Wrath of the Titans – สงครามเทวะ ความมันแบบจัดเต็ม!

Home / วิจารณ์หนัง / Wrath of the Titans – สงครามเทวะ ความมันแบบจัดเต็ม!

Wrath of the Titans

ภาคต่อของหนังที่เอาตำนานเทพเจ้ามาผูกเป็นเรื่องราวใหม่ จึงอย่าได้คาดหวังถึงการเชื่อมโยงที่ถูกต้องตามตำนานเทพปกรณัมที่เราท่านได้เรียนรู้กันมา และด้วยการโปรโมตที่โหมกระหน่ำอย่างหนักหน่วงด้วยฉากแอ็คชั่น และภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจ เราจึงควรคาดหวังต่อความมันส์ที่หนัง Wrath of the Titans จะมอบให้ ว่าสามารถทำได้ดีแค่ไหน!

Wrath of the Titans กำกับโดย โจนาธาน ลีเบสแมน (Jonathan Liebesman) ที่มีผลงานผ่านตานักดูหนังเมื่อปีที่แล้วอย่าง Battle: Los Angeles

เรื่องราวเริ่มต้น 10 ปีต่อมา หลังจาก Clash of the Titans เพอร์ซิอุส (แซม เวิร์ทธิงตัน) เลือกที่จะกลับไปใช้ชีวิตแบบมนุษย์ทั่วไป แต่ความสงบสุขคงอยู่ไม่ได้สำหรับวีรบุรุษ เมื่ออำนาจของมหาเทพซุส (เลียม นีสัน) ลดต่ำลง จนส่งผลให้พลังอำนาจในการควบคุมไททันโครนอสพระบิดาของเหล่าเทพทั้งมวลเสื่อมถอย เมื่อเทพแห่งความตายเฮดีส (เรล์ฟ ไฟนส์) และเทพแห่งสงครามเอเรส (เอ็ดการ์ รามิเรซ) แปรพักตร์ไปเข้ากับโครนอส เพอร์ซิอุสมนุษย์กึ่งเทวะ จึงเป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียวที่จะต่อกรกับโครนอส พร้อมการสนับสนุนจากแอนโดรเมด้า (โรซามันด์ ไพค์) และอาจีนอร์บุตรแห่งเทพโพไซดอน (โทบี้ เคบบิลล์) ในศึกครั้งยิ่งใหญ่นี้

หากมองด้วยใจเป็นกลางแล้วล่ะก็ Wrath of the Titans ถือว่าทำออกมาได้ดีกว่าภาคแรก ทั้งฉากหลากหลายในเรื่องที่ใหญ่โตมโหฬาร ยอดเยี่ยมที่สุดคือการออกแบบตรุนรก ?ทาร์ทารัส? สถานที่จองจำของโครนอส บอสของภาคนี้ ที่ยิ่งใหญ่และสลับซับซ้อนดีเหลือเกิน ศัตรูของเพอร์ซีอุสที่มีชื่อชั้นมากขึ้นทั้ง ไคมีร่า, ไซคลอปส์, ไมโนทอร์ และไททันโครนอส ที่เนรมิตออกมาได้อลังการงานสร้างมากๆ ที่ทำให้แทบหยุดหายใจและตะลึงไปกับภาพตรงหน้า ที่ได้ระบบ IMAX 3 มิติ มาช่วยเสริมให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้นไปอีก! จากทั้งหมดที่กล่าวก็เป็นส่วนดีในแง่ขององค์ประกอบเท่านั้น

Wrath of the Titans

สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ผู้ชมสามารถอินไปกับเรื่องราว ทั้งยังเป็นสิ่งที่หนังฟอร์มดีหลายเรื่องต้องมาตกม้าตาย นั่นก็คือ ?บทภาพยนตร์? ต้องยอมรับว่าวิธีการ ?จับแพะชนแกะ? เอาตำนานเทพมายำทำเรื่องราวนั้น มีการพัฒนาที่มากขึ้น ประเด็นของการหมดศรัทธาและไม่สักการะทวยเทพของคน จนเทพอ่อนพลังกำลังลง นับว่าน่าสนใจและชวนติดตามอย่างมาก แต่สุดท้ายไม่สามารถพาเรื่องราวไปในทิศทางที่ควร

เห็นได้จากการเร่งรีบที่จะมุ่งไปสู่สิ่งที่ตัวเองมีดีและเป็นจุดขายอย่างฉากแอ็คชั่นมากเกินไป โดยไม่คำนึงถึงการปูเรื่องราวและรายละเอียดของตัวละครสักเท่าไหร่ ทำให้ประเด็น ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกในหลากหลายระดับ ความแตกต่างของมนุษย์และเทพเจ้า การที่ต้องต่อสู้เพื่อปกป้องคนสำคัญ ซึ่งทั้งหมดเป็นประเด็นที่ช่วยเพิ่มมิติให้กับเรื่องได้ แต่ถูกถ่ายทอดออกมาเพียงผิวเผินและหละหลวมในบางจุด

รวมถึงตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างทิ้งขว้างไปนิด เช่น อาจีนอร์ เทพผู้นำทางบุตรแห่งเทพโพไซดอน ที่กลายเป็นตัวถ่วงและตัวชงมุขตลกไป แอรโดรเมด้าตัวละครเสียเปล่าที่ไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากมาเข้ามาเติมเรื่องความรักแบบหนุ่มสาวให้แก่เรื่องเท่านั้น และที่น่าเสียดายที่สุดไม่มีใครเกิน บิล ไนอี้ย์ ในบท เฮเฟสทัส ในฐานะผู้สร้างอาวุธเทพและตรุนรกทาร์ทารัส แถมยังเป็นผู้ชี้ทางในการเอาชนะโครนอส แต่ถูกตัดบทไปในเวลาอันรวดเร็ว ส่วน แซม ก็เล่นเป็นเพอร์ซีอุสที่ไม่ได้ทำให้รู้สึกถึงความเป็นฮีโร่เลยสักนิด! จะมีดีก็คือ เลียม นีสัน ที่ช่วยทำให้มหาเทพซุสในภาคนี้มีชีวิตจิตใจ และมีความเป็นมนุษย์มากกว่าเทพ

แต่หากมองในแง่ของความบันเทิงแล้วล่ะก็ Wrath of the Titans คือความบันเทิงชั้นดี ระดับวินาศสันตะโร ที่จัดหนักจัดเต็มตลอด แทบจะไม่มีช่วงหยุดพักให้หายใจ ถึงคุณภาพในด้านเทคนิคพิเศษและภาพ 3 มิติ ที่สมบูรณ์แบบ ถ่ายทอดฉากแอ็คชั่นออกมาได้สนุก มีอะไรให้ได้ลุ้นอยู่ตลอดเวลา แม้จะมีปวดหัวบ้างกับมุมกล้องที่พยายามเหนือ จนบางครั้งดูไม่รู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้น และไททันโครนอสที่เป็นเพียงแค่อสูรตัวใหญ่ธรรมดาๆ ไม่ได้ทรงพลานุภาพอย่างที่คิด

คำกล่าวหนึ่งของเฮเฟสทัสขณะที่กำลังอธิบายการเดินทางไปสู่ใจกลางของตรุทาร์ทารัสว่า ?จิตใจ คือค่ายกลที่ซับซ้อนที่สุด? นั่นจึงเป็นที่มาของความซับซ้อนตรุทาร์ทารัส? ช่างน่าขัน! เมื่อมองไปที่เพอร์ซีอุส เขากลับมีจิตใจแน่วแน่ที่จะช่วยพระบิดาซุสและปกป้องลูกชายของเขา แต่เหล่าเทพเจ้าต่างหากที่จิตใจกลับกลอกไปมาหาความแน่นอนไม่ได้จนทำให้เรื่องราวนั้นบานปลาย และนั่นอาจเป็นเหตุผลของคำกล่าว ที่ซุสมีต่อเพอร์ซีอุสในตอนต้นว่า ?ครึ่ง ?มนุษย์? นั้นแข็งแกร่งกว่าเทพเจ้า?

Wrath of the Titans ผมให้ 3 ดาว (เต็ม5)

โดย Charthree
http://charthree.wordpress.com