Wrath of The Titans : ความมันส์ และ การดำเนินเรื่อง ดีกว่าภาคแรกมาก

Home / วิจารณ์หนัง / Wrath of The Titans : ความมันส์ และ การดำเนินเรื่อง ดีกว่าภาคแรกมาก

ถ้าหากใครงงๆว่านี้มันคือหนังเรื่องอะไร ทำไมเปิดเรื่องมาก็ดำเนินเรื่องเร็วโดยไม่มีการปูบทอะไรเลย ก็หายงงกันได้แล้ว เพราะว่านี้คือหนังภาคต่อจาก Clash of The Titans เมื่อ 2 ปีก่อน ที่ในภาคแรกนั้นเป็นผลงานของผู้กำกับ The Incredible Hulk ส่วนในภาคนี้กลับเปลี่ยนคนกลายเป็นผุ้กำกับ Battle LA แทน

สิบปีหลังจากวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ เพอร์เซอุส ได้พยายามกลับไปใช้ชีวิตอย่างสงบในหมู่บ้านชาวประมง และเลี้ยงดูลูกชายเฮเลียส วัย 10 ขวบ ตามลำพัง ในขณะเดียวกันก็เกิดการ ชิงอำนาจกันระหว่างเทพและไตตัน ด้วยความที่ขาดการบูชาจากมนุษย์ ทำให้เหล่าเทพเริ่มอ่อนพลังในการควบคุมไตตันที่ถูกคุมขังเอาไว้ รวมถึงโครโนส พยายามจะหลุดออกมาทำลายโลก เพอร์เซอุสไม่อาจเพิกเฉยต่อชะตาที่แท้จริงของเขาได้ เมื่อฮาเดสร่วมมือกับอาเรส โอรสเทพของเซอุส อำนาจของไตตันเริ่มทวีคูณขึ้นเมื่อเซอุสอ่อนกำลังลง และนรกได้คุกคามโลก ทำให้ เพอร์เซอุส นั้นต้องออกตามล่าโครนอส และ ช่วยซุสไว้ให้ได้

Wrath of The Titans กำกับการแสดงโดยผู้กำกับ โจนาธาน ลีเบสแมน ที่เมื่อต้นปีที่ผ่านมาเราเพิ่งผ่านตาผลงานของเขาไปอย่างหนังแอ็คชั่น เอเลี่ยนบุกโลกอย่าง Battle Los Angeles หรือในชื่อที่ใช้ในบ้านเราคือ World Invasion นั้นเอง โดยไม่รู้ไปไงมาไง เขาถึงอยากจะกลับมาสานต่อหนังที่จับเอาตำนานเทพเจ้ามา จับแพะชนแกะ อย่าง Clash of The Titans อีก เพราะหลังจากในภาคแรกนั้นก็โดนทั้งนักวิจารณ์ และ คนดูสับเละไปตามๆกันกับตอนจบ แต่ท้ายสุด หนังภาคต่อของ Clash of The Titans ก็ได้สร้างออกมาแล้ว และผู้กำกับ พร้อมกับนักแสดงนำอย่าง แซม เวิร์ทธิงตัน ก็ถึงกับออกมารับประกันเองกับตัวเลยว่า ในภาคนี้จะจัดเต็มมากขึ้นเกือบทุกอย่าง ตั้งแต่ด้านของ ฉากแอ็คชั่น ตัวบทภาพยนตร์ ยันไปถึงระบบ 3D ที่โดนสับเละในภาคแรกที่เล่นแปลงเอามั่วๆ

โดยส่วนตัวผมนั้นไม่ได้ดูในระบบ 3D จึงไม่สามารถอธิบายได้ว่าระบบ 3D นั้นเป็นอย่างไร แต่สำหรับในด้านของตัวหนังที่ถ้าถามผมว่า ตัวหนังจริงๆนั้นสมกับคำที่เหล่าผู้กำกับ และ นักแสดง นั้นโม้มาหรือไม่ คำตอบก็คือ สมคำพูดอย่างแน่นอน เพราะสำหรับ Wrath of The Titans ถือว่าเป็นหนังแนวรีเมค ภาคต่อ ในรอบหลายๆปีมาก็ได้ที่ผมชอบมากกว่าภาคแรกในเกือบแทบทุกด้าน (ซึ่งหนังแนวรีเมคภาคต่อที่ชอบมากกว่าภาคแรกของผมก่อนหน้านั้นคือ The Dark Knight) เพราะสำหรับ Wrath of The Titans ขึ้นชื่อได้ว่าเป็นภาคต่อของ Clash of The Titans อยู่แล้ว ในช่วงแรกหนังจึงไม่ต้องเสียเวลาปูบทให้มากความ

เพราะฉะนั้นในภาคนี้ผู้กำกับ โจนาธาน ลีเบสแมน จึงมีโอกาสเปิดกว้างในการใส่ฉากแอ็คชั่น และ ดำเนินเรื่องของภาคนี้ได้อย่างรวดเร็ว โดยท้ายสุดมันก็เป็นอย่างงั้นจริงๆ เพราะตั้งแต่ตัวหนังเริ่มจนจบนั้น ผู้กำกับ โจนาธาน ลีเบสแมน ก็ใส่เหล่าฉากแอ็คชั่นทั้งหลายออกมาได้ไม่ยั้งจริงๆ โดยฉากแอ็คชั่นเหล่านั้นก็ไม่ได้มาในสไตล์แบบที่ง๊อกๆ ง่อยๆ แบบภาคแรก แต่กลับแฝงไปด้วยความหนักแน่นแบบมันส์ๆ และที่สำคัญคือ ใครที่กลัวว่ามุมกล้องของ Wrath of The Titans จะเป็นแบบ World Invasion : Battle LA (นั้นคือ กล้องส่ายไปมาจนดูไม่รู้เรื่อง) ก็หายห่วงได้เลย เพราะมุมกล้องนั้นดูสบายตามากกว่าที่คิด

และรวมไปถึงด้านของการออกแบบ และ การเนรมิตร เหล่าสัตว์ประหลาดร้ายในตำนานเทพเจ้ากรีก ไม่ว่าจะเป็น ไคมีร่า และ โครนอส ในภาคนี้ก็ยังเป็นจุดเด่นที่ไม่พูดถึงไม่ได้อีกด้วย เพราะว่า ผู้กำกับ และ ทีมงาน นั้นสามารถออกแบบเหล่าสัตว์ประหลาดเหล่านั้นออกมาได้ค่อนข้าง เท่ห์ และ น่ากลัว (ไม่เหมือน คราเค่น ในภาคแรก ที่ลูกกะตาใสแป๋วเชียว) โดยเฉพาะในฉาก ไคลแมกซ์ ของหนังที่เป็นศึกของ เพอร์ซีอุส และ โครนอส ที่เรียกได้ว่าเป็นหมัดไม้ตายของหนัง ผู้กำกับก็ยังสามารถลบอคติที่คนดูมีต่อการตายของ คราเค่น ในภาคแรกได้อย่างหมดจดด้วย สเปเชี่ยล เอฟเฟกต์ และ ฉากแอ็คชั่น ที่มันส์จนนั่งไม่ติดเก้าอี้ ซึ่งถ้าหากใครนั้นชอบภาคแรกอยุ่แล้ว ในภาคนี้คุณจะชอบมากกว่าหลายเท่าอย่างแน่นอน แต่ถ้าหากใครเกลียดภาคแรก มาดูภาคนี้ก็อาจจะชอบอยู่ก็เป็นได้

โดยทางด้านองค์ประกอบอื่นอย่าง นักแสดง และ ดนตรีประกอบ ของหนัง ที่เป็นจุดเด่นในภาคแรก ในภาคนี้หนังก็ยังไม่ทิ้งเชื่อสักเท่าไหร่ เพราะถึงแม้ว่าด้านนักแสดงจะเปลี่ยนจาก อเล็กซ่าห์ ดาวาลอส มาเป็น โรซามัน ไพค์ ในบทของเจ้าหญิงอันโดรเมด้า นั้นก็ไม่ได้เป็นตัวถ่วงหนังเลยสักนิด แต่น่าเสียดายที่ภาคนี้ตัวละครนำของหนังอย่าง แซม เวิร์ทธิงตัน และ เลียม นีสัน ที่มีกองสมทบอย่าง บิล ไนท์ลี่ย์ และ ราฟล์ ไฟล์น นั้นไม่ได้เสริมสร้างมิติ หรือ ความเป็นตัวละครให้กับเหล่าตัวละครเทพเจ้าสักเท่าไหร่นัก ไม่เหมือนกับภาคแรกที่ เลียม นีสัน สามารถสวมบท เทพเจ้าซุส ได้ค่อนข้างมีเสน่ห์ แต่ในภาคนี้กลับไม่ใช่เช่นนั้น

ซึ่งทางด้านของข้อเสียใน Wrath of The Titans ก็ยังเป็นเรื่องเดิมๆของหนังแอ็คชั่น และ เป็นข้อเสียด้านเดียวกันกับในภาคแรก เพราะว่านอกจากตัวบทของ Wrath of The Titans จะไม่ค่อยต่างจากภาคแรกแล้ว (นั้นคือเนื้อเรื่องของหนังค่อนข้างเหมือนกับเป็นภารกิจ ซึ่งในภาคแรกเหมือนพระเอกตามหา ไอเท่ม ไปช่วย อันโดรเมด้า ส่วนในภาคนี้ก็คล้ายๆกัน นั้นคือหา ไอเท่ม เพื่อเปิดคุกทาร์ทารัส) ในด้านของตัวบทในภาคนี้ที่พยายามจะเล่นประเด็นของ พ่อ-ลูก ในทุกคู่นั้นยังทำออกมาได้ค่อนข้างผิดหวัง และ ไม่สุดในสักทางเดียว แถมหนำซ้ำในตอนท้ายๆของหนังก็พยายามจะออกมาเป็น แฮปปี้ เอ็นดิ้ง เกินไปนัก

แต่อย่างไรก็ตามถ้าจะให้พูดตามเนื้อผ้าของ Wrath of The Titans ก็ต้องขอชมเลยว่าเป็นหนังรีเมนภาคต่อที่ทำออกมาได้ดีเกินคาด และ สนุกกว่าภาคแรกแทบทุกประการ เริ่มตั้งแต่ ฉากแอ็คชั่นที่มันส์จนนั่งไม่ติดเก้าอี้ , การดำเนินเรื่องที่รวดเร็ว และ เหล่านักแสดงครบเซ็ท ที่ก่อนไปดูต้องทำสมองให้โล่งๆเอาไว้

เรื่องนี้ผมให้ 8/10? ครับ