The Artist : เราไม่สามารถทำอะไรได้กับ การเปลี่ยนแปลง นอกจาก ปรับตัว

Home / วิจารณ์หนัง / The Artist : เราไม่สามารถทำอะไรได้กับ การเปลี่ยนแปลง นอกจาก ปรับตัว

ในตอนแรกมีข่าวมาบอกว่าจะไม่มีค่ายหนังค่ายไหนซื้อหนังเรื่องนี้มาฉายเลย เพราะว่าค่าฟีลม์มันแพงเหลือเกิ้น แต่แล้วอยู่มาดีๆวันนึง ค่าย UNITED ก็ได้ตัดสินใจนำหนังเรื่องนี้มาฉาย ซึ่งผมคงต้องขอบคุณอย่างมากที่ทำให้ผมได้ดูหนังเงียบขาว-ดำ ที่เต็งหนึ่งรางวัล ออสการ์ เรื่องนี้ในโรงหนังอย่าง สกาล่า เลยครับ

ภาพยนตร์เต็งหนึ่งออสการ์ปีนี้ เล่าเรื่องในยุคของฮอลลีวู้ด ปี 1927 จอร์จ วาเลนติน คือดาราหนังเงียบชื่อดัง ที่ได้พบกับเป๊ปปี้ มิลเลอร์ หญิงสาวที่เป็นแฟนหนังของเขาในรอบสื่อมวลชนอย่างบังเอิญ ต่อมาเป๊ปปี้ได้รับการคัดเลือกจากจอร์จให้มาเป็นแดนเซอร์ในหนังใหม่ของเขา และทำให้เธอเริ่มมีชื่อเสียง แต่การมาของหนังเสียงทำให้อาชีพของจอร์จเริ่มลงดิ่ง สวนทางกับเป๊ปปี้ที่ฉายแววเจิดจรัสขึ้นทุกวัน และความรักอันยาวนานของทั้งสองก็ได้ถูกกาลเวลาและชื่อเสียงเป็นตัวทดสอบเรื่องราวของชีวิตสุดรันทนของนักแสดงหนังเงียบนี้ เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์เครือ SF และโรงภาพยนตร์ Apex

The Artist กำกับการแสดงโดย ไมเคิล ฮาซาวินิเซียส ผู้กำกับชาวฝรั่งเศส ที่บ้านเรานั้นคงไม่ค่อยจะคุ้นชื่อกับนายคนนี้สักเท่าไหร่ เพราะผลงานหนังฝรั่งเศสของเขาไม่ได้มีโอกาสหลุดรอดมาฉายในไทยเลยแม้แต่เรื่องเดียว แต่อย่างไรก็ตามวันนี้หนังฮอลลีวู้ดเรื่องแรกของเขาได้มาฉายไทยแล้วกับ The Artist หนังที่ทำสวนกระแสกับเหล่าทัพหนัง 3D สมัยนี้ด้วยการนำออกฉายเป็นหนัง ขาว-ดำ และเป็นหนังเงียบ โดยถ้าพูดถึงหนังเงียบนั้นผมก็ต้องขอออกตัวก่อนเลยว่าไม่ได้โปรดปราน หรือว่าชอบดูหนังเงียบมากสักเท่าไหร่ โดย The Artist เป็นหนังเงียบเรื่องที่ 2 ที่ผมเคยดูในชีวิต (โดยเรื่องแรกรู้สึกว่าจะเป็น Modern Times ของ ชาร์ลี แชปปิน) ซึ่งหลังจากผมได้ดู The Artist นั้นก็อดที่จะพูดไม่ได้เลยว่า ผมนั้นเริ่มหลงใหลเข้ากับเสน่ห์ของหนังเงียบเข้าซะแล้ว

โดยการที่ The Artist นั้นเลือกตัวที่จะฉายและนำเสนอออกมาเป็นหนังเงียบ ที่เน้นการสื่อสารด้วย ภาษากาย มากกว่า ภาษาพูด ด้านตัวหนังจึงได้มีโอกาสเปิดให้นักแสดงนั้นได้โชว์ลีลาอย่างเต็มที่ โดยต้องยกให้กับนักแสดงหลักของหนังอย่าง ฌอน ดูจาร์แด็ง และ เบเรนีซ เบโจ โดยด้านฝ่ายชายอย่าง ฌอน ดูจาร์แด็ง ที่ต้องรับบทเป็น จอร์จ วาเลนไทน์ นักแสดงหนังเงียบที่ต้องตกงานเพราะการมาของหนังมีเสียง ที่ต้องขอชมด้านความสามารถในการแสดงของเขาจริงๆ ที่สามารถคุมโทนอารมณ์หนังโรแมนติคเรื่องนี้ได้อย่างมีเสน่ห์ และสามารถทำให้ตัวละครอย่าง จอร์จ วาเลนไทน์ รู้สึกจับต้องได้

โดยในด้านของฝ่ายหญิงอย่าง เบเรนีซ เบโจ ก็สามารถรับบทสาวน้อยธรรมดา แต่มีความสามารถสูงอย่าง เป๊ปปี้ มิลเลอร์ ได้อย่าง งดงาม และเมื่อไหร่ที่เธอปรากฏนั้นรับรองว่าคนดูคงได้หลงเสน่ห์รอยยิ้มของเธออย่างแน่นอน ผสมผสานไปด้วยดนตรีประกอบของหนังที่แต่งโดย ลูโดวิค โบรซ นั้นก็ยังสามารถช่วยเพิ่มมนตร์เสน่ห์ให้หนังอย่างดีเยี่ยม เพราะตัวหนังนั้นเป็นหนังเงียบที่จะไม่มีบทพูด จึงมีหลายส่วนที่เปิดโอกาสให้กับ ดนตรีประกอบ ได้โชว์ให้คนดูเห็นเลยว่า แค่สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่า ดนตรี นั้นก็ยังสามารถควบคุมโทนหนังได้อย่างดีเยี่ยมไม่แพ้กับนักแสดง หรือ บทพูดคมๆ สำหรับคนในสมัยนี้แหละ

แถมการที่หนังเลือกใช้โจทย์ประเภทว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับนักแสดงยุคหนังเงียบ เมื่อมีหนังเสียงเข้ามาแทนที่ จึงทำให้หนังสามารถส่งข้อมูล และ ประเด็น ทั้งหลายมากมายให้แก่คนดูได้อย่างไม่จำกัด ไม่ว่าจะเป็นการที่หนังสงสารว่า เราไม่สามารถทำอะไรกับการเปลี่ยนแปลงได้ สิ่งเดียวที่เราทำได้คือ การปรับตัว โดยเปรียบเสมือนกับตัวละคร จอร์จ วาเลนไทน์ นักแสดงหนังเงียบ ที่มีอุดมคติแน่วแน่ว่า ยุครุ่งเรือง ของหนังเงียบนั้นยังไม่หมดไปแน่ๆ แต่เขาหารู้ไม่ว่า อุดมคติ เล็กๆของเขาก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลง เสียงข้างมาก ได้อย่างแน่นอน มีวิธีเดียวถ้าเขาอยากจะอยู่ในสังคมหนังเสียงนี้รอดคือ การปรับตัว ครับ

แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นด้านนักแสดง ดนตรีประกอบ ประเด็นต่างๆ หรือสิ่งทั้งหลาย ก็ไม่ได้เป็นพระเอกหลักของหนังเรื่องนี้ที่ทำให้หนังเรื่องดูดี เพราะสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกติดใจ The Artist จริงๆนั้นกลับเป็นด้านของ มนตร์เสน่ห์ และ ความสนุกสนาน กับหนังยุคเก่าๆอย่าง หนังเงียบ ที่คงพูดได้เลยว่า ใครก็ตามที่ได้รับชม The Artist แล้ว หนังที่มีบทพูด มีเสียง เรื่องต่อๆไปที่คุณจะได้รับชมหลังจาก The Artist คงจะดูไม่ค่อยสนุกกันแล้ว เพราะว่า The Artist นั้นจะเป็นหนังที่ฉุดเอาคุณไปอยู่ในยุคสมัยความรุ่งเรืองของหนังเงียบ และคุณจะไม่สามารถปฎิเสธได้เลยว่า คุณไม่ได้ชอบมัน โดยเฉพาะใครที่ยังไม่เคยรับชมหนังเงียบ หรือไม่รู้จักหนังเงียบ เลยสักนิด ผมอยากให้ชมเรื่องนี้มากๆครับ เพราะว่าคุณจะได้รับรู้เลยว่า การถ่ายทำ หนังเงียบ มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คุณคิด

ซึ่งโดยรวมตัวหนังนั้นดีเกินคาดมากๆ แต่หนังจะเพอร์เฟ็คกว่านี้ ในความคิดเห็นของผม ถ้าหากหนังนั้นมีการใส่มิติของตัวละครให้มากขึ้นกว่านี้ โดยเฉพาะในตัวละครอย่าง เป๊ปปี้ มิลเลอร์ ที่ในหนังดูแล้วเธอดูเหมือนกับแค่ว่าเป็นผู้หญิงธรรมดาๆที่เกิดโชคดี และ เหลิงในโชคของเธอเท่านั้น โดยผมดูแล้วไม่สามารถจับต้องอะไรมากกว่าที่กล่าวมาได้มากนัก และอีกหลายๆตัวละคร ที่ถ้าหากเพิ่มและปูบทให้มากกว่านี้ หนังน่าจะเข้าขั้นเพอร์เฟ็คเลยก็ว่าได้ (แต่ถึงจะพูดมาขนาดนี้ก็ตาม ยังไงซะ ออสการ์ สาขา ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ก็คงจะไม่ไปไหนไกล และ หนังเรื่องนี้น่าจะกวาดเวทีออสการ์ตามฟอร์มอยู่แล้วหละครับ)

สรุป The Artist ถือว่าเป็นหนังเงียบ ขาวดำ ที่ทำออกมาได้ดูเพลินมากกว่าที่คิด ไม่ได้มีฉากไหนที่คิดว่าน่าเบื่อเลย แถมยังหนังมาพร้อมกับ ประเด็นที่ลงตัว ดนตรีประกอบที่สามาถคุมโทนอารมณ์หนัง และ นักแสดงที่สามารถถ่ายทอดมนตร์เสน่ห์ของหนังเงียบออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม และ เคมีเข้ากันอย่างมาก

เรื่องนี้ผมให้ 9/10 ครับ