Margin Call ? อยากอยู่รอด ใจต้องเหี้ยม

Home / วิจารณ์หนัง / Margin Call ? อยากอยู่รอด ใจต้องเหี้ยม

คุณจะทำอย่างไร! หากการตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิตของคุณมีทางเลือกให้ 2 ทาง ทางหนึ่งจะทำให้องค์กรที่คุณอยู่รอดพ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยได้รับโบนัสตอบแทนจำนวนมหาศาลเป็นรางวัลหากทำได้สำเร็จ แต่มันจะทำให้คนจำนวนมากพบเจอกับความหายนะครั้งใหญ่จากการตัดสินใจของคุณ อีกทางหนึ่งอาจะทำองค์กรที่มีอายุนับแต่ก่อตั้งมากกว่าร้อยปีซึ่งคุณรับใช้ องค์กรนี้มาหลายสิบปี ทั้งยังเป็นผู้ให้คุณมีทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตคุณ และนั่นหมายความหากองค์กรล้มคุณคือผู้ได้รับผลกระทบเต็มๆ แต่นั่นคือสิ่งที่ถูกต้องและยุติธรรมต่อทุกฝ่าย เป็นคุณจะเลือกทางไหน? นี่คือเรื่องราวในหนัง Margin Call ภาพยนตร์ประเด็นหนัก ที่ได้เข้าชิงออสก้าสาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปี 2012 มาแล้ว

เมื่อเค้าลางแห่งความไม่แน่นอนปรากฎขึ้น การปรับโครงการองค์กรเพื่อลดจำนวนพนักงานจึงเป็นเรื่องปกติ เช่นเดียวกับ อีริค เดล (สแตนลี่ย์ ทูซซี่) ที่ถูกปลดออกจากตำแหน่งแผนกบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงินแห่งหนึ่งใน Wall Street ซึ่งขณะนั้นเขากำลังทำงานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งค้างไว้ซึ่งงานนี้ได้ส่งมอบต่อ ให้กับ ปีเตอร์ ซัลลิแวน (แซคชารี่ ควินโต้) และก็เป็นปีเตอร์ที่สานต่องานชิ้นนี้จนสำเร็จ และพบว่าธุรกิจขององค์กรกำลังเดินเข้าสู่หายนะที่เกินกว่าจะรับมือได้! และผลจากการประชุมของคณะผู้บริหาร CEO จอห์น ทัลด์ (เจเรมี่ ไออ่อนส์) กับหัวหน้ากลุ่มธุรกิจ จาเร็ด โคเฮน (ไซม่อน เบเกอร์) และหัวหน้าฝ่ายควบคุมความเสี่ยง ซาราห์ โรเบิร์ตสัน (เดมี่ มัวร์) ได้ตัดสินใจให้ แซม โรเจอร์ส (เควิน สเปซี่ย์) หัวหน้าฝ่ายค้าหลักทรัพย์ ขายหลักทรัพย์ขององค์ทั้งหมดภายในวันซื้อขายวันเดียว เพื่อให้องค์กรพ้นวิกฤติ แต่นั่นเป็นการกระทำอันเลวร้าย ซึ่งหากแซมทำสำเร็จจะมีคนจำนวนมหาศาลที่ต้องรับเคราะห์จากวิกฤษเศรษฐกิจใน ครั้งนี้! ทั้งหมดคือเรื่องราวคร่าวๆ ของ Margin Call ผลงานจากการกำกับและเขียนบทของ เจ. ซี. ชานดอร์ (J. C. Chandor)

บทภาพยนตร์ได้รับแรงบันดาลใจจาก วิกฤติทางการเงินของอเมริกาเมื่อปี 2007-2008 ที่ขยายตัวจนลุกลามเป็นวิกฤติซับไพรม์ (Subprime mortgage crisis) หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในนามของวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger Crisis) และหากใครติดตามข่าวเศรษฐกิจโลก ก็คงจะทราบว่าวิกฤติการทางการเงินนี้ก็ยังคงส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึงปี 2012 เริ่มต้นจากการที่ราคาอสังหาริมทรัพย์ในอเมริกาพุ่งสูงขึ้น สถาบันการเงินได้คิดค้น ?นวัตกรรมทางการเงิน? เพื่อหาประโยชน์จากราคาที่สูงขึ้นโดยมีพื้นฐานของความโลภที่ต้องการผลตอบแทน ที่สูงยิ่งขึ้นไปอีก?

จนสุดท้ายราคาอสังหาริมทรัพย์ก็ขึ้นมาจนถึงจุดอิ่มตัว เมื่อประกอบเข้ากับเศรษฐกิจอเมริกาที่ชะลอตัวลง ราคาที่ดินที่เคยสูงก็ลดต่ำลง หนี้สินที่เกิดจากการปล่อยกู้ที่สูงเกินกว่าความเป็นจริง ทำให้สถาบันการเงินมีปัญหาเรื่องสภาพคล่องและหนี้เสีย จนสุดท้ายก็ปัญหาก็ได้ลุกลามกลายวิกฤติของสถาบันการเงิน!! การนำเรื่องราวเบื้องลึกเบ้องหลังของสถาบันการเงินนับว่าเป็นสิ่งท้าทายมาก เพราะนอกจากต้องเล่าเรื่องที่มีความซับซ้อน ยากแก่การทำความเข้าใจ ยังถึงต้องเสี่ยงกับบทสนทนาที่เต็มไปด้วยความน่าเบื่อ แต่ต้องยอมรับว่าผู้กำกับ เจ. ซี. ชานดอร์ ทำออกมาได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว!

Margin Call นำเสนอเนื้อหาและประเด็นต่างๆ ได้อย่างชาญฉลาดและแนบเนียนทำเรื่องราวที่ยากให้กลายเป็นเรื่องง่าย โดยการสร้างตัวละครที่เสมือนเป็นตัวแทนผู้ชมที่ไม่ค่อยรู้เรื่องคำศัพท์ทาง เทคนิคและเรื่องราวของการเงินการลงทุนมาเป็นตัวกระตุ้นให้ตัวละครในเรื่อง เลือกใช้การเล่าเรื่องด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายพร้อมยกตัวอย่างเป็นประกอบและ เปรียบเทียบได้ดี ซึ่งถ้าหากพยายามตั้งใจติดตามเรื่องราวสักนิดก็จะทำให้เข้าใจสถานการณ์ของ เรื่องและสนุกไปกับหนังได้มากขึ้น หนังมาในโทนจริงจังเคร่งเครียดที่แทบจะไม่ได้ยินดนตรีประกอบของหนัง ทำให้หนังในภาพรวมดูจริงมากยิ่งขึ้นไปอีก

หนังเล่าเรื่องราวเป็นเส้นตรง แถมไม่ค่อยมีลูกเล่นในการนำเสนอสักเท่าไหร่ ทำให้ความเพลิดเพลินที่ควรจะได้รับจากการชมลดลงไปบ้าง และที่ร้ายคือ หน้าหนังมันหลอกคนดู เนื่องจากหน้าหนังทำให้เผลอคิดไปว่าเป็นเรื่องราวการลงทุน เชือดเชือนทางกลยุทธ์ที่น่าสนุกตื่นเต้น แต่เมื่อได้ชมกลับพบว่าเรื่องราวของการเงินการลงทุนมันเป็นประเด็นรอง เพราะประเด็นหลักของหนังคือการบอกเล่าถึง ?ความโลภ? ของคนในยุคสมัยนี้ที่ ใครบางคนเห็นเงินเป็นพระเจ้า! โดยนำเรื่องราวของวิกฤตทางการทางเศรษฐกิจมาใช้ ซึ่งเป็นสิ่งทีชัดเจนที่สุดในการตัวสะท้อนธาตุแท้ของคน

แต่ถึงอย่างนั้น Margin Call ก็ยังเป็นหนังที่ย่อยยากอยู่ดี ทั้งนี้คงต้องยกความดีให้กับทีมนักแสดงชั้นยอดที่เข้ามาช่วยให้หนังน่า ติดตามมากขึ้น เพราะหากบทสนทนาอันยืดยาวและเต็มไปด้วยรายละเอียด ไม่ได้รับการถ่ายทอดจากการแสดงที่สมจริงและมีพลังสะกดคนดูที่มากพอ ก็อาจส่งผลให้ความน่าเชื่อถือในหนังลดลง โดยเฉพาะการแสดงของ เควิน สเปซีย์ ในบทแซม สแตนลี่ย์ ทูซซี่ ในบทอีริค เดล และ เจเรมี่ ไออ่อนส์ ผู้บริหาร CEO จอห์น ทัลด์ ที่ทำได้ถึงและทำให้เราเฝ้าติดตามการกระทำของตัวละคร ซึ่งนักแสดงทั้งสามคือผู้ที่ได้รับบทบาทที่เต็มไปด้วยรายละเอียดที่แสดงให้ เห็นถึงด้านมืดของคนว่าเลือดเย็นแค่ไหน!

อย่างไรก็ตาม หนังเผยให้เห็นถึงสัจธรรมของการทำธุรกิจ ว่าสุดท้ายแล้วเป้าหมายสูงสุดของการทำธุรกิจก็คือ ?กำไร? ที่พร้อมจะทำทุกอย่างโดยไม่คำนึงถึงจรรยาบรรณหรือธรรมาภิบาล หากว่าการกระทำนั้นจะทำให้ตัวเองอยู่รอด ซึ่งหากมองในมุมของผลประโยชน์ขององค์กร ผลประโยชน์ส่วนตัว และผลกระทบที่อาจจะตามมาหากไม่ทำ ก็พอจะเข้าใจและยอมรับได้ แต่นั่นควรจะเป็นวิธีการที่ถูกที่ควรหาและตรงไปตรงมา ไม่ใช่วิธีการอันโหดเหี้ยมโดยการโยนหายนะที่ตัวเองสร้างขึ้นไปให้คนอื่นรับ เคราะห์

บทสรุปของ Margin Call ถือว่าค่อนข้างน่าหดหู่และสิ้นหวัง เพราะสุดท้ายทุกคนก็ย่อมรักชีวิตของตัวเอง! ต่อให้จะรู้ว่าสิ่งที่เราทำลงไปนั้นจะทำให้คนอื่นเดือดร้อนมากมายแค่ไหน ถ้าหากสุดท้ายแล้วเรายังได้รับผลประโยชน์ เราก็พร้อมจะทำมัน เหมือนดั่งการกระทำของตัวละครในเรื่อง หรือ หนังกำลังจะบอกเราว่า หากอยากจะอยู่รอดในโลกของการแข่งขันจิตใจต้องเหี้ยม!

Margin Call ผมให้ 4 ดาว (เต็ม 5 ดาว)

โดย Charthree
http://charthree.wordpress.com