Machine Gun Preacher คนบาปกลับใจ

Home / วิจารณ์หนัง / Machine Gun Preacher คนบาปกลับใจ

Machine Gun Preacher

เกือบทุกครั้งที่ชมภาพยนตร์ ผมจะเป็นคนเลือกเองว่าจะดูหรือไม่ดูเรื่องไหน ยิ่งในช่วงปลายปีที่หนังหนีนํ้าท่วมทยอยอัดเข้ามาจนแน่น การตัดสินใจก็ยิ่งยากขึ้น แต่เชื่อไหมว่ากับเรื่องนี้ หนังมันเลือกผม แรกทีเดียวผมไม่ทราบเลยว่าหนังเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอะไร เห็นแต่หน้าปกมีเฮีย เจอราร์ด บัตเลอร์ ยืนถือปืนอยู่ ซึ่งหลังๆมานี่ แกก็ถืออยู่หลายเรื่อง (Gamer,Law Abiding Citizen) ตอนนั้นเองตาผมเหลือบไปเห็นข้อความชวน ให้เล่นเกมส์ชิงตั๋วหนังในโซเชียลเน็ตเวิร์ก เพียงแค่ใส่ชื่อนามสกุลเข้าไป

พอผมพิมพ์เสร็จรายชื่อบนคอมเมนท์ก็ค่อยๆเพิ่มขึ้นจนเป็นหลักร้อย (ผู้โชคดีมีแค่ 10 คน ทีมงานจะสุ่มเอา ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใช้วิธีไหน)ผ่านไปหลายชั่วโมง จนผมเกือบลืมไปแล้ว ก็มีการประกาศผล ปรากฏว่าดันมีชื่อผมปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้โชคดีเฉยเลย เอาละสิหนังอะไรยังไม่รู้เลย ได้บัตรซะงั้น มีเวลาไม่มากหาข้อมูลได้ความว่าเป็นหนังที่สร้างจากเรื่องจริง ผลงานการกำกับของ มาร์ค ฟอสเตอร์ ครั้งนี้เหมือนกับเขาเอาทักษะการเล่าเรื่องของหนังแอ็คชั่นและหนังดราม่า จาก Quantum of Solace กับ The Kite Runner ผสมกัน

Machine Gun Preacher บอกเล่าชีวิตอันโด่งดังในกาฬทวีปของ แซม ไชลเดอร์ส (เจอราร์ด บัตเลอร์)อดีตนักเลงหัวไม้ หัวหน้าแก๊งค้ายาในนอร์ธ ดาโกต้า มีชีวิตวนเวียนกับ อาชญากรรม กลุ่มอันธพาล ยาเสพติด และคุกอยู่หลายปี เป็นคนบาปที่ห่างไกลศาสนา จนกระทั่งเขาพบกลับจุดกลับตัวเมื่อวันหนึ่งหลังก่อคดีร้ายแรงทั้งที่เพิ่งออกจากคุกไม่นาน ลินซ์ (มิเชล โมนาแกน) ภรรยาพาเขาเข้าโบสถ์เพื่อทำพิธีล้างบาป จากนั้น แซม ก็พบกับพระเจ้า เขาค่อยๆกลับตัวเป็นคนดี หางานทำ ใช้เวลากับลูก และรู้จักเสียสละเพื่อผู้อื่น

ครอบครัวของแซมเริ่มมีฐานะดีขึ้นหลังจากที่ธุรกิจซ่อมแซมบ้านหลังพายุเฮอริเคนทำเงินได้มากมาย เขามีเวลาและเงินจนสามารถสร้างโบสถ์ขึ้นมาในชุมชนเพื่อช่วยคนติดยา โสเภณี และเด็กยากจนในละเวกบ้าน รวมถึง ดอนนี่ (ไมเคิล แชนน่อน)เพื่อนซี้ที่คบกันมาตั้งแต่เด็ก

ต่อมา แซม อาสาสมัครไปช่วยเหลือเด็กกำพร้าใน ซูดาน ประเทศที่ใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกาซึ่งกำลังรบพุ่งกันระหว่างฝ่ายเหนือที่เป็นมุสลิมกับฝ่ายใต้ที่เป็นคริสต์เตียน ความจริงที่โหดร้ายในแดนมิกสัญญีที่เต็มไปด้วยสงคราม ความอดอยาก ทำให้ ไชลเดอร์ส ปวดร้าวกับภาพที่เห็น แทบทุกคืนกลุ่มแอลอาร์เอกบฏหัวรุนแรงจะบุกเผาหมูบ้าน สังหารผู้ใหญ่และจับเด็กผู้ชายมาบังคับให้เป็นทหาร เพื่อปกป้องเด็กๆจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เขาจึงต้องจับปืนเพื่อต่อสู้อีกครั้ง

หนังใช้เวลาไปกับชีวิตส่วนตัวของ แซม ไชลเดอร์ส มากพอดู เราได้เห็นด้านที่เลวสุดขั้วจนมาถึงด้านที่ดีใจหายของเขา ก่อนที่ครึ่งหลังหนังจะพาเราไปพบกับความจริงอันโหดร้ายที่เกิดขึ้นในประเทศหนึ่งบนโลก บางสิ่งที่ผู้นำทั่วโลกทำเป็นหลงลืมหรือมองข้ามมันไป โชคดีที่ แซม เป็นคนทำอะไรทำจริง เราจึงได้เห้นความมุ่งมั่นจนถึงขั้นดันทุรังของเขาในการหาเงินมาช่วยเด็กผิวดำจากคนละทวีป ทั้งๆตัวเองและครอบครัวกำลังถังแตก

บทหนังตัดสลับเหตุการณ์ไปมาระหว่างที่สหรัฐฯกับซูดาน ฉากต่อสู้ไม่ได้ยิงกันดุเดือดเลือดพล่านเหมือนแรมโบ้แต่โฟกัสไปที่ความสูญเสีย ภาพความรุนแรงที่ชาวซูดานต้องประสบนั้นถูกถ่ายทอดออกมาสะเทือนอารมณ์เป็นอย่างมาก จนเราอาจรู้สึกผิดที่อยู่ดีกินดีขนาดนี้ยังขวนขวายอยากได้ มือถือแพงๆ รองเท้าสวยๆ เสื้อผ้าหรูๆ

เจอราร์ด บัตเลอร์ ในลุคเคราเฟิ้มดูแปลกตาไปหน่อย ส่วนการแสดงอยู่ในเกณฑ์ดีที่เดียว ทั้งอารมณ์เกรี้ยวกราดไปจนถึงซีนอารมณ์? ที่น่าชื่นชมคือ ไมเคิล แชนน่อน บทของ ดอนนี่ แทบไม่มีอะไรเด่น แต่เขาส่งสายตาให้คนดูสงสารและเห็นใจได้

ชาวซูดานกล่าวขานว่า แซม ไชลเดอร์ส เป็นนักบวชคนขาวที่พระเจ้าส่งมา แต่แท้ที่จริงแล้วเขาเป็นเพียงแค่ชายธรรมดาๆคนหนึ่งที่ไม่ดูดายต่อชะตากรรมของเพื่อนมนุษย์ ตัวละครในเรื่องกล่าวว่า หากมีคนแบบเขาในโลกนี้มากๆ โลกเราคงจะน่าอยู่กว่านี้

ปล.ประชาชนชาวซูดานใต้ฉลองเป็นประเทศใหม่ล่าสุดของโลกไปเมื่อวันที่ 9 กรกฏาคม 2011 ปัจจุบัน แซม ไชลเดอร์ส ยังคงปฏบัติภารกิจอยู่ที่นั่น

โดย นกไซเบอร์