LOL ? เรื่องวุ่นๆ ของวัยรุ่นติดแชท

Home / วิจารณ์หนัง / LOL ? เรื่องวุ่นๆ ของวัยรุ่นติดแชท

?วัยรุ่น? เป็นช่วงที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง เชื่อมั่นในทุกสิ่งที่ทำ คิดว่าเราโตพอที่จะจัดการเรื่องราวทุกอย่างในชีวิตตามที่เราเห็นสมควร แต่ในสายตาของผู้เป็นพ่อแม่มักไม่คิดเช่นนั้น ยังมองว่าวัยรุ่นก็เป็นแค่เด็กกะโปโล อ่อนประสบการณ์ ทำอะไรตามอารมณ์มากกว่าใช้หัวสมอง และยังต้องได้รับการชี้แนะจากพ่อแม่ผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อน แถมยังมั่นใจว่าเราถูกต้องไปเสียทุกเรื่อง นั่นจึงนำมาซึ่งคำถามมากมายที่น่ารำคาญและรู้สึกถึงการตีกรอบในสายตาของวัย รุ่น และยิ่งในยุค Social Network ด้วยแล้ว ไม่แปลกที่จะเกิดปัญหาช่องว่างระหว่างวัยขึ้นมา ซึ่งนั่นเป็นประเด็นที่หนังเจาะตลาดวัยรุ่นชื่อเรื่องเก๋อย่าง LOL หยิบยกขึ้นมานำเสนอ!

LOL เป็นภาพยนตร์รีเมคจากหนังฝรั่งเศสที่ชื่อ LOL (Laughing Out Loud) ซึ่งออกฉายเมื่อปี 2008 ที่นำแสดงโดย โซฟี มาร์โซ?(Sophie Marceau) ที่เคยรับบท อีเลคตร้า คิง ใน James Bone 007: The World Is Not Enough (1999) และ LOL ฉบับ 2012 หรือฉบับฮอลลีวู๊ด ก็กำกับและเขียนบทโดย ลิซ่า อซูรอส (Lisa Azuelos) ซึ่งเป็นผู้กำกับฉบับฝรั่งเศสเช่นเดียวกัน

LOL เล่าเรื่องราวของโลล่า (ไมลี่ย์ ไซรัส) สาวมหาวิทยาลัยทั่วไปที่มีความรักและต้องการใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ โลล่าต้องอกหักเมื่อคนรักของเธอนอกใจแต่ยังดีที่ได้ ไคล์ (ดักลาส บูธ) เพื่อนสนิทของเธอคอยอยู่เคียงข้าง ด้วยยุคสมัยของโลกสังคมออนไลน์ที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน การพูดคุยกันระหว่างโลล่าและแอน (เดมี่ มัวร์) ผู้เป็นแม่ลดน้อยลง แต่แอนก็เป็นห่วงโลล่าและคอยถามไถ่ความเป็นไปอยู่เสมอราวกับจะจับผิดจน กระทั่งเกิดความบาดหมางระหว่างแม่และลูกขึ้น เมื่อแอนได้เจอบันทึกส่วนตัวของโลล่าที่ทำให้เธอไม่สบายใจกับสิ่งที่โลล่า กำลังทำอยู่!

LOL ก็คล้ายกับหนังรักวัยรุ่นทั่วไปที่ตัวเดินเรื่อง เป็นผู้หญิง แต่หนังก็เข้ายุคเข้าสมัยดี กับปัจจุบันที่ Social Network เข้ามาบทบาทกับชีวิตของคนยุคนี้จนแทบจะเรียกว่าขาดไม่ได้กันเลยทีเดียว ซึ่งสะท้อนออกมาผ่านการพูดคุยกันของโลล่าและกลุ่มเพื่อน ที่ไม่ใช้การพูดคุยผ่านโทรศัพท์มือถือหรือโทรศัพท์บ้าน แต่ใช้โปรแกรมแชทบนโลกอินเทอร์เน็ตในการสื่อสารเรื่องราวต่างๆ ถึงแม้หนังจะเล่นกับประเด็นเหล่านี้แต่ก็ไม่เต็มที่นัก สุดท้ายเลยกลายเป็นแค่การเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารของตัวละครในเรื่องเท่า นั้น

เรื่องราววนเวียนอยู่กับปัญหาวัยรุ่นทั้งเรื่องการเรียน เพื่อนฝูง และความรัก โดยเรื่องนี้จะเน้นไปที่ความรักในสไตล์อเมริกันซะมากกว่า ที่มีประเด็นเรื่องเซ็กซ์เข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ค่อนข้างมาก และก็เป็นที่มาของมุขตลกหลายๆ ช่วง หนังตรงไปตรงมาในการนำเสนอเรื่องเซ็กซ์ในวัยเรียนโดยไม่ชี้ชัดไปว่าสนับสนุน หรือปฏิเสธ แต่หนังพอจะบอกเรากลายๆ ว่าเรื่องเซ็กซ์ในวัยเรียนเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ถ้าโตพอรู้จักคิดที่จะรับผิดชอบและรู้จักการป้องกัน ซึ่งมุมมองนี้แตกต่างจากสังคมไทยของเรา!

ในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว เรื่องช่องว่างระหว่างวัยของแอนและโลล่า และเรื่องไคล์คนรักของโลล่ากับพ่อ ที่ไม่เห็นด้วยกับการที่ไคล์เล่นดนตรี เป็น 2 ประเด็นใหญ่ของเรื่อง ที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างแม่ลูกสาวและพ่อกับลูกชาย ที่สามารถนำเสนอถึงแนวคิดที่ไม่ตรงกันของคนสองช่วงวัย ความต้องการที่แตกต่างระหว่างลูกและผู้เป็นพ่อแม่ เมื่อถึงฉากเหล่านี้ ผู้กำกับ ลิซ่า อซูรอส เลือกที่จะบอกเล่าออกมาในโทนจริงจัง แต่กลับไม่มีพลังพอที่จะสามารถสร้างผลกระทบต่อผู้ชมได้ รายละเอียดในประเด็นเหล่านี้ถูกนำเสนอเพียงผิวเผิน ในระดับแค่พอที่จะให้ผู้ชมมีอะไรให้ยึดถือเพื่อตามเรื่องราวเท่านั้น ที่สุดท้ายปัญหาทุกอย่างก็คลี่คลายลงอย่างง่ายดาย โดยเราไม่ได้รับบทเรียนอะไรจากปัญหาที่ตัวละครต้องเผชิญ!

แม้กระนั้นเราก็ยังพอจะจับใจความของสาร ที่หนังต้องการสื่อเกี่ยวกับห่วงใยที่พ่อแม่มีต่อลูก ไม่ว่าลูกจะโตแค่ไหน คนเป็นพ่อแม่ก็ยังเป็นห่วงเป็นใยลูกเสมอ ประโยคคล้ายๆ กันนี้เราทุกคนต่างคงเคยได้ยินกันมา และมันแทบจะเป็นประโยคสัจธรรม เมื่อพ่อแม่ส่วนใหญ่มักเจริญรอยตามประโยคนี้แทบทั้งนั้น โดยหลงลืมไปว่า บางครั้งคนเราก็ควรที่จะมีประสบการณ์ด้วยตัวของตัวเอง มากกว่ามีประสบการณ์จากการได้ยินได้ฟังเพียงคำกล่าวจากคนอื่น จึงไม่แปลกที่เรื่องราวต่างๆ ที่ตัวละครในเรื่องเจอในบางช่วงบางตอนอาจจะไปตรงกับชีวิตจริงของใครบางคน!

ซึ่งจุดนี้คือสิ่งที่ LOL เริ่มต้นไว้ดีแต่ทำได้ไม่ถึง หาไม่แล้วฉากที่แอนได้แชทคุยกับลูกในช่วงท้าย ซึ่งเป็นฉากที่น่าเสียดายที่สุดในเรื่อง เพราะมันเป็นฉากที่เป็นคำตอบของคำถามทุกอย่าง เมื่อมันเป็นตัวแทนบอกให้เรารู้ว่าสุดท้ายแล้วไม่ว่ายังไงคนเป็นแม่ก็พยายาม ที่จะเข้าใจลูกเสมอ (โดยการยอมเข้ามาในสังคมที่ลูกอยู่) ซึ่งหากหนังให้รายละเอียดของความขัดแย้งทางแนวคิดและความสัมพันธ์ของสองแม่ ลูกได้ชัดเจนกว่านี้ รวมถึงให้ทางออกกับเรื่องที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ ฉากนี้จะเป็นฉากที่ทรงพลังและประทับใจมากๆ ฉากหนึ่งเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามในส่วนของนักแสดงก็ถือว่าต่างทำหน้าที่ได้ดี พอจะอุ้มหนังที่เนื้อเรื่องล่องลอยเอาไว้ได้ เคมีของนักแสดงนำทั้ง ไมลี่ย์ ไซรัส และ เดมี่ มัวร์ ที่แสดงเป็นแม่ลูกได้เข้ากันกว่าที่คิด และเสน่ห์ของทั้งสองทำให้เราตามเรื่องราวไปได้จนจบ?ส่วน ดักลาส บูธ, แอชลี่ย์ กรีน ก็ถือว่าสอบผ่านในเรื่องความหล่อสวย แต่กับคู่ของ แอชลี่ย์ ฮินส์ชอว์ และ อดัม จี. เซวานี่ ที่เราจะุคุ้นหน้าจากหนัง Step Up? ถือว่าเป็นคู่ขโมยซีนของเรื่องนี้ ที่ำมีความน่ารักกว่าคู่พระนางเสียด้วยซ้ำ!

แม้ว่าประเด็นที่หยิบจับเรื่องช่องว่างระหว่างวัยและการนำเรื่องราวของยุค Social Network มาเชื่อมโยงจะทำได้น่าสนใจ แต่? LOL ก็ยังทำได้ไม่ดีพอ สุดท้ายตัวหนังเองจึงเป็นได้แค่หนังตามสูตรอีกเรื่อง ที่พอจะเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้บ้าง ที่มาพร้อมมุขตลกที่หนังค่อนข้างเป็นมุขปะติดไม่แนบเนียนในการนำเสนอและไม่ ส่งผลต่อเรื่องราว จึงทำแต่ละมุขขำบ้างแป๊กบ้างสลับกันไป

ถ้าหากถามว่าในเรื่อง LOL มีอะไรที่จดจำได้ก็คงต้องตอบว่า เป็นเพลงประกอบหนังหลากหลายเพลงที่ใส่เข้ามาได้อย่างลงตัว ทำให้จังหวะของหนังดำเนินไปได้อย่างไหลลื่น โดยเฉพาะเพลง ?Heart On Fire? หรืออีกชื่อหนึ่งว่า ?I?ve Been Crazy For You All This Time? ที่ไคล์คนรักของโลล่าร้องในงานประกวดวงดนตรีนั้นช่างติดหูดีเหลือเกิน!

LOL ผมให้ 2 ดาว (เต็ม 5 ดาว)

โดย Charthree
http://charthree.wordpress.com