Lockout : คุกนี้..พี่จอง

Home / วิจารณ์หนัง / Lockout : คุกนี้..พี่จอง

ถ้าหากกล่าวถึงชื่อของ ลุค เบซอง ในตอนนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักแล้วแน่นอน เพราะเขานี้แหละคือผู้ให้กำเนิดนักฆ่าสุดเงียบอย่าง Leon และเขาก็เป็นคนเขียนบทให้กับการตามหาลูกของพ่อสุดแกร่งใน Taken และในปีนี้เขากลับมาอีกครั้งโดยการเป็นโปรดิวเซอร์ และ เขียนไอเดียให้กับหนังแหกคุกอวกาศใน Lockout

Lockout เป็นเรื่องราวของ เอ็มเอส-วัน ยานอวกาศที่ล้ำสมัยที่สุดแห่งโลกอนาคต ที่อาชญากรสุดอันตรายกว่า 500 คน ถูกขังเอาไว้ในสภาวะจำศีล อย่างไรก็ตามเมื่อ เอมิลี่ (แม็กกี้ เกรซ) ลูกสาวประธานาธิบดีสหรัฐ ขึ้นไปทำปฏิบัติภารกิจเรื่องสิทธิมนุษยชน เหล่านักโทษก็ตื่นขึ้นมาและยึด เอ็มเอส-วัน เอาไว้ได้ ด้วยเวลาและหนทางที่เหลืออยู่ไม่มาก ประธานาธิบดีจำเป็นต้องส่งอดีตเจ้าหน้าที่ฝีมือดี แต่บ้าระห่ำอย่าง สโนว์ (กาย เพียร์ซ) ขึ้นไปบน เอ็มเอส-วัน โดยมีภารกิจเพียงหนึ่งเดียวก็คือ ช่วยลูกสาวของเขากลับมาสู่โลกให้ได้ โดยการที่เขาต้องฝ่าด่านเหล่านักโทษสุดโหดบนยานลำนี้เพื่อกลับไปบนโลกให้ได้

Lockout กำกับการแสดงโดย 2 ผู้กำกับคู่หูอย่าง เจมส์ แมตเตอร์ และ สตีเฟ่น เซนต์ ลีเจอร์ ซึ่งรายแรกนั้นเคยเป็นแต่ผู้กำกับหนังสั้นตามเทศกาลทั่วไป ต่างกับรายหลัง ที่ไม่มีผลงานใดๆมาก่อนหน้านี้เลย เพราะฉะนั้นหนังเรื่อง Lockout ถือได้ว่าเป็นหนังบนจอเงินเรื่องแรกของ 2 ผู้กำกับคู่นี้ ซึ่ง Lockout เป็นหนังที่ต่อยอดมาจากไอเดียของผู้กำกับ ลุค เบซอง ที่เรื่องนี้เขาก็มาเป็นโปรดิวเซอร์ให้ด้วยเช่นกัน และถ้าหากจะบอกว่าเรื่องนี้เป็น Taken เวอร์ชั่นอวกาศก็คงไม่แปลก เพราะไม่ว่าจะเป็นโครงเรื่อง หรือว่าตัวพล๊อตเรื่องก็อดที่จะคิดไปถึง Taken ไม่ได้เลยจริงๆ เพียงแต่ว่าใน Taken นั้นเป็นการตามช่วยเหลือลูกโดยพ่อที่เป็นอดีตตำรวจแกร่ง แต่ใน Lockout เป็นการตามหาช่วยเหลือของ แอนตี้ ฮีโร่ อย่าง สโนว์ ที่ต้องช่วยเหลือลูกสาวของประธานธิบดีของอเมริกาแทน

โดยสำหรับ Lockout ก็ได้ประกาศไว้โต้งๆตั้งแต่ตัวอย่างหนัง และ ตัวบท แล้ว ว่านี้เป็นหนังแอ็คชั่นที่ขายความบันเทิงเพียงอย่างเดียว แต่ก็น่าเสียดายอยู่เหมือนกันที่ จุดเด่นที่ตัวหนังจะขายอย่าง ‘ฉากแอ็คชั่น’ หนังก็กลับยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร และส่วนนึงในความล้มเหลวที่ฉากแอ็คชั่นทำออกมาได้พอดูแค่เพลินๆคงเป็นเพราะการที่ผู้กำกับอยากให้หนังไซไฟเรื่องนี้ออกมาในอารมณ์ความเป็น Blade Runner รวมเข้ากับ Minority Report มากจนเกิดไป โดยการใส่ฉากโลกอนาคต และ เหล่าพาหนะทั้งหลาย ด้วย CG ราคาถูก ที่ดูไปดูมาแทนที่เราจะได้รับอารมณ์ความเป็นหนังไซไฟเก่าๆ เรากลับมานั่งขำ CG แทนเสียได้

ซึ่งถ้าหากเราลองมองในประเด็นอื่นนอกจากฉากแอ็คชั่นใน Lockout ผมคิดว่า Lockout น่าจะเป็นหนังแอ็คชั่นที่มีประเด็นเสียดสีเรื่องของ ฐานะคน และ การเมือง ได้เป็นอย่างดี ถ้าหากหนังไม่ได้จงใจเน้นประเด็นนี้มากจนเกินไป เพราะถ้าหากในทีแรก Lockout ได้ปูบทเกี่ยวกับเรื่องราวของ ฐานะคน และ การเมือง มาแบบเนิ่นๆ และให้คนดูไปคิดต่อกันเอาเองผมคิดว่าจะโอเคกว่า แต่ท้ายสุดหนังกลับไม่ได้ทำแค่อย่างที่ว่า หนังกลับเน้นประเด็นเกี่ยวกับการเมือง และ ความเห็นแก่ตัว แทบทั้งเรื่อง โดยการยัดบทให้กับพระเอกเปรียบเสมือนชาวบ้านตาดำๆที่เกลียดรัฐบาล ที่มีบทพูดโจมตีเรื่องราวของ รัฐบาล และ ฐานะคนตลอเรื่อง

จนท้ายสุดหนังก็ไม่ได้พาประเด็นนี้ไปให้ติดใจคนดูสักเท่าไหร่ หนำซ้ำยังกลายเป็นสิ่งที่ยัดเยียด และ ไม่สามารถเข้ากับเนื้อเรื่องได้เป็นอย่างดีนัก เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีที่สุดของหนัง เห็นจะเป็น ด้านของนักแสดงนำอย่าง กาย เพียร์ซ ที่เรื่องนี้ถึงแม้บทจะไม่ค่อยส่ง แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพของนักแสดงที่เคยอยู่แถวหน้ามาก่อน การแสดง และ การใส่ลูกเล่นวาจาการพูดของ กาย เพียร์ซ จึงเป็นสิ่งที่พยุงตัวหนังไว้ให้รอดจนถึงฝั่งได้ในที่สุด โดยถึงแม้ว่า เคมี ของเขาจะไม่ได้เข้ากันกับตัวนางเอกอย่าง แมกกี้ เกรซ เลยแม้แต่นิดเดียวก็ตามที เพราะฉะนั้นถ้าเทียบกับ Taken ผมว่า Lockout เป็นหนังที่ดูได้แค่เพลินๆครับ

โดยรวมแล้ว Lockout ถือว่าเป็นหนังแอ็คชั่น ไซไฟ ที่ทำออกมาโอเคในด้านการดำเนินเรื่องที่เร็ว และฉากแอ็คชั่นที่พอดูได้แค่เพลินๆ แต่ว่าหนังกลับล้มเหลวในการใส่ประเด็นเกี่ยวกับการเมือง และ CG ของหนังที่พยายามให้ดูเป็นหนังแนวไซไฟอารมณ์ Blade Runner ทั้งที่จริงมันดูขำมากกว่าเนี่ยนะสิ

เรื่องนี้ผมให้ 6/10 ครับ

โดย ลูกอบรสเขียด