The Twilight Saga : Breaking Dawn : Part 1 ความรักต้องจบลงที่การตั้งครรภ์

Home / วิจารณ์หนัง / The Twilight Saga : Breaking Dawn : Part 1 ความรักต้องจบลงที่การตั้งครรภ์

ได้มีโอกาสดูรอบสื่อมาเมื่อวานนี้ครับ กับหนังภาคเกือบสุดท้ายของหนังชุดแวมไพร์ ทไวไลท์ ในตอนที่ชื่อว่า เบรคกิ้ง ดอวน์ ภาค 1 ซึ่งโดยส่วนตัวนั้นผมไม่ได้เป็นแฟนคลับ หรือ แฟนพันธุ์ทไวไลท์ แต่ก็ติดตามดูมาจนครบทุกภาค คงเพราะว่าภาคหนึ่งนั้นเป็นภาคที่ทำให้ผมติดตามมาตลอดเพราะมันกลมกล่อมที่สุด

เป็นเรื่องราวหลังจากที่ เบลล่า (คริสเต็น สจ๊วต) ตัดสินใจจะใช้ชีวิตที่เหลือกับ เอ็ดเวิร์ด (โรเบิร์ต แพททินสัน) ทั้งสองแต่งงานกันและไปฮันนีมูนเหมือนคู่รักธรรมดาทั่วไป แต่แล้วการฮันนีมูนก็จบลงกะทันหัน เมื่อเบลล่าพบว่าตัวเองตั้งท้อง ลูกของเธอกับเอ็ดเวิร์ด ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และทำให้ครอบครัวคัลเลนต้องช่วยกันดูแลเบลล่า และหาข้อมูลเกี่ยวกับเด็กที่กำลังจะเกิดมา เพื่อจะรับมือให้ได้ พร้อมกับป้องกันไม่ให้ข่าวเล็ดลอดออกไปข้างนอก เพราะอาจเป็นการนำมาซึ่งสงครามระหว่างแวมไพร์ โดยเฉพาะผู้คุมกฎอย่างโวลตูรี่ ที่ถือว่า แวมไพร์เด็กคือตัวอันตรายและต้องถูกกำจัด ครอบครัวคัลเลนจึงต้องปกป้องเบลล่า

The Twilight Saga : Breaking Dawn Part 1 กำกับการแสดงโดย บิล คอนดอน หลังจากเมื่อ 5 ปีที่แล้วเขาเคยกำกับหนังเพลงจนส่งทั้งนักแสดง และ เพลงประกอบ เข้าชิงออสการ์หลายสาขามาแล้วใน Dreamgirls และมาปีนี้เขาเป็นผู้กำกับที่ได้รับเลือกให้สานต่อตอนจบของหนังชุดทไวไลท์ (นั้นรวมถึง Part 2 ของหนังก็ยังจะเป็นผู้กำกับคนนี้) ซึ่งถ้าเอาจริงๆในความคิดเห็นของผมนั้น ทไวไลท์ ภาคนี้ต้องเรียกได้ว่ามีประเด็นที่ดีเลยทีเดียว เริ่มตั้งแต่ด้านปัญหาการตั้งท้องในวัยเด็กของเบลล่า ที่หนังสามารถเล่าเรื่องราวต่างๆในปัญหาเหล่านั้นออกมาได้สนุก ปนเปไปกับมุขตลกของหนัง และ ฉากแอ็คชั่นตอนท้ายเรื่อง ที่เรียกได้ว่าเป็นเสน่ห์ของ ทไวไลท์ ก็ได้ที่สามารถเล่าเรื่องออกมาได้ดูเพลินๆเช่นนี้ (ยกเว้นตอน New Moon ที่คิดว่ามันน่าเบื่อที่สุด)

และนั้นรวมไปถึงการพัฒนาด้านการแสดงของ คริสเต็น สจ๊วต และ โรเบิร์ต แพททินสัน ที่ถือว่าภาคนี้เล่นกันได้เข้าขา แบบไม่มีติดขัดเหมือนภาคแรกๆ ที่ต้องขอชื่นชมโดยเฉพาะด้านของ คริสเต็น สจ๊วต ที่ในภาคนี้ต้องแต่งเป็นผู้หญิงโทรมๆทั้งเรื่อง จึงมีฉากมากมายให้เธอได้ปล่อยการแสดงดีๆออกมา

แต่ด้านองค์ประกอบรองของหนังอย่าง ฉากแอ็คชั่น (ที่เคยโดนด่าเละในภาค 2 ว่าตัดต่อตัวอย่างหลอกคนดูเพศชายด้วยการใส่แต่ฉากแอ็คชั่นในตัวอย่าง) ซึ่งถ้าถามผมว่า ฉากแอ็คชั่น ในภาคไหนดีที่สุดผมก็คงต้องตอบว่าภาค Eclipse เพราะมันลงตัวไปซะทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นฉากรัก หรือ ฉากแอ็คชั่น

แต่ถ้าถามผมว่าภาคนี้องค์ประกอบด้านแอ็คชั่น พอดูสนุกได้ไหม ผมก็คงต้องตอบว่า น่าผิดหวัง นิดหน่อย เพราะเนื่องจากหนังเลือกที่จะโชว์ฉากแอ็คชั่นเหล่านี้ในตอนกลางคืน แถมฉากเหล่านั้นภาพยังมืดมากอีกด้วย พร้อมกับสไตล์การกำกับฉากแอ็คชั่นของ บิล คอนดอน เพราะฉะนั้นบางฉากในช่วงแอ็คชั่นก็อาจจะดูไม่รู้เรื่องเลยก็เป็นได้

เรื่องนี้ผมให้ 7/10? ครับ