American Pie : Reunion : การกลับมารวมตัวของแก๊งค์แอ้มสาว ทะเล้น ทะลึ่ง

Home / วิจารณ์หนัง / American Pie : Reunion : การกลับมารวมตัวของแก๊งค์แอ้มสาว ทะเล้น ทะลึ่ง

ไม่รู้ว่ามีใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ หรือว่ามีความผูกพันธ์อย่างลึกซึ้งกับเหล่าแก๊งค์แอ้มสาวอย่าง American Pie ไหม เพราะมีผมคนนึงที่รู้สึกผูกพันธ์กับแก๊งค์กวนโอ๊ยมากๆ ตั้งแต่ภาค 1 , 2 และภาค 3 ก็ถือว่ายังรักษาระดับความเป็นอเมริกันพาย ได้ดีแทบทุกภาค จนกระทั่งตอนนี้หนังได้ดำเนินเรื่องมาถึงภาคสุดท้าย

พวกเขากลับมาเจอกันเองและกลับมาสร้างความสนุกสนานปนสัปดนให้กับพวกเราอีกครั้ง ด้วยเรื่องราวของงานคืนสู่เหย้าของไฮสกูลที่ อีสต์ เกรท ฟอลส์ ทำให้พวกเขาได้มาเจอกันอีกครั้งในช่วงสุดสัปดาห์ ซึ่งแต่ละคนจะได้พบว่ากาลเวลาแทำให้อะไรเปลี่ยนไปเยอะ จากฤดูร้อนปี 1999 ที่เด็กหนุ่มในเมืองเล็กๆของรัฐมิชิแกน เริ่มท้าทายกันเรื่องการเปิดซิงของแต่ละคน จากวันนั้นถึงวันนี้ จิมและมิเชลล์ได้แต่งงานกันจริงๆ ขณะที่เควินและวิคกี้บอกเลิกเป็นแฟนกัน อ็อซและเฮทเธอร์ต่างแยกย้าย แต่ฟินช์ยังคบกับแม่ของสติฟเลอร์อยู่ ด้วยวัยที่เติบใหญ่ พวกเขาทั้งหมดนี้กลับมา เพื่อรวมก๊วนชวนกันแอ้มสาวอีกครั้ง

American Pie ถือว่าเป็นหนังที่ได้เปลี่ยนผู้กำกับทุกภาค และในภาคที่ 4 อย่าง Reunion หวยก็ได้ตกมาถึง 2 ผู้กำกับจอมทะเล้นอย่าง จอน เฮอร์วิทซ์ และ เฮย์เดน สคลูสเบิร์ก ที่เคยเป็นผู้ต่อยอดหนังแนวทะเล้นของคู่หู ฮาร์โรล และ คูม่า มาแล้วใน Harold & Kumar Escape from Guantanamo Bay โดยมาในปีนี้พวกเขาก็ได้มาต่อยอดหนังชุด American Pie ด้วยเช่นกัน ซึ่งสิ่งที่ผมชอบใน American Pie ทุกภาคนั้นมันกลับไม่ใช่มุขตลกทะลึ่งของหนัง หรือว่าฉากโป๊อวดหุ่นของเหล่าสาวๆที่เดินล้อนจ้อนแทบทุกภาค แต่สิ่งที่ผมชอบใน American Pie มันกลับเป็นเรื่องของ สาระ ที่หนังสื่อมาให้คนดูแบบยัดเยียดสุดโต่ง โดยหนังได้แสดงถึงปัญหาการก้าวข้ามวัยของเหล่าวัยรุ่น และมาปิดท้ายด้วยปัญหาของ เด็กไม่ยอมโต ที่หนังสื่อสารกับคนดูมาแทบทุกภาคเลยก็ว่าได้ครับ

โดยในภาค Reunion 2 ผู้กำกับอย่าง จอน เฮอร์วิทซ์ และ เฮย์เดน สคลูสเบิร์ก ก็ยังคงนำเอาสาระเหล่านั้นมาใช้อยู่เช่นเคย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของ ปัญหาชีวิตคู่ , เรื่องราวการก้าวผ่านวัยของเด็กไม่ยอมโตอย่าง สติฟเลอร์ หรือแม้แต่การเสียดสีสังคมวัยรุ่นสมัยนี้ ซึ่งถ้าหากมองดูผิวเผินจะพบว่า สาระ ทุกอย่างของหนังออกมาสอนคนดูได้ค่อนข้างดี แต่จะขาดอย่างเดียวนั้นคือ ความสดใหม่ เพราะอย่างที่ได้บอกไปข้างต้นแล้วว่า American Pie แทบทุกภาคได้ใช้มุขยัดเยียดสาระเหล่านี้ไปจนหมดแล้ว เพราะฉะนั้นในภาค Reunion นี้มันจึงไม่ต่างอะไรกับหนังที่เอาเสน่ห์ของ 3 ภาคเก่ามารวมกันให้หมดภายในหนังเรื่องเดียว

โดยสิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นเครื่องช่วยชีวิตตัวยงของหนังเอาไว้เลยคงหนีไม่พ้นด้านของ มุขตลก ในภาคนี้ ที่ถึงแม้ตัวหนังจะลดความแรงลงจาก 2 ภาคแรกอย่างมาก แต่นั้นไม่ได้เป็นปัญหาของหนังเลยสักนิด เพราะต้องขอยอมรับว่าผู้กำกับ จอน เฮอร์วิทซ์ และ เฮย์เดน สคลูสเบิร์ก ได้ศึกษาภาคเก่าๆของเหล่า American Pie มาได้ค่อนข้างดี เพราะฉะนั้นมุขตลกในภาคนี้จึงเหมือนกับว่าเป็นการให้คนดูได้ไปสัมผัสการ Reunion ด้วยตัวเองเลยก็ว่าได้ โดยการนำเอามุขตลกที่คนดูขำ คนดูติดตา จาก 3 ภาคแรก และใส่สี แต่งกลิ่น เข้าไปอีกนิดหน่อย ก็จะได้มุขใหม่ๆที่แฟนๆ อเมกัน พาย ดูแล้วจะคุ้นกันดีว่ามุขนี้มาจากฉากไหนของหนังภาคแรกๆ พร้อมทั้งการที่เราได้เห็นนักแสดงกลับมารวมครบทีมอีกครั้งไม่ว่าจะเป็น เจสัน บิกส์, ณอน วิลเลียมส์ สก็อตต์ และอีกมากมายก่ายกอง

ก็ถือว่าเป็นของแถมจานโตที่คุ้มแล้วก็ว่าได้ เพราะเหล่านักแสดงในหนังยังถือว่าสามารถทำหน้าที่ของตนเอง ที่ทำให้คนดูรู้สึกหวนคืนไปสู่ American Pie ภาคแรกได้อย่างดี โดยเฉพาะ ณอน วิลเลียมส์ สก็อตต์ ในบท สติฟเลอร์ ที่ยังคงกวนได้ไม่มีเปลี่ยน หรือแม้แต่ เอ็ดดี้ เคย์ โธมัส ในบทของ พอล ฟินช์ ที่เป็นตัวประกอบเรียกเสียงฮาของภาคนี้ได้ไม่แพ้ภาคแรกๆเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นสิ่งที่ขาดหายไปของภาคนี้หลักๆคงหนีไม่พ้นด้านของ ความสดใหม่ ในด้านของสาระเกี่ยวกับปัญหาวัยรุ่น และ ปัญหาชีวิตคู่ แต่ถ้าหากช่วงนี้คุณกำลังเครียดกับชีวิต หรือกำลังหาอะไรฮาๆทะเล้นก็หล่ะก็ American Pie ไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่

โดยรวมแล้ว American Pie : Reunion ถือว่าเป็นหนังตลกทะเล้น ภาคต่อ ที่สามารถรักษาความฮา และ ความกวน ไว้ได้ครบ จะมีขาดหายไปก็ตรงที่ สาระ ของหนังที่ดูแล้วยังซ้ำกับ 3 ภาคแรกอยู่มากพอสมควร โดยถ้าหากใครยังไม่เคยดู American Pie 3 ภาคแรกมาก่อน มาดูภาคนี้อาจจะไม่เข้าใจในหลายๆมุข

เรื่องนี้ผมให้ 8/10 ครับ

โดย ลูกอบรสเขียด