Abraham Lincoln : Vampire Hunter : ลินคอร์น นักล่าแวมไพร์ เก๋าจามขวาน

Home / วิจารณ์หนัง / Abraham Lincoln : Vampire Hunter : ลินคอร์น นักล่าแวมไพร์ เก๋าจามขวาน

เป็นหนังเรื่องใหม่ของผู้กำกับจากหนังสุดโปรดของผมเลยก็ได้ กับการกลับมาของการทำหนังแนวแอ็คชั่นอีกครั้งของผู้กำกับ ทิเมอร์ เบ็กแมมบีทอฟ จากหนังแอ็คชั่นสุดระห่ำอย่าง Wanted ที่ตอนนั้นได้ดารามาร่วมกันมากหน้าหลากตา เพราะฉะนั้นหนังเรื่องใหม่ของเขาจึงขอลดจำนวนดาราลงจนเหลือไม่กี่คน

ภาพยนตร์จะเริ่มเรื่องตั้งแต่เมื่อ ลินคอล์น อายุได้เพียง 11 ปี เมื่อเขาได้รับทราบถึงการมีอยู่ของเผ่าพันธุ์แวมไพร์จาก โธมัส ลินคอล์น ผู้เป็นบิดาที่เล่าถึงประวัติศาสตร์ของตระกูลซึ่งเกี่ยวข้องกับ เผ่าพันธุ์กระหายเลือดนี้ เมื่อผู้ปู่ของเขา (ชื่อว่า อับราฮัม ลินคอล์น เช่นเดียวกัน) ถูกแวมไพร์สังหารเมื่อปี 1786 ขณะที่มารดาของเขา แนนซี แฮคส์ ลินคอล์น ก็ตกเป็นเหยื่อของพวกมันเช่นเดียวกัน จน ลินคอล์น ได้สาบานว่าเขาจะไล่ล่า แวมไพร์ เพื่อแก้แค้นแทนมารดา และทำลายแผนการจับคนมาเป็นอาหารของพวกมันให้จนได้ โดยเขาได้บันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ไว้ในไดอารี่ส่วนตัวที่ไม่เคยเปิดเผย ในระบบ 3D และในระบบปกติ

Abraham Lincoln : Vampire Hunter กำกับการแสดงโดย ทิเมอร์ เบ็กแมมบีทอฟ ผู้กำกับจากหนังแอ็คชั่นที่เคยสร้างชื่อเสียงให้เขามาแล้วในปี 2008 กับ Wanted และหลังจากที่หายจากการเป็นผู้กำกับไปเสียนาน โดยหันไปหนุนหลังเป็น โปรดิวเซอร์ ให้กับหนังดังๆมากมายไม่ว่าจะเป็น The Darkest Hour , Black Lighting หรือแม้แต่อนิเมชั่นอย่าง 9 โดยเห็นได้ชัดเลยว่าหนังส่วนมากจะเป็นหนังแนวที่บ้านเกิดของเขาอย่าง รัซเซีย เสียมากกว่าจะเป็นหนังของฮอลลีวู้ด แต่ที่น่าเสียดายไปกว่านั่นคือหนังส่วนมากที่เขาเป็นโปรดิวเซอร์ให้ ตัวหนังออกมามักจะโดนนักวิจารณ์สับเละอย่างเช่น The Darkest Hour เป็นต้น เพราะฉะนั้นในปีนี่เขาจึงอยู่เฉยไม่ได้และจึงลงมากำกับหนังเองอีกครั้ง กับหนังที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายขายดีในชื่อเดียวกันของ เซ็ธ กราแฮมม์ สมิธ นั่นเอง

ซึ่งโดยส่วนตัวผมยังอ่านตัวนวนิยายไม่จบ และไม่ได้ดูหนังเรื่องนี่ในระบบ 3D เพราะกระแสอันเงียบกริบ เพราะฉะนั้นบทวิจารณ์จึงไม่สามารถนำเอาตัวหนังไปเปรียบเทียบกับนวนิยายได้ และไม่สามารถบอกถึงความตื่นเต้นของระบบ 3D ได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม 2 สิ่งที่ผมยังถือว่า Abraham Lincoln : Vampire Hunter ยังสามารถทำออกมาได้ไม่เสียชื่อผู้กำกับ อย่างแรกคงหนีไม่พ้นจุดขายของหนังอย่าง ฉากแอ็คชั่น ที่โดยรวมตัวฉากแอ็คชั่น กับ เนื้อเรื่องของหนัง อาจจะไม่ได้กลมกลืนกัน หรือว่าราบเรียบ โฉบฉาบแบบงามๆเหมือน Wanted แต่เมื่อถึงฉากแอ็คชั่นเน้นมันส์ของหนัง Abraham Lincoln : Vampire Hunter

ลีลาการกำกับฉากแอ็คชั่นของผู้กำกับก็ยังถือว่าพอไปวัดไปวาได้อยู่ โดยเฉพาะฉากที่พีคที่สุดคงหนีไม่พ้นฉากการต่อสู้บนหลังม้า ซึ่งอย่างที่ 2 ที่ผมอยากจะขอชมคือ ถึงแม้ผมได้ดูเรื่องนี่ในระบบธรรมดา แต่ผมกลับรู้สึกถึงมิติของภาพ 3D มากพอสมควร เพราะฉะนั้นผมจึงไม่แน่ใจว่าถ้าหากใครที่ไปดูในระบบ 3D ก็อาจจะได้ความสนุก และ ความน่าตื่นตามากขึ้นกว่าในระบบปกติรึปล่าว แต่อย่างไรก็ตาม นั่นก็เป็นเพียง 2 สิ่งที่สามารถชูหน้าชูตาโรงให้อยู่ได้ เพราะถ้าหากให้พูดกันตามเนื้อผ้าจริงๆสำหรับหนัง ลินคอร์นล่าแวมไพร์ มันกลับกลายเป็นหนังที่ดูแล้วรู้สึกว่ามีวัตถุดิบๆดีอยู่ในมือมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของการก่อนมาเป็น นักล่าแวมไพร์ ของ ลินคอร์น ที่ยังสามารถโม้ได้เยอะ , การที่ลินคอร์นหันมาสนใจเรื่องการเมือง และการเลิกทาสที่น่าจะปลุกกำลังใจได้มากกว่านี่

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดูเหมือนกับว่าจะช่วยให้ Abraham Lincoln : Vampire Hunter ดูสนุกได้คงหนีไม่พ้นด้านของ ฉากแอ็คชั่น และ ระบบ 3D เพราะนอกจากนั่นไม่ว่าจะเป็นด้านการเล่าเรื่อง และ วิธีการปรุงตัวบท ของผู้กำกับก็ดูเหมือนจะผิดฟอร์มไปสักนิด

เรื่องนี้ผมให้ 7/10 ครับ

โดย ลูกอบรสเขียด