The Witch แต่เพราะเรื่อง Seeking Justice ถือได้ว่าเป็นผลงานน่าสนใจด้วยเครดิตของผู้กำกับ ร่วมด้วยนักแสดงอย่าง กาย เพียร์ซ ที่ยังถือว่าพอมีคุณภาพน่าเชื่อถือได้อยู่ พร้อมด้วยนางเอกสาว แจนยูอารี โจนส์ ที่กำลังดัง

ซึ่งสำหรับ Seeking Justice สำหรับผมถ้าหากมองว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังแอ็คชั่น ก็คงต้องขอบอกเลยว่า สอบตก เพราะนอกจากจะหาความมันส์ในฉากแอ็คชั่นไม่ได้แล้ว คิวบู๊และความสดของหนังดูแล้วมันมีแนวโน้มไปในทางของหนังเกรดบีมากกว่าจะเป็นหนังโรง แต่ถ้าหากมองว่า Seeking Justice ถือว่าเป็นหนังดราม่า ทริลเลอร์ ก็ถือว่ายังจะพอให้อภัยได้อยู่ เพราะว่าหนังมีการเล่าเรื่องไปในแนวเส้นตรง ไม่มีอะไรยากเกินเดา สลับสับเปลี่ยนไปกับฉากแอ็คชั่นเบาๆ และดนตรีเร้าอารมณ์ ในแบบสบายๆ ที่ถือว่าข้อเหล่านั้นยังเป็นส่วนดีที่ทำให้คนดูไม่หลับไปเสียก่อน พร้อมด้วยประเด็นด้านของ ความยุติธรรม ของหนัง

ที่ถือว่าตีแผ่ประเด็นออกมาในรูปแบบสบายๆ ง่ายๆ ด้วยอารมณ์ประมาณว่า ความยุติธรรมไม่เคยมีอยู่ในโลก เพราะแม้แต่ผู้ผยุงความยุติธรรมอย่าง ตำรวจ ก็กลับกลายเป็น ผู้ทำลายความยุติธรรม เสียเอง ด้วยเหตุผลไม่ว่าจะเป็นการรับสินบน หรือ คอรัปชั่น ก็ตาม ซึ่งประเด็นเหล่านี้หนังเล่าออกมาในแบบที่ไม่ยัดเยียดจนเกินไป และในบทสรุปของหนังก็ยังตอกย้ำประเด็นนี้ได้อยู่ในขั้นระดับปานกลาง แต่อย่างไรก็ตามนั้น สำหรับข้อเสียใน Seeking Justice ยังมีอยู่มากไม่ว่าจะเป็นอย่างที่บอกไปแล้วคือฉากแอ็คชั่นของหนัง และอีกอย่างนึงนั้นคือด้านของบทหนังที่ยังใช้บริการบทประมาณว่า องค์กรลับใต้ดิน อยู่มาก

เพราะฉะนั้นหนังจึงยังมีช่องโหว่เกี่ยวกับบทด้านขององค์กรลับใต้ดินอยู่มากพอสมควรเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น ทำอย่างงี้ได้ยังไง , แล้วฉากนี้ไม่มีคนเห็นหรอ อะไรประมาณนี้ แต่ก็อย่างว่าแหละครับ นี้มันคือหนัง… และนั้นรวมไปถึงด้านของนักแสดงที่ถือว่าหนังใช้ได้ไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่ ไล่ตั้งแต่ นิโคลัส เคจ ที่ไม่ค่อยมีฉากแอ็คชั่นเจ๋งๆให้กับเฮียแกมากสักเท่าไหร่ รวมถึงซีนอารมณ์ด้วยเช่นกัน และ กาย เพียร์ซ ที่เรื่องนี้เห็นได้ชัดเลยว่า ฝีมือเริ่มถอยหลังลงมามากเพราะคาดหวังจาก Memento ไว้เยอะเกินไป (Seeking Justice เข้าฉายเฉพาะ SF Cinema สาขา Central World (SFW) เท่านั้นนะครับ)

สรุป Seeking Justice ถือว่าเป็นหนังทวงแค้น ที่เนื่อเรื่องและสไตล์การเล่าเรื่องทำออกมาดูได้เรื่อยๆ และมีประเด็นเรื่องความยุติธรรมที่พอดีพอเหมาะ แต่ข้อเสียใหญ่ๆของหนังคือ ฉากแอ็คชั่นของหนังที่ดูแล้วไม่มันส์ แถมยังมีน้อยเกินไปด้วยซ้ำหละครับ เอาเป็นว่าถ้ารอแผ่นออกหรือไม่ดูเลยคุณก็ไม่ได้พลาดอะไรไปครับ

เรื่องนี้ผมให้ 6/10 ครับ