Cosmopolis : เทพบุตรสยบเมืองคลั่ง กับเหล่าสังคมทุนนิยมอันเสื่อมทราม

Home / วิจารณ์หนัง / Cosmopolis : เทพบุตรสยบเมืองคลั่ง กับเหล่าสังคมทุนนิยมอันเสื่อมทราม

เป็นหนังเรื่องใหม่ของผู้กำกับคุณภาพอีกคนอย่าง เดวิด โครเนนเบิร์ก ที่มาคราวนี้แท็คทีมพร้อมกับนักแสดงสุดฮ๊อตอย่าง โรเบิร์ท แพตตินสัน พร้อมด้วย พอล เกียร์แมตติ มาร่วมกันในหนังแนวดราม่า ทริลเลอร์ ปนกลิ่นของความเป็นไซไฟบ้านๆที่ดัดแปลงมาจากนิยายแนวปรัญชาในชื่อเดียวกันกับ คอสโมโพลิส

Cosmopolis เป็นเรื่องราวของ เอริค แพ็คเกอร์ (โรเบิร์ต แพททินสัน) เศรษฐีหนุ่มวัย 28 ที่ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอุดมคติของตัวเอง ที่เดินทางด้วยลิมูซีนส่วนตัวข้ามเมืองแมนฮัตตัน เพื่อไปตัดผมที่ร้านเก่าแก่ซึ่งพ่อของเขาเคยใช้บริการ แต่ในระหว่างการเดินทางข้ามเมือง สายตาของเขาจับจ้องไปที่กร๊าฟค่าเงินต่างประเทศ ที่พุ่งสวนทางกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทุ่มเทลงไป เอริค กำลังสูญเสียอาณาจักรของเขาในแต่ละวินาทีที่ผ่านเลยไป ขณะเดียวกันการก่อจลาจลก็เกิดขึ้นบนท้องถนน อันตรายจากโลกแห่งความเป็นจริงรุนแรงไม่ต่างจากข้อมูลบนจอคอมพิวเตอร์ เอริค กำลังเข้าตาจน ความวิตกจริตถูกสั่งสมขึ้นมากเรื่อยๆไป

Cosmopolis กำกับการแสดงโดยผู้กำกับยอดฝีมืออย่าง เดวิด โครเนนเบิร์ก ที่เคยฝากลีลาผลงานสยองขวัญในอดีตอย่าง The Fly ไอ้แมลงวัน และหนังดราม่าสุดระทึกมากมายที่ทำให้ชื่อของเขามาอยู่แถวหน้าของผู้กำกับคุณภาพอีกคนในฮอลลีวู้ด ไม่ว่าจะเป็น A History of Violence และ Eastern Promises หรือแม้แต่หนังที่เพิ่งเข้าฉายบ้านเราไปเมื่อต้นปีอย่าง A Dangerous Method ด้วยเช่นเดียวกัน โดยในหนังเรื่องใหม่นี่ ผู้กำกับได้เลือกที่จะดัดแปลงจากนิยายแนวดราม่า ระทึกขวัญ ปนกลิ่นไซไฟในชื่อเดียวกันของ ดอน เดอลิลโล ซึ่งสิ่งที่แปลกอย่างเดียวของหนังเรื่องนี่คือ การที่ผู้กำกับ เดวิด โครเนนเบิร์ก ไม่ได้เชิญดาราคู่บูญอย่าง วิคโก้ มอร์เทนเซ่น มาร่วมจอด้วย แต่กลับทนแทนด้วยการดึง โรเบิร์ต แพทตินสัน มาสลัดคราบแวมไพร์พร้อมรับบทหนักๆอีกครั้ง

ก่อนอื่นผมต้องขอเตือนก่อนเลยว่าใครที่ไม่ชอบหนังแนวดราม่าคุยหนักๆ เน้นแต่บทสนทนา ที่มาพร้อมกับการตัดต่อที่อารมณ์ไม่ต่อเนื่องกัน ควรหลีกเลี่ยง Cosmopolis เป็นอย่างยิ่ง เพราะตัวหนังมาพร้อมกับบทสนทนาที่พูดให้คิดตามตลอดเรื่อง พร้อมทั้งยังมีการตัดต่อแนวที่ถ้าหากคุณเผลอไปเพียงเสี้ยววินาทีก็อาจจะไม่รู้เลยว่าตัวละครกำลังพูดเรื่องอะไรกันอยู่ และใครที่หวังจะเข้าไปดูแต่หน้าหล่อๆของ โรเบิร์ต แพทตินสัน ก็อาจจะต้องคิดใหม่เพราะคุณอาจจะอยู่ดูหน้าของหนุ่ม แพทตินสัน ได้ไม่ถึงครึ่งเรื่องก็เป็นได้ เพราะสไตล์การเล่าเรื่องของ Cosmopolis ออกมาในแบบฉบับที่ให้ตัวละครออกมาบ่นๆถึงสังคมแล้วก็ไป

โดยถ้าหากใครนึกไม่ออกว่ามันเป็นอย่างไร อธิบายๆง่ายคือการเล่าเรื่องของ Cosmopolis มันเหมือนกับเป็นหนังที่ตัดฉากนึงมาใส่อีกฉากนึง ที่ในแต่ละฉากที่หนังตัดๆใส่ๆรวมๆกันก็จะมีการเสียดสีประเด็นสังคมมากมาย และนั่นดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ดี และโกยคะแนนจากผมได้มากที่สุด เพราะใน Cosmopolis ถือว่าเป็นหนังที่เสียดสีสังคมทุกชนชั้นมากมาย ออกมาได้อย่างเจ็บแสบ และตรงเอามากๆ ไม่ว่าจะเป็นการที่หนังบอกถึง การลุกขึ้นสู้ของคนที่ไม่มีบทบาทในสังคม , การที่เราเห็นสังคมคนรวยเป็นสังคมที่มีแต่ความสุภาพ อ่อนน้อม ทั้งที่จริงแล้วมันไม่ใช่อย่างที่เห็น , เรื่องราวความโลภในกาม โลภในเงิน ที่แท้จริงแล้วของเหล่านี้จะพาไปสู่จุดสิ้นสุดของชีวิต หรือแม้แต่การที่หนังพูดถึงเรื่องของความเลวร้ายในโลกของระบบทุนนิยมผ่านตัวละครมากหน้าหลากตามากมาย

ซึ่งถ้าหากเรามองดูผิวเผิน การที่หนังเล่นเสียดสีประเด็นเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นข้อดีไปซะทุกอย่าง แต่หารู้ไม่ว่าที่จริงแล้วมันกลับกลายเป็น ดาบสองคม ที่ท้ายสุดมันกลับไปฆ่าตัวหนังเอง เพราะการที่หนังใส่ประเด็นเสียดสีมาร้อยยี่สิบเอ็ด เจ็ดย่านน้ำ กันขนาดนี้ จึงทำให้ประเด็นที่หนังใส่มาดูแล้วไม่สุดสักทาง และคล้ายกับกลายเป็นว่าให้ตัวละครตัวนึงมาบ่นถึงปัญหาเน่าๆที่สังคมไม่สามารถแก้หายแล้วก็จากไป โดยไม่ได้มีเปิดประเด็นให้คนดูกลับไปคิดต่อ แถมหนังยังดันเริ่มการเสียดสีประเด็นใหม่ในทันที แต่ไม่รู้อะไรยังไงเหมือนกัน เพราะดูเหมือนประเด็นที่หนังหยิบมาพูดเล็กๆน้อยๆตลอดเรื่องมันกลับมีบางอย่างที่ไปสะกิดใจผมและทำให้ผมพูดกับตัวเองไปตลอดเรื่องเลยว่า ‘เออจริงหวะ’ พร้อมทั้งการแสดงของ โรเบิร์ต แพทตินสัน ที่อาจจะไม่แปลกใหม่และมาในสไตล์เดียวกับ Bel Ami

แต่แค่หนุ่ม โรเบิร์ต แพทตินสัน กล้ามารับเล่นบทแรงๆเพื่อสลัดคราบความติ๋มที่เคยทำให้ผู้ชมเหล่าชายรังเกียจไปก็ถือว่าโอเคในระดับหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่า Cosmopolis เป็นหนังที่ตัดสินไม่ได้ว่าคนที่ได้อ่านบทความของผมไปจะชอบหรือไม่ แต่โดยส่วนตัวผมกลับค่อนข้างรู้สึกโอเคกว่าที่คิดไว้ครับ

เรื่องนี้ผมให้ 8/10 ครับ

โดย ลูกอบรสเขียด