John Carter : นี้คือผลลัพธ์ของการผสมระหว่าง อวตาร และ เจ้าชายเพอร์เซีย

Home / วิจารณ์หนัง / John Carter : นี้คือผลลัพธ์ของการผสมระหว่าง อวตาร และ เจ้าชายเพอร์เซีย

ได้มีโอกาสดูรอบสื่อของหนังเรื่องนี้มาเมื่อวานนี้ครับ กับหนังที่ถูกหลายคน และ หลายสำนัก มองว่ามันจะเป็นหนังที่แป๊กแห่งปีกับทุนสร้างมหึมาของ ดิสนีย์ ด้วยทุนสร้างที่สูงถึง 250 ล้านเหรียญเพื่อเนรมิตรจินตนาการของผู้กำกับ พิกซาร์ ชื่อดังอย่าง แอนดรูว์ สแตนตัน จาก วอลล์ อี และ ปลาตัวเล็กหัวใจโต๊โต

เรื่องราวของอดีตนายทหารผู้เบื่อหน่ายสงคราม ร้อยเอก จอห์น คาร์เตอร์ (เทย์เลอร์ คิทส์ช) ที่วันหนึ่ง ตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองได้มาอยู่บนดาวอังคารอย่างอธิบายไม่ได้ และเขาได้ตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งครั้งยิ่งใหญ่ที่กำลังประทุขึ้นระหว่างผู้ที่อาศั ยอยู่บนดาวดวงนี้ รวมทั้ง ทาร์ส ทาร์คาซ (วิลเล็ม ดาโฟ) และเจ้าหญิง เดจาห์ ธอริส ผู้ทรงสเน่ห์ (ลินน์ คอลินส์) ในโลกที่ใกล้จะถึงกาลแห่งความล่มสลาย คาร์เตอร์ ได้รู้สึกถึงการมีอยู่ของมนุษยธรรมอีกครั้ง เมื่อเขาพบว่าชะตากรรมของดาวบาร์ซูมและผู้คนบนดาวนั้นขึ้นนอยู่กับเขาเพียงคนเดียว เข้าฉายแล้ววันนี้ในระบบ 4DX , 3D และในระบบปกติครับ

John Carter เป็นผลงานการกำกับของผู้กำกับรางวัลออสการ์อย่าง แอนดรูว์ สแตนตัน ที่ผันตัวเองจากผู้กำกับหนังอนิเมชั่นมากคุณภาพอย่าง Wall-E และ Finding Nemo มากำกับหนังใหญ่แนวแอ็คชั่น ผจญภัย เรื่องใหม่ ตามรอยรุ่นพี่อย่าง แบรด เบิร์ด ที่เพิ่งหนีจากงานหนังอนิเมชั่นของ พิกซาร์ มากำกับหนังแอ็คชั่นภาคต่ออย่าง Mission Impossible : Ghost Protocal ไปเมื่อปีที่แล้ว โดยสิ่งที่ยังต้องขอชมผู้กำกับ แอนดรูว์ สแตนตัน ใน John Carter เลยคือด้านของงานการออกแบบตัวละครเหล่าเอเลี่ยนทั้งหลาย ที่ถือว่าออกแบบได้มีความคิดสร้างสรรค์ และ มีสไตล์ไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะเจ้า วานรยักษ์ขาว ที่เป็นจุดขายของหนังเรื่องนี้ก็ถือว่าออกแบบมาได้ค่อนข้าง เท่ และ ดุร้าย ขัดจากงานอนิเมชั่นน่ารักๆเรื่องก่อนอย่าง Finding Nemo อย่างสิ้นเชิง

และพร้อมทั้งกับงานด้านการดีไซน์ฉากของ ดาวอังคาร ที่จะพูดว่าคุ้มกับทุน 250 ล้านเหรียญไหม ก็ต้องตอบว่าไม่คุ้ม แต่ถ้าหากมองกันผิวเผินก็ยังต้องคงขอชื่นชมผู้กำกับคนนี้ที่ยังสามารถบรรเลงจินตนาการของตัวเองออกมาบนแผ่นฟีลม์ได้อย่างค่อนข้างดี ผสมผสานไปกับฉากแอ็คชั่นของหนัง ที่ผู้กำกับยังเพิ่งเคยจะมากำกับหนังแอ็คชั่นเป็นครั้งแรก ในงานด้านฉากแอ็คชั่นจึงยังมีสะดุดนิดหน่อย และในท้ายสุดนั้น ฉากแอ็คชั่น ของหนังจึงออกมาได้ดูแค่เพลินๆ และ พอสนุกสนาน เท่านั้น รอบเดียวผ่าน และไม่ค่อยมีอะไรให้จดจำมากมาย ไม่เท่ากับผลงานอนิเมชั่นเรื่องเก่าๆที่ผ่านมาของเขาเลยสักนิดเดียวแหละครับ

ซึ่งทางด้านนักแสดงหน้าใหม่อย่าง เทย์เลอร์ คิทส์ช ถือว่ารับบท จอห์น คาร๋เตอร์ ออกมาได้ค่อนข้างน่าพอใจ ผิดกับนักแสดงหญิงอย่าง ลินน์ คอลินส์ ที่แสดงบทบาท องค์หญิง ออกมาได้ค่อนข้างแข็งทื่อพอสมควร โดยถ้าให้สรุปจริงๆแล้วนั้น John Carter กลับเป็นเพียงหนังแอ็คชั่น ผจญภัย ทุนสูงเกิน ของผู้กำกับรางวัลออสการ์ ที่ดูแล้วค่อนข้างน่าผิดหวังด้วยเหตุผลหลักๆคือด้านของเนื้อเรื่อง และ ความสนุกของหนังที่ทำออกมาได้พอดูเพลินๆเท่านั้น ไม่ได้ถึงกับมันส์เว่อร์ หรือ ระเบิดระเบ้อ อะไรมากมายตามที่ตัวอย่างหนังได้โม้เอาไว้มากนัก แต่ถ้าใครหาหนังดูเล่นๆวันพุธที่หยุดนี้ หนังเรื่องนี้ก็เป็นตัวเลือกที่โอเคครับ

โดยรวมแล้ว John Carter ถือว่าเป็นหนัง แฟนตาซี ผจญภัย ที่มีข้อดีทางด้าน งานภาพ , การออกแบบตัวละครเอเลี่ยน และ เหล่าฉากแอ็คชั่น ทั้งหลายที่ถือว่าทำออกมาดูเล่นพอได้ ไม่ถึงกับน่าเบื่อ แต่ว่าในด้านของตัวบท และ เนื้อเรื่อง นั้นหนังยังถือว่าทำออกมาได้ค่อนข้างน่าผิดหวัง และ ผิดฟอร์มชื่อผู้กำกับ

เรื่องนี้ผมให้? 7/10 ครับ