This Must Be The Place : การตามหา ความเป็นตัวเอง ของ คนเซอร์หลุดโลก

Home / วิจารณ์หนัง / This Must Be The Place : การตามหา ความเป็นตัวเอง ของ คนเซอร์หลุดโลก

เป็นหนังที่ไม่ได้รู้จักชื่อเสียงเรียงนามมาก่อนเลย รวมทั้งเนื้อเรื่องย่อเองก็ไม่ได้อ่าน ส่วนตัวอย่างก็ได้เห็นแค่ผ่านๆเท่านั้น แต่ว่าเนื่องจากมีคนชวนเข้าไปดู และถ้าเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับหนังก็จะ ปฏิเสธ ได้อย่างไรกันหละ ซึ่งผลลัพธ์ปรากฏออกมากลับดีเกินคาด ซึ่งตัวหนังจะดีอย่างไรนั้นไปอ่านได้เลยครับ

ไชแอนเป็นอดีตร็อคสตาร์ แม้เขาจะอายุ 50 ปีแล้ว แต่เขาก็ยังแต่งตัวแบบ ?กอธิค? และใช้ชีวิตอยู่ในดับลินด้วยเงินจากค่าลิขสิทธิ์การเสียชีวิตของพ่อเขา ผู้ซึ่งเขาไม่พูดคุยด้วยนำเขากลับมาสู่นิวยอร์ก เขาพบว่าพ่อของเขาหมกมุ่นอยู่กับเรื่องหนึ่ง นั่นคือความต้องการแก้แค้นสำหรับความอับอายที่เขาประสบมา เชเยนน์ตัดสินใจที่จะสานต่องานของพ่อ และเริ่มต้นเดินทางไปทั่วอเมริกา ด้วยจังหวะของตัวเอง โดยระหว่างทางนั้นเขาได้พบกับผู้คนมากมาย ที่ทำให้เขารู้ว่า ตัวของเขานั้น เป็นคนใน สไตล์ ไหนกันแน่ แถมยังสอนบทเรียนอันมีค่าให้กับเขาด้วย เข้าฉายแล้ววันนี้ เฉพาะในโรงภาพยนตร์เครือ APEX เท่านั้นครับ

This Must Be The Place กำกับการแสดงโดย เปาโล โซเรนติโน่ ผู้กำกับมือรางวัล ชาว อิตาลี ที่ในเมืองไทยนั้นคงไม่ค่อยมีโอกาสได้ชมผลงานภาพยนตร์ของผู้กำกับคนนี้สักเท่าไหร่นัก (หรือจะให้พูดให้ถูกคือ หนังเรื่องนี้อาจจะเป็นหนังเรื่องแรกของผู้กำกับคนนี้ ที่ได้เข้าฉายในไทยเลยก็ว่าได้ครับ) โดย This Must Be The Place นั้น ถ้าหากจะให้บอกว่าเป็น หนังดราม่า นั้นก็ไม่สามารถพูดได้เต็มปาก เพราะเอาเข้าจริงๆผู้กำกับกลับเลือกที่จะให้มันเป็นหนังสไตล์ โร้ด มูฟวี่ ที่มีความ คันทรี่ เข้าไป ซึ่งถ้าหากให้เปรียบ This Must Be The Place เป็นเพลงแล้วนั้น มันก็คงจะเป็นเพลงแนว อินดี้ ที่ผสมผสานความเป็นสไตล์ คันทรี่ เข้าไปได้อย่าง ไพเราะ อย่างน่าเหลือเชื่อ เพราะว่า This Must Be The Place ได้เปิดตัวเรื่องมาอย่าง ติสต์แตก ในแนวเพลง อินดี้

แต่กลับจบลงด้วยความ ไพเราะ และ ประทับใจ ในสไตล์เพลง คันทรี่ ซึ่งตัวหนังนั้นเป็นเรื่องราวของ การค้นหาตัวเอง ของ อดีตร๊อคเกอร์ ที่เมื่อวงของพวกเขาได้แตกแยก และ ตกยุคไปนั้น มือกีตาร์ของวงอย่าง ไชแอน จึงไม่รู้ว่าชีวิตต่อไปของตนเองนั้นจะไปทางไหน จึงได้ลุกขึ้นมาแต่งตัว บ้าๆบอๆ ในแบบ ชาวร๊อคติสต์แตก และ ชีวิตของเขาในแต่ละวันนั้นก็ไม่ได้ทำงาน แต่กลับมัวเข็นรถเข็นไปทั่วเมือง ซึ่งตัวละครของ ไชแอน นั้นก็เปรียบได้เหมือนกับ เด็กมหาลัย ที่เพิ่งจบออกมา แต่ว่าชีวิตนั้นก็ยังไม่รู้ว่าจะไปทางไหน วันๆจึงได้แต่นั่งเล่นนอนเล่น จนกระทั่งวันนึง ไชแอน ได้รับภารกิจที่ต้องไปชำระแค้นให้พ่อของตนเอง

และนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของหนัง ที่จะนำพาคนดูนั้น เข้าสู่การตามหาความเป็นตัวตนของ ไชแอน ซึ่งระหว่างการเดินทางเพื่อไปล้างแค้นให้พ่อนั้น หนังได้ใส่ประเด็นเกี่ยวกับตัวละคร ไชแอน มามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ ไชแอน ได้ตีตนไปก่อนไข้ว่าคุณพ่อของเขานั้นไม่ได้รักเขา เพียงเพราะว่าเขาแตกต่าง หรือแม้แต่การที่ ไชแอน เป็นชายหนุ่มที่ไม่ได้มีความรู้ในโลกภายนอกเลยสักนิด และหลังจากที่หนังได้ปูบท และ ใส่มิติ ของตัวละคร ไชแอน เข้ามา ต่อจากนั้น หนังจึงเริ่มนำพาตัวละครนี้ เข้าไปสู่ในสถานการณ์ต่างๆ ที่เปรียบเสมือนกับเป็นสิ่งที่เติมเต็ม ความว่างเปล่า ให้กับตัวละครไชแอนออกมาได้ ฟีลกู้ด มากๆ

เพราะว่าในระหว่างนั้นหนังได้มีการใส่มุก ตลกร้าย และ การกัดจิก ชีวิตของเหล่าเด็กวัยรุ่น วัยเรียน วัยทำงาน ได้อย่างแสบๆคันๆ แถมในด้านที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ การแสดง ของ ณอน เพนน์ ที่หลังจากในปี 2008 นั้นเขาได้คว้าออสการ์ในบทของ ประธานธิบดีเกย์ ใน Milk มาแล้ว และถึงแม้ในปี 2011 นั้นเขาจะไม่ได้เข้าชิงจากบทของ ไชแอน แต่ผมก็ต้องบอกได้เลยว่า การแสดง ของเขาในหนังเรื่องนี้นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะว่า ณอน เพนน์ สามารถถ่ายทอดตัวละคร ไชแอน ออกมาได้ค่อนข้าง เพี้ยน และในบางทีก็บ้าหลุดโลกไปเลยก็ได้ ซึ่งตัวหนังดราม่าเรื่องนี้อาจจะไม่เหมาะกับทุกคนก็เป็นได้ เพราะว่าถึงแม้ตัวหนังจะมาด้วยวิธีการเล่าเรื่องแบบที่เข้าใจง่าย แต่ว่าในด้านของ ประเด็น และ สิ่งที่หนังจะสื่อออกมา ก็ต้องขอยอมรับเลยว่าต้องคุ้ยลึกหน่อย

สรุป This Must Be The Place ถือว่าเป็นหนังดราม่า แนว โร้ด มูฟวี่ ที่ แฝง และ อัดแน่น ไปด้วยประเด็น เรื่องราวการค้นหาตัวเอง ของชายหนุ่มที่ไร้ทิศทาง ที่สามารถเล่าเรื่องออกมาได้อย่าง เพลิดเพลิน ไปด้วยมุกตลกร้าย แสบๆคันๆ ผสมไปกับการแสดงของ ณอน เพนน์ แต่ใครไม่ใช่คอดราม่า เรื่องนี้ก็ข้ามได้ครับ

เรื่องนี้ผมให้ 8/10 ครับ