War Horse : มันคือ เซฟวิ่ง ไพร์เวท ไรอัน ผสมผสานกับ เดอะ เทอร์มินัล

Home / วิจารณ์หนัง / War Horse : มันคือ เซฟวิ่ง ไพร์เวท ไรอัน ผสมผสานกับ เดอะ เทอร์มินัล

อาจจะไม่ได้เป็นหนังที่เป็นตัวเก็งว่าจะได้กวาดรางวัลจากออสการ์ไปมากมาย แต่มันก็เป็นหนังดราม่าอีกเรื่องที่ได้รับคำกล่าวขวัญจากนักวิจารณ์ว่าเป็นหนังที่ยอดเยี่ยมอีกเรื่องจาก สปีลเบิร์ก กับ War Horse ที่ในวันนี้นั้นหนังก็ได้เข้าฉายในไทยให้เราดูกันแล้ว ตัวหนังจะเป็นอย่างไรไปอ่านเลยครับ

เรื่องของความหวัง, ความภักดี, และความผูกพันที่ไม่อาจแยกจากกัน ที่เกิดขึ้นในชนบทของอังกฤษและยุโรปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ?War Horse ม้าศึกจารึกโลก? เริ่มต้นจากมิตรภาพอันยิ่งใหญ่ระหว่างม้าตัวหนึ่ที่ชื่อ โจอี้ และเด็กหนุ่มชื่อ อัลเบิร์ต ผู้เลี้ยงและฝึกฝนมันมากับมือ เมื่อสถานะการณ์บีบบังคับให้ทั้งคู่ต้องแยกจากกัน เราจะได้ติดตามการเดินทางอันน่าเหลือเชื่อของม้าตัวหนึ่งที่ต้องผ่านการทำสงคราม, เปลี่ยนแปลงและให้แรงบัลดาลใจกับหลากหลายชีวิตที่มันได้พบเจอทหารม้าชาวอังกฤษ, ทหารเยอรมัน, และชาวนาฝรั่งเศสกับหลานสาวของเขา ก่อนที่เรื่องราวจะทะยานสู่จุดสูงสุด

War Horse กำกับการแสดงโดยพ่อมดแห่งฮอลลีวู้ดอย่าง สตีเว่น สปีลเบิร์ก ที่เราคงไม่ต้องอธิบายชื่อ หรือ ประวัติ ของเขาให้มากมาย เพราะคงรู้จักเขาดีอยู่แล้วว่าเขาคือหนึ่งในผู้กำกับที่เก่งที่สุดของ ฮอลลีวู้ด โดยในปี 2011 ก็ทำหนังออกมาให้เราดูถึง 2 เรื่องเลยทีเดียว (เรื่องแรกก็คือ The Adventures Of Tintin นั้นเอง) และหนังเรื่องนี้ก็คือหนังเรื่องที่ 2 ที่เขาทำออกมาในปีนี้ โดยถ้าให้เปรียบ War Horse กับผลงานเก่าๆของเขา ก็คงเปรียบได้ว่าเป็นหนังที่มีฉากรบสุดเข้มข้นเหมือน Saving Private Ryan แต่สามารถผสมผสานไปกับความประทับใจได้เหมือน The Terminal เพราะ War Horse นั้นถือว่าเป็นหนังดราม่าในรอบหลายปีของผู้กำกับ สปีลเบิร์ก ที่ทำออกมาได้ค่อนข้างเพอร์เฟ็คในทุกด้าน ไล่ตั้งแต่โปรดักชั่น ดนตรี ฉาก และการถ่ายภาพ

เพราะหนังเต็มไปด้วยฉากสงครามที่พูดได้เต็มปากว่า สวยงาม และ อลังการ ผสมผสานไปกับการถ่ายภาพด้วยโทนสี และ แสงที่อยู่ในระดับที่สมควรได้ออสการ์จาก สาขาการถ่ายภาพ ก็ว่าได้ พร้อมกับการที่ผู้กำกับ สตีเว่น สปีลเบิร์ก นั้นก็ได้พิสูจน์ให้คนทั้งโลกได้เห็นแล้วว่า เขายังถือว่าเป็นผู้กำกับมือต้นๆที่ยังสามารถทำฉากสงครามในหนังออกมาได้ยอดเยี่ยม และ อลังการที่สุด เพราะฉากสงครามใน War Horse นั้นผู้กำกับ สปีลเบิร์ก สามารถเนรมิตฉากเหล่านั้นออกมาได้ค่อนข้างสมบูรณ์แบบทั้งแอ็คชั่น และด้านฉากความหดหู่ โดยไม่ต้องพึ่งอาศัยฉากโหดๆ หรือฆ่ากันแบบเห็นเลือดเลยสักนิดเดียว

และที่เด็ดที่สุดคือด้านฉากสงครามเหล่านั้นผู้กำกับ สปีลเบิร์ก ยังสามารถแอบสอดแทรกความประทับใจลงไปในนั้นได้อย่างกลมกล่อม และ มีเสน่ห์ เรียกได้ว่าดูจบนั้นคนดูจะรู้สึกถึงความรักของ อัลเบิร์ต และ โจอี้ ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะตอนจบของหนัง ที่ถึงแม้หนังจะไม่พยายามดราม่าเรียกน้ำตามากมาย แต่ก็สามารถทำให้คนดูนั้นรู้สึกน้ำตาซึมไปกับความรักครั้งยิ่งใหญ่นี้ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ พร้อมทั้งยังต้องขอบคุณวิธีการเล่าเรื่องของ สปีลเบิร์ก ที่สามารถเนรมิตหนังความยาว 2 ชั่วโมง 26 นาที ทำให้คนดูรู้สึกเหมือน 1 ชั่วโมงได้อย่างน่าเหลือเชื่อ เพราะว่ามนเสน่ห์ หรือว่า เวทมนตร์ ที่ไม่สามารถอธิบาย

สรุป War Horse ถือว่าเป็นหนังดราม่าอีกเรื่องจากผู้กำกับ สปีลเบิร์ก ที่สามารถทำให้คนดูรู้สึกประทับใจ และ อิ่มเอม ไปกับความรักของคนและม้าได้อย่างยอดเยี่ยม แถมในฉากสงครามนั้น สปีลเบิร์ก ก็ยังทำออกมาได้ไม่เสียเครดิตอีกด้วย ถ้าใครหาหนังดราม่าดีๆเรื่องนึงในอาทิตย์นี้ เรื่องนี้ก็ไม่ควรพลาดเลยครับ

เรื่องนี้ผมให้ 8/10 ครับ