Being Flynn : พ่อลูก คู่หัวใจผูกพันธ์

Home / วิจารณ์หนัง / Being Flynn : พ่อลูก คู่หัวใจผูกพันธ์

เป็นหนังเล็กๆทั้งที่ อเมริกา และ ไทย แต่ถ้าหากเราดูจากชื่อนักแสดงก็พบว่า ถึงแม้ตัวหนังจะเล็ก แต่ชื่อนักแสดงนั้นไม่ได้เล็กตามเลยสักนิด ไม่ว่าจะเป็น โรเบิร์ต เดอ นีโร่ , พอล ดาโน่ และ จูเลียน มัวร์ ที่มารับบทเป็น พ่อ แม่ และ ลูก ในหนังเรื่องเดียวกัน ของผู้กำกับ พอล ไวซ์ จาก About a Boy นั้นเองครับ

นิค ฟลินน์ เป็นนักเขียนหนุ่มที่ต้องการจะค้นหาตัวเอง เขาคิดถึงโจดี้ แม่ที่ล่วงลับไปแล้วของเขา และนิสัยที่อ่อนโยนของเธอ แต่พ่อของเขา โจนาธาน ไม่ได้อยู่ในความทรงจำของเขาด้วยซ้ำ เพราะนิคไม่เห็นหน้าเขามา 18 ปีแล้ว ส่วน โจนาธาน ฟลินน์ หลังจากทิ้งภรรยาและลูกชายไว้เบื้องหลัง โจนาธานได้ใช้ชีวิตในแบบของตัวเองและเขาก็ลงเอยด้วยการถูกจำคุกข้อหาขึ้น เช็คปลอม หลังจากออกจากคุก เขาก็ขับรถแท็กซี่อยู่หลายปี แต่อาการติดเหล้าและนิสัยพิลึกพิลั่นของเขายิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้เขาต้องตกงาน และอยู่ในบ้านพักคนจรจัด และที่นั้นเองเป็นที่ที่ทำให้เขานั้นได้พบกับลูกชายของเขาอีกครั้ง

Being Flynn กำกับการแสดงโดย พอล ไวซ์ พี่ชายของผู้กำกับ คริส ไวซ์ ที่ชื่อของทั้งคู่ดังขึ้นมาได้เพราะว่าหนังเกี่ยวกับ พ่อ และ ลูกชาย ที่ทั้งคู่ร่วมกันกำกับอย่าง About a Boy ซึ่งผมเป็นคนที่ค่อนข้างชื่อชอบผลงานของ ไวซ์ คนน้องมากกว่า โดยเฉพาะ A Better Life ที่เพิ่งผ่านมา เพราะคนพี่อย่าง พอล ไวซ์ จากผลงานในเครดิตไม่ว่าจะเป็น Little Fockers หรือแม้แต่ Cirque du Freak ก็ค่อนข้างเป็นหนังที่ผมรู้สึกเฉยๆอย่างมาก โดยสงสัยว่าผู้กำกับ พอล ไวซ์ คงจะรู้ตัวว่าตัวเองไม่เหมาะกับหนังแฟนตาซี และ หนังตลก จึงขอกลับมาสู่หนังแนวที่สร้างชื่อให้กับตัวเองอีกครั้งใน Being Flynn ที่ยังคงถ่ายถอดเรื่องราวความสัมพันธ์ของ พ่อ และ ลูก คล้ายๆกับ A Better Life ของ ไวซ์ คนน้องที่เพิ่งผ่านไปเมื่อปีที่แล้วนี้เองครับ โดยหนังเข้าฉายแล้ววันนี้เฉพาะ ลิโด้ ที่เดียวเท่านั้นครับ

ซึ่ง Being Flynn ถือว่าเป็นหนังที่พยายามจะ หัก ประเด็นทั้งหลายที่หนังแนว พ่อลูก เล่นไปเยอะแล้ว โดยการใส่ประเด็นใหม่ๆเข้ามา แต่ก็น่าเสียดายที่ผู้กำกับกลับทำสิ่งที่ตัวเองหักไม่ค่อยเข้าท่า และ ไม่สำเร็จ ซะเท่าไหร่ เพราะเห็นทีว่า สิ่งที่ดีที่สุดของ Being Flynn มันกลับกลายเป็นการแสดงของ 2 พ่อลูกคู่หลักของเรื่องอย่าง โรเบิร์ต เดอ นีโร และ พอล ดาโน่ ที่ทั้งคู่สามารถทำให้คนดูเชื่อได้จริงๆว่า ‘นี้คือพ่อและลูกที่ห่างจากกันมาถึง 18 ปี’ ถึงแม้ว่าตัวบทจะไม่ได้ส่งก็ตาม แต่สปิริตของ 2 นักแสดงก็สามารถประคับประคองหนังไปได้จนจบ คล้ายกับ เดเมี่ยน บิเชอร์ และ บ๊อบบี้ โซโต้ ใน A Better Life เลยทีเดียว

โดยส่วนตัวผมไม่รู้ว่าคนอื่นรู้สึกอย่างไร แต่ผมรู้สึกชอบดูหนังที่เป็นความสัมพันธ์เกี่ยวกับ พ่อ และ ลูก มากๆ และส่วนนึงก็คงเป็นเพราะว่าผมเป็นคนค่อนข้างจะอ่อนไหวต่อเรื่อง พ่อ และ ลูก มากๆ ซึ่งผมจะเป็นคนชอบหนังแนวนี้โดยที่ตอนจบของหนังสามารถทำให้คนดูรู้สึก อิ่มเอม และ ประทับใจ ไปกับการฟันฝ่าอุปสรรคมากมายของพ่อลูกคู่นี้ได้ แต่มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นกับ Being Flynn เพราะตัวหนังกลับกลายเป็นหนังที่ค่อนข้างตั้ง โทน และ อารมณ์ ได้แน่วแน่ว่า ‘หนังเรื่องนี้จะไม่ได้แสดงเรื่องราวความประทับใจของ พ่อ และ ลูกนะ’ โดยถ้าหากหนังสามารถรักษาโทนแบบนั้นได้ตลอดทั้งเรื่องก็คงดี และ สดใหม่พอสมควร

แต่เอาเข้าจริงๆตัวหนังกลับไม่สามารถประครองโทนหนังแบบนั้นได้ตลอดทั้งเรื่อง และส่วนนึงคงเป็นเพราะการที่หนังพยายามตั้งคำถามกับคนดูว่า ‘จะเป็นอย่างไรถ้าหนังสือหนึ่งเล่มมีผู้แต่ง 2 คน’ โดยการเปรียบหนังเรื่องนี้เป็นหนังสือ และพยายามจะเล่นกับคนดูด้วยคำพูด ที่ท้ายสุดมันกลับกลายเป็นสิ่งที่ค่าตัวหนังเอง ที่ทำให้ตัวเรื่องดูแล้วไม่ค่อยจะประติดประต่อ และทำให้ความสัมพันธ์ของพ่อลูกคู่นี้ ยิ่งดูแล้วเหมือนกับว่า ไม่มีอะไรในกอไผ่ นอกจากการทะเลาะกัน และการไม่ยอมรับในตัว พ่อ ของ ลูก ธรรมดาๆเรื่องนึงเท่านั้นเอง โดยถึงแม้ว่าหนังจะมีประเด็นทีว่า ‘ชีวิตเรา เราลิขิตเอง’ ออกมาค่อนข้างบ่อยตลอดทั้งเรื่องพอสมควร แต่เมื่อ บวก ลบ คูณ หาร กับการเล่าเรื่องที่พยายามแนว แต่กลับกลายเป็นน่าเบื่อ และความว่างเปล่าในหนัง มันจึงเป็นวัตถุดิบๆดีที่เน่าไปซะงั้น

สรุป Being Flynn ถือว่าเป็นหนังที่สามารถทำให้คนดูรู้สึกสัมผัสได้อย่างไม่ยาก จากนักแสดงนำ 2 คนอย่าง โรเบิร์ต เดอ นีโร และ พอล ดาโน่ ที่สามารถถ่ายทอดตัวละครออกมาได้ดี แต่นั้นกลับไม่เพียงพอต่อหนัง เพราะสิ่งที่เหลือของหนังไม่ว่าจะเป็น บท และ การเล่าเรื่อง กลับออกมาค่อนข้างน่าผิดหวังพอสมควร

เรื่องนี้ผมให้ 6/10 ครับ

โดย ลูกอบรสเขียด