5 Days Of War : ความจริงเป็นสิ่งที่ไม่เคยตาย แม้แต่ในสงครามก็ตามที

Home / วิจารณ์หนัง / 5 Days Of War : ความจริงเป็นสิ่งที่ไม่เคยตาย แม้แต่ในสงครามก็ตามที

ในทีแรกก็ไม่ได้สนใจหนังเรื่องนี้อะไรมากมาย หนำซ้ำตัวอย่างที่ตัดต่อออกมาพาลให้นึกหนังพวกที่ส่งตรงลง ดีวีดี อะไรประมาณนี้ จนกระทั่งมาสะดุดตรงที่ชื่อของ ผู้กำกับ Die Hard 2 ที่ถึงจะเป็นภาคที่ไม่ได้ดีที่สุดของ นรกระฟ้า แต่ความมันส์ก็ยังโอเค ว่าแล้วเลยขอลองดูผลงานใหม่ของเขาในเรื่องนี้ซะหน่อย

โทมัส เอนเดอร์ส ต้องสูญเสียกำลังใจในการใช้ชีวิต เมื่อเพื่อนนักข่าวที่เขามีความใกล้ชิดที่สุด เสียชีวิตจากการถูกโจมตีในกรุงแบกแดด แต่ด้วยการไปทำข่าวในประเทศที่กำลังระอุอย่างจอร์เจีย ที่เกิดความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านอย่าง มหาอำนาจรัสเซีย เอนเดอร์ส และตากล้อง เซบาสเตียน มุ่งหน้าเข้าไปยังเขต South Ossetia ช่วงเวลาเดียวกับกองทัพอากาศของรัสเซียปูพรมระเบิดใส่หมู่บ้านเล็กๆ เอนเดอร์ส และ เซบาสเตียน สามารถเก็บภาพไว้ได้ ก่อนที่พวกเขาจะช่วยผู้รอดชีวิตไปโรงพยาบาลในเมืองโกรี ด้วยความช่วยเหลือของครูสาวชาวจอร์เจีย ทาเทีย ซึ่งครอบครัวของเธอสูญหายไปจากการโจมตี ทำให้ เอนเดอร์ส ตัดสินใจที่จะกลับเข้าไปในเขตแดนอันตรายเพื่อช่วยตามหาครอบครัวของ ทาเทีย ให้พบก่อนที่จะโดนพวกทหารฆ่าเสียก่อน

5 Days Of Wars ผลงานการกำกับของ เรนนี่ ฮาร์ลิน หรือที่เราคงรู้จักกับเขาดี เพราะเขาเป็นผู้ที่ให้กำเนิดฉากการต่อสู้ในสนามบินสุดคลั่งมาแล้วใน Die Hard 2 และเป็นผู้ให้กำเนิดหนังไต่เขาสุดลุ้นระทึกใน Cliffhanger เพราะฉะนั้นเมื่อดูจากเครดิตแล้ว ด้านฉากแอ็คชั่นของผู้กำกับคนนี้ในผลงานเก่าๆนั้นยังพอใช้ได้อยู่บ้าง เพียงแต่ว่าในหนังเรื่องใหม่ของเขาอย่าง 5 Days of War กลับไม่ใช่หนังแอ็คชั่นเนี่ยหละสิ แต่กลับกลายเป็นหนังแนวผจญภัย เข้มข้น ซะมากกว่า ซึ่งในเรื่อง 5 Days Of War สิ่งที่ยังทำให้ผมประทับใจผู้กำกับคนนี้อยู่อย่างแรกเลยคือ ด้านของความสมจริง ในแต่ละฉากของผู้กำกับ ที่เรื่องนี้ผู้กำกับนั้นเล่นใช้ทั้งระเบิดของจริง ที่เรียกกันได้ว่าดูแล้วเสียวแทนนักแสดงทั้งหลาย แถมยังมีอารมณ์ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนไปอยู่ในสนามรบจริงๆ

เพราะในแต่ละฉากแอ็คชั่นอันน้อยนิดในหนังเรื่องนี้นั้น ผู้กำกับถือว่าสามาารถทำอารมณ์ฉากแอ็คชั่นเหล่านั้นออกมาคล้ายกับเกมส์ Battlefield ได้หลายฉากพอสมควร แถมการดำเนินเรื่อง และ การตัดต่อ ที่กระชับ ของหนังเรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นข้อดีอีกส่วนของหนังที่ไม่มัวเสียเวลาอืดอาดให้กับการปูบท หรือ ปูมหลัง ทั้งหลายให้กับตัวละคร และประเด็นที่ชอบมากที่สุดในหนังเรื่องนี้คือมุมมองในเรื่องของ สงคราม ที่หนังแสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายของสงคราม ที่ไม่ว่าใครจะก่อนั้น สุดท้ายสงครามทั้งหลายก็ต้องมาลงกับคนธรรมดาๆที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย แถมด้านการที่หนังออกแนวมาไม่ยกย่องประเทศใดเกินหน้าเกินตานัก จึงยิ่งทำให้รู้สึกว่ามันเป็นหนังที่สามารถบ่งบอกถึงความโหดร้ายของสงครามในจอร์เจีย ที่คนถูกปิดบังออกมาได้โอเคในระดับนึงเลย

แต่ยังไงก็ตาม สำหรับข้อเสียในเรื่องนี้ที่เห็นได้ชัดเลยคือ การที่ผู้กำกับยังคงมีความพยายามที่จะบ้าเลือดใส่หนังหลากสไตล์เข้ามาในเรื่องนี้มากเกินไป เพราะในท้ายสุดนั้น ไม่ว่าจะเป็นทั้งด้านความดราม่า , ผจญภัย หรือ แอ็คชั่น ก็ต่างทำออกมาไม่สุดซะทีเดียว และถ้าหากใครคิดว่าหนังจะมันส์แบบระเบิดเถิดเทิงเหมือนที่ตัวอย่างในไทยตัดต่อมาให้ดูนั้น ก็ขอให้คิดใหม่เพราะจริงๆแล้วหนังเรื่องนี้เน้นฉากผจญภัยดูสนุกสนานเพลินๆ แต่ไม่ถึงกับชนิดว่ามันส์แบบนั่งไม่ติดเก้าอี้เหมือนที่ในตัวอย่างตัดต่อมาให้คนดูคาดหวังอย่างแน่นอนครับ ส่วนด้านการแสดงของหนังเรื่องนี้ที่มีดาราคุ้นหน้าคุ้นตามาให้เห็นเป็นประปราย

ไม่ว่าจะเป็นดาราเคยรุ่งอย่าง วาล คิมเมอร์ และ รูเพิร์ต เฟรนด์ ที่การแสดงในหนังเรื่องนี้นั้นรู้สึกจะค่อยๆถอยลงตามชื่อเสียงก็ว่าได้ เพราะว่าทั้ง 2 คนดูแล้วไม่ค่อยอินกับบทบาทนักข่าวที่ตัวเองได้รับมาสักเท่าไหร่เลย แถมด้านบทในบางฉากนั้น ก็ยังรู้สึกจะไม่สามารถทำให้คนดูลุ้นหรือว่ารู้สึกเอาใจช่วยตามไปกับนักข่าวเหล่านี้ได้ดีนัก แต่ถ้าหากถามว่า 5 Days Of War คุ้มค่าตั๋วที่จะดูในอาทิตย์นี้ไหม ก็ต้องตอบว่า ถ้าหากคุณชอบหนังแนวผจญภัยกลางสนามรบ ที่ไม่เน้นแอ็คชั่นบ้าเลือดมากมายนัก แต่ให้ความสนุกในระดับที่พอดูเพลินๆ และ ไม่น่าเบื่อมากนัก ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในอาทิตย์นี้ท่ามกลางหนังมากมาย

สรุป 5 Days Of War ถือว่าเป็นหนังแนวผจญภัยที่สามารถทำทั้งฉากระเบิดระเบ้อ และ แอ็คชั่นของหนังออกมาได้เพลินๆ มีวิธีการตัดต่อฉากในสงครามและประเด็นเรื่องสงครามได้น่าสนใจ แต่ข้อเสียของหนังคือพยายามยัดทั้งอารมณ์ดราม่า และ แอ็คชั่น เข้ามามากไปหน่อยมันเลยรู้สึกไม่สุดสักด้าน

เรื่องนี้ผมให้ 7/10 ครับ