Snow White & The Huntsman : เจ้าหญิงแสนวุ่นวาย กับ นายเจ้าขุนขวาน

Home / วิจารณ์หนัง / Snow White & The Huntsman : เจ้าหญิงแสนวุ่นวาย กับ นายเจ้าขุนขวาน

เป็นหนังที่นำเอาการ์ตูนคลาสสิคอย่าง สโนว์ไวท์ มาดัดแปลงเป็นเรื่องที่ 2 ของปี (เรื่องแรกคือ Mirror Mirror ที่เป้นสโนว์ไวท์แนวแฟนตาซี) โดยใน Snow White & The Huntsman จะเป็นสโนว์ไวท์เวอร์ชั่นดาร์ท แฟนตาซี ผสมความเป็นแอ็คชั่นเข้าไป ซึ่งตัวหนังจะเหมาะกับคอแอ็คชั่นหรือไม่ ไปอ่านเลยครับ

นางเอกสาวสุดฮอต คริสเตน สจ๊วต (จาก ทไวไลท์) มานำแสดง ดัดแปลงนิยายที่ทั่วโลกรู้จักดี มาเป็นเรื่องราวที่สนุกสนานเข้มข้นขึ้น สโนไวท์ สาวน้อยที่กระจกวิเศษบอกว่าเธอสวยกว่า ราชินีแห่งความชั่วร้าย (แสดงโดย ชาร์ลิซ เธอรอน ดารายอดฝีมือระดับออสการ์) ดังนั้นการตามล่าทำลายล้างเจ้าหญิงสโนไวท์จึงเกิดขึ้น หลังจากโดนยึดเมืองไป สโนไวท์ก็ได้พบกับนายพรานป่า (แสดงโดย คริส เฮมส์เวิร์ธ จาก ธอร์ เทพเจ้าสายฟ้า) ที่ได้รับคำสั่งให้มาฆ่าเธอ แต่เขากลับมาฝึกให้เธอต่อสู้เพื่อทวงบัลลังก์กลับคืน ส่วนของเจ้าชายหนุ่มรูปงามผู้ตกหลุมรักในความงามและความเก่งกาจของสโนไวท์ในเวอร์ชั่นนี้ อย่าง แซม คลาฟิน

Snow White & The Huntsman เป็นผลงานการกำกับของ รูเพิร์ต แซนเดอร์ส ผู้กำกับหน้าใหม่ที่ได้ก้าวมาจากการกำกับโฆษณามากมาย โดย Snow White & The Huntsman ถือว่าเป็นผลงานหนังจอเงินเรื่องแรกของเขา แถมยังถือว่าเลือกที่จะทำหนังฟอร์มยักษ์ที่จะเข้าฉายช่วงซัมเมอร์เสียด้วย โดยเราทุกคนคงต้องรู้จักเรื่องราวของ สโนว์ไวท์ เป็นแน่แท้ ว่าเป็นเจ้าหญิงรูปงาม ที่โดนกดขี่จาก แม่เลี้ยงใจร้าย จึงทำให้ต้องถูกเนรเทศออกมาจากวังและทำให้การผจญภัยต่างๆของเธอเกิดขึ้น โดยสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ดูโดดเด่นกว่า Mirror Mirror หนังสโนว์ไวท์ที่เพิ่งเข้าฉายไปเมื่อต้นปี นั่นคือการที่ตัวหนังได้ใส่ตัวละครที่ไม่มีใน สโนว์ไวท์ต้นฉบับจริงๆเข้ามาอย่าง พรานป่า เพื่อเพิ่มดีกรีความมันส์ และเพื่อให้ฉากแอ็คชั่นของหนังดูน่าสนใจเพื่อที่จะเรียกคนดูได้มากขึ้นกว่าเดิม

แต่สิ่งที่ผมเห็นว่า Snow White & The Huntsman สามารถทำได้ดีที่สุดมันกลับไม่ใช่ด้านของ ความสนุก ในด้านฉากแอ็คชั่น หรือ ฉากการรบอันยิ่งใหญ่ของหนัง แต่มันกลับกลายเป็นด้านของ โปรดักชั่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การจัดมุมกล้อง , ดนตรีประกอบ และ เสื้อผ้าหน้าผม ทั้งหลาย ที่ผู้กำกับ รูเพิร์ต แซนเดอร์ส สามารถเลือกใช้เข้ามาได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะด้านของ เสื้อผ้า ที่ถือว่าทำออกมาได้ไม่น้อยหน้า Mirror Mirror ที่เพิ่งเข้าฉายไปต้นปีเลยทีเดียว แถมการที่หนังได้เรียกใช้นักแสดงแถวหน้ามากมาย ไม่ว่าจะเป็น ชาร์ลีซ เธอรอน ในบทของ ราชินีแม่เลี้ยงใจร้าย หรือแม้แต่ คริส เฮมส์เวิร์ธ ในบทของ พรานป่า

ก็ต่างเห็นว่าจะเป็นเครื่องช่วยชีวิตตัวสำคัญของหนังทั้งนั้น เพราะเอาเข้าจริงๆสำหรับผม Snow White & The Huntsman มันกลับกลายเป็นหนังซัมเมอร์ฟอร์มยักษ์ ที่ถือว่าทำได้ดีแค่ด้านของ โปรดักชั่น และ การเรียกใช้เสน่ห์นักแสดงเท่านั้นเอง เพราะไม่ว่าจะเป็นด้านของ ฉากแอ็คชั่น และ ความสนุกในฉากการสู้รบ ของเหล่า สโนว์ไวท์ และ กองทัพราชินี ต่างดูแล้วค่อนข้างน่าผิดหวัง เพราะถึงแม้หนังจะมีวิธีการเล่าเรื่องแนวนิทาน ที่ออกมาในอารมณ์รูปแบบค่อนข้างดาร์คมากแค่ไหน แต่บทสรุปในนิทานเรื่องนั่นที่หนังเล่าออกมา มันกลับทำได้ดีแค่ในช่วงแรกเท่านั้น และโดยส่วนตัวผมก็ไม่ใช่คนที่มีอคติต่อหนังชุด The Twilight Saga สักเท่าไหร่ แถมหนำซ้ำยังกลับค่อนข้างชอบ คริสเต็น สต๊วจ ใน ทไวไลท์ อีกด้วย แต่มันกลับไม่ใช่ใน Snow White & The Huntsman

เพราะสิ่งที่ผมเห็นว่าจะเป็นสิ่งที่ฉุดตัวหนังลงไปที่สุดคงหนีไม่พ้นด้านของการแสดงของ คริสเต็น สต๊วจ ที่แลดูน่าผิดหวังยิ่งกว่าทุกครั้ง คงเป็นเพราะการที่ Snow White & The Huntsman ได้มีฉากให้ สโนว์ไวท์ ได้โชว์บทความเป็นดราม่า แอ็คชั่น และ หึกเฮิม มากเสียส่วนใหญ่ และบางครั้งก็อาจจะมากเกินไปด้วยซ้ำสำหรับ คริสเต็น สต๊วจ ผลลัพธุ์ที่ออกมาจึงทำให้ตัวละคร สโนว์ไวท์ ของ คริสเต็น สต๊วจ แทบจะเทียบเสน่ห์ไม่ได้เลยกับ สโนว์ไวท์ เวอร์ชั่น ลิลลี่ คอลลินส์ ใน Mirror Mirror ที่เพิ่งผ่านไป เพราะฉะนั้นสำหรับผม สโนว์ไวท์ และ พรานป่า ในเวอร์ชั่นนี้จึงเป็นได้แค่หนังที่มีดีในช่วงแรก แต่บทแตกหักในช่วงหลัง

โดยสรุปแล้ว Snow White & The Huntsman ถือว่าเป็นหนังฟอร์มยักษ์ประจำซัมเมอร์ปีนี้ ที่ถือว่าทำออกมาดูได้แค่พอเพลินๆ ที่จุดเด่นของหนังอยู่ตรง โปรดักชั่น ประเภท เสื้อผ้าหน้าผม และการดึงเสน่ห์ตัวนักแสดงมาใช้ แต่ในด้านของความสนุกใน ฉากการสู้รบ และ ฉากแอ็คชั่น ยังถือว่าแลดูน่าผิดหวังอยู่

เรื่องนี้ผมให้ 6/10 ครับ

โดย ลูกอบรสเขียด