Iron Sky ? ประเด็นน่าสนใจที่ทำได้ไม่ถึงใจ!

Home / วิจารณ์หนัง / Iron Sky ? ประเด็นน่าสนใจที่ทำได้ไม่ถึงใจ!

เรื่องราวเกี่ยวกับกองทัพนาซี (Nazi Germany)?ที่เคย สร้างความสะพรึงกลัวและทำให้โลกตกอยู่ในความมืดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ถูกนำมาตีความสร้างเป็นภาพยนตร์มาแล้วนับไม่ถ้วน แต่ด้วยเสน่ห์และความมีเอกลักษณ์ของกองทัพนาซี ก็ยังทำให้ผู้สร้างหนังยังสามารถหยิบจับขึ้นมาสร้างสรรค์เรื่องราวใหม่ๆ ได้อยู่ ซึ่งในปี 2012 ก็มีหนังเกี่ยวกับนาซี ที่มาพร้อมเนื้อเรื่องล้ำจินตนาการและน่าสนุกกับเรื่อง Iron Sky

Iron Sky กำกับโดย?ติโม วอเรนโซล่า (Timo Vuorensola)?ผู้ กำกับนามไม่คุ้นชาวฟินแลนด์ จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ในเรื่องเกิดขึ้นในช่วงปลายของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่นาซีใกล้ที่จะพ่ายสงคราม ทัพนาซีเยอรมันในส่วนวิจัยทางด้านอวกาศที่มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า จึงได้อพยพไปตั้งฐานทัพแห่งใหม่ที่เงามืดของดวงจันทร์ เพื่อรอคอยเวลากลับมายึดครองโลกในอนาคต แต่หลายสิบปีผ่านมา ยานอวกาศ กองทัพพร้อมแล้ว แต่ยังขาดยานบินขนาดยักษ์ที่จะสร้างความเชื่อมั่นในการบุกโลก เพราะฝ่ายวิจัยยังขาดสิ่งสำคัญที่จะทำให้ยานบินนี้ทำงาน

จนกระทั่งปี 2018 ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา?(สเตฟานี่ พอล) ได้ส่งยานอวกาศเดินทางไปดวงจันทร์อีกครั้งเพื่อสร้างคะแนนเสียงให้กับตัวเอง แต่สิ่งที่เจมส์ วอชิงตัน (คริสโตเฟอร์ เคอร์บี้) นักบินอวกาศผิวสีของอเมริกาพบ คือฐานทัพของนาซี ซึ่งเขาถูกจับตัวเปลี่ยนเป็นคนขาว และทัพนาซีค้นพบว่า Smartphone มีเทคโนโลยีที่ช่วยขับเคลื่อนยานบินขนาดยักษ์ แต่จำนวนมันน้อยเกินไป ทัพนาซีจึงได้ส่งคลอส แอดเลอร์ (ก็อตซ์ อ็อตโต) พร้อมเจมส์ วอชิงตัน ไปยังโลกเพื่อนำเทคโนโลยีกลับ โดยมีเรเนต ริชเตอร์ (จูเลีย ดิเอ็ตซ์) อาจารย์ผู้มีความรู้เรื่องโลกมนุษย์และคนรัดของแอดเลอร์แอบตามไป การยึดครองโลกของทัพนาซีกำลังใกล้เข้ามา!!

เนื้อเรื่อง Iron Sky นับว่าน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง แม้ในความเป็นจริงเงามืดบนดวงจันทร์จะไม่มีทัพนาซีอยู่รอวันล้างแค้นแต่ อย่างใด แต่เนื้อเรื่องที่ล้ำจินตนาการแบบนี้ ทำให้อยากรู้ว่าจะดำเนินเรื่องราวจะดำเนินไปสู่บทสรุปอย่างไร ซึ่งต้องยอมรับว่าฉากเปิดเรื่องทำออกมาได้ดูดีน่าสนใจ ฉากของเรื่องที่ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีล้ำสมัยกับเทคโนโลยีที่ตกยุคไปแล้ว พร้อมงานเทคนิคพิเศษในระดับพอใช้ ทำให้นึกไปถึงหนัง?Sky Captain and the World of Tomorrow (2004)

ความน่าสนใจยิ่งมากขึ้นไปอีกเมื่อรู้ว่ากว่าจะมาเป็น Iron Sky ให้เราชมนั้นผ่านอะไรมาบ้าง โครงการหนังเรื่องนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2006 เป็นความร่วมทุนจาก 3 ประเทศได้แก่ ฟินแลนด์ เยอรมนี ออสเตรเลีย นอกจากนี้ยังเทคโนโลยี Social Network เพื่อรวบรวมทุนจากแฟนๆ รวมถึงการให้แฟนๆ ร่วมออกไอเดียช่วยกันสร้างสรรค์เรื่องราวของ Iron Sky ขึ้นมา และถือว่าเป็นโปรเจกต์หนังที่ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วนจริงๆ ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นตัวการในการสร้างกระแส Iron Sky ขึ้นมา

แต่งานที่ได้คือความไม่ลงตัวในหลายๆ ส่วนของเรื่อง ซึ่งสาเหตุใหญ่มาจากการที่หนังใส่ความตลกเข้าไป เพื่อให้ประเด็นที่ต้องการเล่าดูไม่จริงจังจนเกินไป แต่นั่นเป็นการทำร้ายหนังที่ทำให้ประเด็นที่เล่าดูอ่อนลงจนไม่สามารถส่งผล กระทบมาถึงผู้ชมได้ ตัวละครเกือบทุกตัวในเรื่องก็มีความเพี้ยนในตัวและไม่มีเสน่ห์พอจะทำให้เรา เอาใจช่วยได้ การดำเนินเรื่องที่เบี่ยงทิศทาง จากการมาที่โลกของแอดเลอร์เพื่อนำเทคโนโลยี Smartphone ในโลกกลับไปดวงจันทร์เพื่อให้ยานบินยักษ์ทำงานและพร้อมบุกโจมตีโลก กลับถูกปั่นหัวใช่เป็นเครื่องมือในการหาเสียงซะงั้น

นั่นจึงส่งผลให้หลังจากหนังเปิดเรื่องมาได้สักระยะ ความน่าสนใจชวนติดตามก็ลดระดับลงเรื่อยๆ อย่างน่าใจหาย! ลงท้ายจึงกลายเป็นความน่าเบื่อ กับเหตุการณ์ของเรื่องที่เป็นลักษณะจับแพะชนแกะ ไม่ค่อยมีที่มาที่ไปและไม่ให้รายละเอียดกับผู้ชมสักเท่าไหร่ ฉากแอ็คชั่นอันน่าตื่นเต้นจากที่เห็นในตัวอย่าง ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดขายของเรื่องนี้ ก็ทำได้แค่เพียงยิงกันไปยิงกันมา ไม่รู้กลยุทธ์อะไรให้รู้สึกตื่นเต้นและลุ้นไปกับมันได้

หากมองด้วยใจเป็นกลาง Iron Sky เต็มไปด้วยวัตถุดิบที่สามารถเล่าให้สนุกเยอะมาก แค่นาซีตั้งฐานที่ดวงจันทร์รอวันบุกโลกก็น่าสนุกมากๆ แล้ว ยังมีประเด็นวิพากษ์ด้านมืดของสังคมที่ทุกคนมิอาจปฏิเสธ เช่น ประเด็นเสียดสีการกระทำขององค์กรและประเทศผู้นำของโลกที่มักจะพูดอย่างทำ อย่าง, ความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าภาพรวมของสังคมโลก, การไม่รักษาสัจจะทั้งที่ตัวเองเป็นผู้ร่างกฎเกณฑ์ขึ้นมาเอง และยังมีเรื่องการเหยียดผิว และการทบทวนว่าสิ่งที่กำลังทำถูกต้องไหม เมื่อการยึดครองกลับกลายเป็นการทำลาย เป็นที่น่าเสียดายที่ความพยายามแฝงประเด็นทั้งหมดเหล่านี้ถ่ายทอดออกมาได้ ไม่ลุ่มลึก แถมเป็นมุมมองเก่าที่หลายเรื่องเคยนำเสนอมาแล้ว ส่งผลให้ไม่อินเลยสักนิด!

สิ่งดีในหนังคือ เรื่องของการออกแบบฉาก งานกำกับศิลป์ และเทคนิคพิเศษที่ไม่นึกว่าทุนสร้างเพียง ?7.5 ล้านยูโร จะสามารถทำได้ถึงขนาดนี้ ที่ต้องยอมรับว่าสามารถทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว คุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนไป แต่นั่นก็ไม่สามารถช่วยให้หนังรอดพ้นจากความหายนะได้?สุดท้าย Iron Sky จึงกลายเป็นหนังเกรดบี ที่คุณค่าในตัวของมัน คือ กรณีศึกษาเรื่องการระดมทุนสร้าง การใช้ Social Network ในการทำการตลาด สร้างกระแสและประชาสัมพันธ์ให้แก่หนังสักเรื่อง แต่กับตัวหนังกลับไม่มีอะไรควรค่าในการจดจำอย่างน่าเสียดาย!

Iron Sky ผมให้ 1 ดาว (เต็ม 5)

โดย Charthree
http://charthree.wordpress.com