The Raven : ใส่สี แต่งกลิ่น กับไปกับเรื่องจริงและลวงของ เอ็ดการ์ อัลเลน โพ

Home / วิจารณ์หนัง / The Raven : ใส่สี แต่งกลิ่น กับไปกับเรื่องจริงและลวงของ เอ็ดการ์ อัลเลน โพ

ถ้าหากเอ่ยถึงชื่อของผู้แต่งนิยายเรื่องสั้น สยองขวัญ อย่าง เอ็ดการ์ อัลเลน โพ ผมเชื่อว่าคงมีน้อยคนที่รู้จักคนชื่อนี้ จนกระทั่งได้มีหนังเรื่องนี้ออกมา จนทำให้ผมต้องไปหาข้อมูลเกี่ยวกับผู้ชายคนนี้มาก่อนที่จะไปดูหนังเรื่องนี้ ซึ่งถึงแม้คำวิจารณ์เบื้องต้นของตัวหนังจะออกมาในด้านลบ แต่เพราะชอบผู้กำกับจึงไม่แคร์

ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เกิดเหตุแม่และลูกถูกฆาตกรรมอย่างเหี้ยมโหด นักสืบ เอมเม็ต ฟิลด์ ก็ค้นพบเบาะแสชิ้นสำคัญที่สุด เมื่อคดีถูกเลียนแบบจากฉากฆาตกรรม ที่ถูกบรรยายเอาไว้ในเรื่องสั้นที่เขียนโดย เอ็ดการ์ อัลเลน โพ และเหตุฆาตกรรมก็เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และ เมื่อทุกคนพบว่าฆาตกรต่อเนื่องใช้เรื่องสั้นของ โพ มาเป็นแรงบันดาลใจในการสังหารเหยื่อ ฟิลด์ ได้ขอความช่วยเหลือจาก โพ เพื่อช่วยกันหยุดยั้งฆาตกร อย่างไรก็ตามเดิมพันก็สูงขึ้นเมื่อผู้หญิงที่ โพ รักตกเป็นเป้าหมายรายต่อไป นักเขียนและนักสืบต้องใช้ความสามารถทั้งหมดที่มี ในการสืบสวนค้นหาว่าฆาตกรคือใครก่อนที่จะสายเกินไป

The Raven กำกับการแสดงโดยผู้กำกับ เจมส์ แมคเทียค ผู้กำกับที่ในสมัยก่อนเคยเป็นแต่ผู้กำกับกอง 2 ให้กับหนังดังๆมากมายไม่ว่าจะเป็น The Matrix และ Speed Racer จนกระทั่งปี 2005 เขาได้ออกมากำกับหนังใหญ่ด้วยตนเองเป็นครั้งแรก และก็ได้เสียงวิจารณ์ พร้อมกับคำตอบรับที่ดีจาก นักวิจารณ์ และ คนดู ใน V for Vendetta แต่ก็น่าเสียดายเมื่อผลงานต่อจากนั้นของเขาไม่ว่าจะเป็น The Invasion และ Ninja Assassin ก็ต่างโดนสับเละทั้งสิ้น และ The Raven ก็คือหนังเรื่องล่าสุดที่จะอยู่ในวงจรนั้น เพราะสิ่งเดียวที่ The Raven สามารถทำให้ผมรู้สึกสนใจไปกับตัวบทได้นั้นไม่ใช่ ปัญหาคดีฆาตรกรรม ที่ให้คนดูมาคอยนั่งจับจ้องว่า ‘ใครคือคนร้าย’ แต่สิ่งที่ผมรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ทำให้ผมสนใจได้กลับเป็นเรื่องการใส่สี แต่งกลิ่น ให้กับประวัติ เอ็ดการ์ อัลเลน โพ

ที่ถ้าหากใครรู้จัก เอ็ดการ์ อัลเลน โพ ก็จะรู้ว่าเขาเป็นบุคคลที่ค่อนข้างมีการตายลึกลับอันดับต้นๆของโลก และสาเหตุการตาย + วิธีตาย ของเขายังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้ และเรื่องราวก่อนหน้าการตายของ เอ็ดการ์ อัลเลน โพ นั้นเองเป็นสิ่งที่ The Raven สามารถนำเอามาใส่สี แต่งกลิ่น ได้ค่อนข้างน่าสนใจโดยการหาเหตุผล และ เรื่องราวต่างๆนำมาใส่ในหนังให้คนดูรู้สึกเชื่อว่า ‘เห้ย มันเกิดแบบนี้จริงๆหรอ’ ออกมาได้โอเค โดยทางด้านนักแสดงหลักของหนังอย่าง จอห์น คูแซ็ค ก็ถือว่าค่อนข้างอินไปกับบทบาท เอ็ดการ์ อัลเลน โพ ที่เขาได้รับอย่างมาก จะเสียก็แต่ว่ายังมีหลายฉากที่รู้สึกว่ามีการ โอเว่อร์ มากเกินไป

แต่อย่างไรก็ตามในด้านขององค์ประกอบอื่นอย่าง โปรดักชั่น และเสื้อผ้าหน้าผม โดยรวมยังถือว่าออกมาในระดับโอเคตามแบ็คกราวด์ของหนังในยุคช่วงกลางศตวรรษที่ 19 แต่สิ่งที่ขาดหายไปจากหนังจริงๆไม่ได้อยู่ที่ด้านของการแสดง หรือว่าอะไร สิ่งที่ขาดหายไปจากหนังจริงๆเลยคือเรื่องของ ‘ความสนุก’ และ ‘ความน่าติดตาม’ โดยคำนิยามสำหรับคำว่าหนังแนวสืบสวนสำหรับผมนั้นมันต้องออกมาในรูปแบบที่สามารถทำให้คนดูรู้สึกสนุกไปกับการที่หนังได้ทิ้งเบาะแสในแต่ละการฆาตรกรรม เพื่อให้คนดูได้รู้สึกสนุกในการเดาว่า ‘ไอ้นี่ใช่คนร้ายรึปล่าวนะ’ และพอถึงบทสรุปถ้าหากคนดูเดาถูกหรือผิดก็ตาม คนดูก็จะรู้สึกสนุกไปกับหนังด้วย แต่มันไม่ใช่อย่างที่กล่าวมาในเรื่อง The Raven เพราะหนังกลับเล่นประมาณที่ว่า ‘สุกเอาเผากิน’ มากกว่าการเก็บรายละเอียด

เพราะดูเหมือนคำนิยามในหนังแนว สืบสวน สำหรับผู้กำกับคงคิดว่า เป็นหนังที่ให้ตัวเอกเดินตามรอยทุกคดี และมาเฉลยตู้มเดียวในตอนจบว่าใครเป็นคนร้าย โดยการที่หนังไม่ได้ทิ้งเบาะแสไว้ให้คนดูตามจับตัวร้ายได้เลย ด้านของความสนุกและความน่าติดตามในส่วนของตัวบทสำหรับ The Raven จึงหายไปค่อนข้างมาก แต่แค่นั้นไม่พอเพราะนอกจากด้าน ความน่าติดตาม จะไม่ค่อยมีแล้ว ผู้กำกับยังไม่สามารถใส่อารมณ์ความน่าตื่นเต้นเข้ามาในคดีสืบสวนได้อย่างดีด้วย ส่วนมากฉากอารมณ์ความตื่นเต้นเหล่านั้นจะดูติดๆขัดๆมากกว่าจะมันส์ไปเลยแบบ ผลงานเก่าในเครดิตอย่าง Ninja Assassin หรือแม้แต่ V for Vendetta

ซึ่งโดยรวมแล้วสำหรับ The Raven ถือว่าเป็นหนังแนวใส่สี แต่งกลิ่น ให้กับประวัติจริงของคนดังต่อจาก Anonymous ที่ทำออกมาเข้าท่าในด้านเหตุผลของการแต่งกลิ่น แต่กลับล้มเหลวในด้านการสร้างความสนุก และ ความน่าติดตามให้กับคนดู โดยรวมผู้กำกับน่าจะกลับไปทำหนังแอ็คชั่น Ninja Assassin ดีกว่า

เรื่องนี้ผมให้ 6/10 ครับ