I Wish : ปาฏิหาริย์ คำนี้มีหลายความหมาย แล้วแต่คุณจะพิจารณามัน

Home / วิจารณ์หนัง / I Wish : ปาฏิหาริย์ คำนี้มีหลายความหมาย แล้วแต่คุณจะพิจารณามัน

โดยส่วนตัวไม่ค่อยดูหนังของผู้กำกับ ฮิโรกาสึ โคเรเอดะ มากสักเท่าไหร่นัก แต่ว่าในเรื่องนี้ตัวอย่างของหนังตัดต่อออกมาได้ค่อนข้างน่าสนใจ และช่วงนี้รู้สึกเป็นคนที่ชอบดูหนังเรื่องราวเกี่ยวกับ พี่น้อง ที่ต้องแยกกันอย่างมาก (สงสัยติดควันหลงมาจาก Warrior อย่างแน่นอน) โดยหนังเรื่องนี้เป็นอย่างไรไปอ่าน

เรื่องราวของเด็กชาย 2 คนพี่น้อง ที่พ่อกับแม่แยกทางกัน เป็นเหตุให้ทั้งคู่ต้องจากกันไปอย่างไม่มีทางเลือก พี่ชายต้องไปอยู่กับแม่ ส่วนน้องชายต้องไปอยู่กับพ่อ พวกเขาเฝ้ารอวันที่พ่อกับแม่จะคืนดีกันและบ้านจะกลับมาเป็นบ้านเหมือนเดิม แต่จะทำวิธีใด?วันนั้นจึงจะมาถึง ประจวบเหมาะกับการได้ยินเพื่อนที่โรงเรียนพูดว่า ณ จุดที่รถไฟชินคันเซ็นสวนกัน พลังงานลึกลับตรงนั้นจะทำให้คำอธิษฐานเป็นจริง สองพี่น้องเลยชักชวนเพื่อนสนิท ไปนัดเจอกัน ณ สถานที่พิเศษแห่งนั้น เด็กๆ รวบรวมคำอธิษฐาน และเฝ้าภาวนาว่าความฝันจะเป็นจริง เข้าฉายแล้ววันนี้เฉพาะโรงภาพยนตร์ในเครือ Apex และ เฮ้าส์ อาซีเอ เท่านั้น

I Wish เป็นผลงานของผู้กำกับ ฮิโรกาสึ โคเรเอดะ ที่คงเป็นผู้กำกับในใจของใครหลายๆคน เพราะจากผลงานสร้างชื่อของเขาอย่าง Nobody Knows และที่เพิ่งผ่านไปเมื่อ 2-3 ปีกับตุ๊กตายางมีชีวิตอย่าง Airdoll โดยตัวผมนั้น ได้มีโอกาสดูผลงานจากผู้กำกับเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น นั้นคือ Airdoll และก็เป็นหนังที่ไม่ได้ค่อนข้างถูกใจผมมากมาย แต่ผิดกับผลงานหนังใหม่เรื่องนี้ของเขาอย่าง I Wish ซึ่งเป็นหนังที่ไม่ได้เน้นเรื่องราวทั้งหมดไปที่ว่า เด็ก 2 คนนี้จะสามารถขอปาฏิหาริย์จากพระเจ้า ให้ครอบครัวของพวกเขาคืนดีกันได้หรือไม่ แต่หนังกลับแชร์น้ำหนักเรื่องราวทั้งหมดไปที่ภาพรวมของหนังเสียมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับ ครอบครัว ที่แตกร้าวจากการกระทำของผู้ใหญ่ ผ่านตัวละครหลักอย่าง 2 พี่น้องคู่แฝดที่ต้องแยกจากกันไป

ซึ่งผลลัพธ์ที่ผู้กำกับเลือกใช้ตัวละครเด็กทั้ง 2 คนเป็นตัวนำเรื่องนั้น ผลปรากฏออกมานั้นค่อนข้างดีเกินคาด เพราะเนื่องจากหนังใช้ตัวละครนำเรื่องเป็น เด็ก มันจึงเป็นการที่เปิดโอกาสให้ผู้กำกับได้ใส่ฉากความน่ารักๆเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของ คู่แฝด โดยท้ายสุดหนังดราม่าเรื่องนี้จึงไม่ได้ขโมยแค่น้ำตาของคนดูไป แต่หนังยังสามารถขโมยทั้งรอยยิ้มไปได้อยากคาดไม่ถึงอีกด้วย พร้อมทั้งในตอนจบของหนังที่ผู้กำกับนั้นสามารถเปิดช่องว่าง โดยการไม่ใส่กรอบให้กับความคิดคนดูในประเด็นที่ว่า “ตกลงแล้ว ปาฏิหาริย์ บนโลกเรานั้นมีจริงหรือไม่” จึงเป็นสิ่งที่คนดูทุกคนต้องกลับมาตั้งคำถามให้กับตัวเองเช่นเดียวกับคู่แฝด

ว่าตกลงแล้วคำว่า ปาฏิหาริย์ เนี่ยมันคือสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันรึปล่าว เพราะถ้าหากว่าใช่ แค่เราสามารถ เดินได้ นั้นที่จริงมันก็คือ ปาฏิหาริย์ แล้ว โดยคำว่า ปาฏิหาริย์ ที่หนังเรื่องนี้เลือกใช้ที่จะสื่อกับคนดูนั้นสามารถนำเอากลับไปคิดได้ไม่รู้จบ ว่าตกลงคำว่า “ปาฏิหาริย์” ที่แท้จริงมันคืออะไรกันแน่ โดยสิ่งนี้แหละ ที่เป็น สเน่ห์ จริงๆของหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ ซึ่งตัวหนังนั้นอาจจะมีความสมบูรณ์แบบมากกว่านี้ก็ได้ ถ้าหากหนังนั้นเล่นเน้นเรื่องราว และ ประเด็น ทั้งหมดไปที่ตัวละครคู่แฝด แต่หนังกลับเลือกเล่นที่จะใช้ประเด็นที่ว่า “ยามที่ครอบครัวมีปัญหานั้น คนรอบข้างก็เป็นตัวช่วยได้เช่นกัน” มันจึงกลายเป็น ดาบสองคม

ของตัวหนังซะเอง เพราะหนังสร้างตัวละคร ‘คนรอบข้าง’ มามากเกินไป พร้อมทั้งหนังยังใส่ประเด็นให้กับตัวละครเหล่านั้นอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสาวที่อยากจะเป็นดารา หรือว่า คุณตาที่อยากจะทำขนมขาย ซึ่งถ้ามองผิวเผินก็ต้องขอชมเลยว่า ประเด็นทั้งหลายนั้น ถือว่าเป็นประเด็นที่จี๊ดโดนใจคนดูอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็น่าเสียดายเมื่อในช่วงท้ายๆของหนัง กลับเลือกที่จะจบประเด็นของ คนรอบข้าง เหล่านั้นไป และกลับมาเน้นหนักให้กับประเด็นเกี่ยวกับ คู่แฝด แทน เพราะฉะนั้นเรื่องราวของ คนรอบข้าง ในหนังเรื่องนี้สำหรับผมมันจึงยังไม่สุดสักเท่าไหร่นัก ถ้าหากหนังเน้นประเด็นเหล่านั้นเยอะกว่านี้คงจี๊ดกว่าแน่นอน

แต่ยังไงก็ตาม โดยสรุปแล้ว I Wish ถือได้ว่าเป็นหนังญี่ปุ่นช่วงหลังๆนี้ ที่ทำออกมาได้ค่อนข้างประทับใจ โดยสิ่งที่ชอบที่สุดคือเรื่องราวเกี่ยวกับคำว่า ปาฏิหาริย์ ของหนังที่นำมาคิดได้ไม่รู้จบ พร้อมทั้งการเล่าเรื่องของหนังที่สอดแทรกทั้ง มุกตลก และ ความน่ารัก เข้าไป หนังดราม่าเรื่องนี้จึงไม่น่าเบื่ออย่างที่คิด

เรื่องนี้ผมให้ 7/10 ครับ