Moonrise Kingdom : เรียบง่าย แต่แฝงด้วยสไตล์สบายๆของ เวส แอนเดอร์สัน

Home / วิจารณ์หนัง / Moonrise Kingdom : เรียบง่าย แต่แฝงด้วยสไตล์สบายๆของ เวส แอนเดอร์สัน

เป็นหนังที่ตั้งตารออย่างใจจดใจจ่อ ตั้งแต่ที่รู้ว่าเป็นหนังเปิดเทศกาลหนังเมืองคานส์ครั้งล่าสุด กับ Moonrise Kingdom หนังแนวแฟนตาซีกลับหัว ที่ค่าย เอ็ม พิคเจอร์ส ใจดี ซื้อหนังเรื่องนี้ของผู้กำกับ เวส แอนเดอร์สัน มาให้เราชมกันแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เข้าฉายเฉพาะในโรงภาพยนตร์เครือ Apex สยามสแควร์

ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เกิดขึ้นบนเกาะนอกชายฝั่งนิวอิงค์แลนด์ในฤดูร้อนปี 1965 บอกเล่าเรื่องราวของเด็กอายุ 12 ขวบสองคนที่ตกหลุมรักกัน ทั้งคู่แอบทำสัญญาลับด้วยกันและได้หนีตามกันไปอยู่ในป่า ขณะที่เจ้าหน้าที่หลายฝ่ายพยายามตามหาตัวพวกเขา พายุรุนแรงก็พัดเข้าโจมตีชายฝั่ง และทุกอย่างในเกาะที่สงบสุขแห่งนี้ก็เปลี่ยนแปลงไป บรูซ วิลลิสรับบทผู้กองชาร์ป นายอำเภอท้องถิ่น เอ็ดเวิร์ด นอร์ตันรับบท วอร์ด หัวหน้ากลุ่มลูกเสือกากี บิล เมอร์เรย์และฟรานซิส แม็คดอร์มานด์รับบท มิสเตอร์และมิสซิสบิช็อปพ่อแม่ของเด็กผู้หญิง ทีมนักแสดงของเรื่องนี้ยังรวมถึงทิลดา สวินตัน, เจสัน ชวอร์ทซ์แมนและบ็อบ บาลาบัน

Moonrise Kingdom เป็นหนังของผู้กำกับสุดโก๋อย่าง เวส แอนเดอร์สัน จากอนิเมชั่น สต๊อป โมชั่น อย่าง Fantastic Mr.Fox และหนังดราม่า อินดี้ เรื่อง The Darjeeling Limited ที่เพิ่งเป็นหนังเรื่องแรกของ เวส แอนเดอร์สัน ที่ได้หลุดรอดมาฉายในบ้านเรา หลังจากที่เขากำกับหนังมาแล้วถึง 7 เรื่อง (ไม่รวมหนังสั้น) ก็ไม่ได้มีเรื่องไหนที่หลุดรอดเข้ามาฉายบ้านเราได้เลยแม้แต่เรื่องเดียว โดยถ้าหากผมบอกว่า Moonrise Kingdom เป็นหนังที่สร้างมาเพื่อคนดูเฉพาะกลุ่มก็คงไม่แปลก เพราะว่าถ้าหากให้มองในมุมมองของผม Moonrise Kingdom ถือว่าเป็นหนังที่เหมาะกับผู้ชมที่เคยดูหนังของผู้กำกับ เวส แอนเดอร์สัน มาก่อนแล้วอย่างน้อย 3-4 เรื่อง เพื่อให้รู้แนวทางในการนำเสนอสุดโก๋ของผู้กำกับ เพราะถ้าหากคุณไม่เคยดูมาก่อนก็อาจจะอุทานออกมาได้ว่า ‘นี้มันหนังอะไรวะเนี่ย’

เพราะว่าสิ่งที่ยังคงโดดเด่นในหนังของ เวส แอนเดอร์สัน แทบทุกเรื่อง และรวมไปถึง Moonrise Kingdom ด้วย ก็คงหนีไม่พ้นด้านของงานการกำกับ และ แก่นเนื้อหา ที่หนังจะพยายามสื่อสารให้กับคนดู ที่ออกมาในสไตล์แบบ เรียบง่าย , สบายๆ แถมยังออกแนวชิวๆไม่ซีเรียส แต่เนื้อในของหนังนั้นกลับแฝงไปด้วยสาระ และ ปัญหา ให้คิดอยู่เสมอแทบทั้งเรื่อง แต่สิ่งที่ Moonrise Kingdom สามารถทำออกมาได้พิเศษกว่าหนังเรื่องอื่นของ เวส แอนเดอร์สัน ก็คงหนีไม่พ้นการที่ผู้กำกับยังได้ใส่อารมณ์ขันแนวกวนๆปนความเป็นตลกร้าย และความเป็นหนังแนวแฟนตาซีกลับหัวเข้ามา เพื่อให้คนดูเข้าถึงได้ไม่อยากเกินไปอีกด้วย

โดยหลังจากอนิเมชั่นเรื่อง Fantastic Mr.Fox ได้มีเรื่องราวการเสียดสีเกี่ยวครอบครัว และ ความเป็นมนุษย์นิดๆหน่อยๆ สำหรับ Moonrise Kingdom ก็จะเป็นหนังที่ออกมาในแนวเสียดสีเรื่องราวเกี่ยวกับ เด็กใจแตกเพราะสังคม การเลี้ยงดู ผ่านตัวละครเด็กที่ไม่มีใครคบทั้ง 2 คนมาเจอกัน พร้อมทั้งยังผสมไปกับเรื่องราวเกี่ยวกับการที่หนังพยายามจะบอกว่า ไม่ว่าเราจะเรียน หรือว่าฝึกซ้อมมามากแค่ไหน แต่ถ้าหากเราไม่ลองมาเผชิญกับของจริงดู สิ่งที่เราเรียนมาทั้งหมดก็จะไม่เกิดประโยชน์ เฉกเช่นกับการผจญภัยของเด็ก 2 คนนี้ ที่คนนึงเป็นลูกเสือเก่งกาจ ส่วนอีกคนเป็นหญิงสาวรักการผจญภัย ที่เมื่อพวกเขาได้มาลองผจญภัยแบบจริงๆดูก็กลับพบว่า ถึงแม้ว่าเราจะเรียนในตำรามาให้ร้อยปี ร้อยชาติ ก็ยังไม่ได้ความรู้เท่ากับการมาเผชิญกับการที่เราลงมือทำจริงๆเลยสักนิดเดียว

ซึ่งสิ่งที่สามารถทำให้ Moonrise Kingdom โดดเด่นได้ไม่แพ้กันคงหนีไม่พ้นด้านของ เพลงประกอบ ที่เลือกใช้อารมณ์ความเป็นสไตล์ เวส แอนเดอร์สัน ได้อย่างสุดโต่ง พร้อมทั้งนักแสดงรับเชิญมากมายในหนังเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็น เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน ในบทหัวหน้าหมู่ , บรูซ วิลลิส ในบทของ ตำรวจเกาะ , ทิลด้า สวินตัน ในบทของ นักประชาสงเคราะห์ หรือแม้แต่ขาประจำของหนังเวส แอนเดอร์สัน อย่าง บิล เมอร์เร่ ในบทของคุณพ่อที่ไม่เคยสนใจลูกสาว ก็ต่างเป็นอีกเครื่องเทศนึงที่สามารถปรุงแต่งรสให้ Moonrise Kingdom ออกมากลายเป็นอาหารธรรมดาๆจานนึง ที่แฝงไปด้วยความอร่อยอย่างน่าเหลือเชื่อเลยก็ว่าได้

และโดยสรุปแล้วสำหรับผม Moonrise Kingdom จึงกลายเป็นหนังแนวแฟนตาซีกลับหัวของผู้กำกับ เวส แอนเดอร์สัน ที่ถือว่าทำออกมาได้ดีตามมาตรฐานของผกก.ด้วยการเล่าเรื่องแบบสบายๆ แต่แฝงไปด้วยประเด็นมากมายให้ขบคิด แต่ถ้าหากใครที่ไม่เคยดูหนังของผู้กำกับคนนี้มาก่อน ความชอบอาจจะลดลงก็ได้

เรื่องนี้ผมให้ 10/10 ครับ

โดย ลูกอบรสเขียด