The Prodigies 3D : พลังจิตพิฆาตโลกหรือตัวเอง

Home / วิจารณ์หนัง / The Prodigies 3D : พลังจิตพิฆาตโลกหรือตัวเอง

เป็นอนิเมชั่นตัวละครออกมาแบบเหลี่ยมๆจาก ฝรั่งเศส ที่ตัวอนิเมชั่นเองก็ไม่ได้มีชื่อเสียงทั้งด้านคำวิจารณ์ หรือว่าด้านรายได้ที่โด่งดังมาจนถึงหูของฮอลลีวู้ด หรือประเทศไทยเราสักเท่าไหร่ แต่ไม่รู้อะไรยังไงค่าย เอ็ม พิคเจอร์ส จึงได้ซื้อหนังอนิเมชั่นเรื่องนี้เข้ามาให้คนไทยเราได้ลองรับรสชาติแปลกใหม่ดูด้วย

นิวยอร์ก ซิตี้, เซ็นทรัลปาร์ค ปี 2010 วัยรุ่นห้าคนถูกทำร้ายอย่างทารุณ แต่พวกเขาไม่ใช่วัยรุ่นธรรมดาๆ?พวกเขามีพลังพิศษ ความทุกข์ทรมานที่เกิดจากการถูกทำร้ายกระตุ้นให้พวกเขาแก้แค้นโลกอย่างเย็น ชาด้วยการวางแผนอย่างดี อัจฉริยะผู้เย็นชาห้าคนได้มาร่วมตัวกันเพื่อวางแผนการแก้แค้นที่สมบูรณ์แบบ คนเพียงคนเดียวที่ตระหนักถึงหายนะที่รออยู่เบื้องหน้าคือจิมโบ้ ฟาร์ราร์ ผู้มีพลังพิเศษคนที่หก ตราบเท่าที่เขาสู้กับผู้มีพลังพิเศษทั้งห้าคนสุดแรงเกิด โลกใบนี้ก็ยังคงมีความหวังอยู่ แต่ถ้าเขาเปลี่ยนไปเข้าข้างพวกเขา หายนะรุนแรงถึงขั้นการทำลายล้างโลกก็จะบังเกิดขึ้นแน่นอน ฉายแล้ววันนี้เฉพาะในระบบ 3D

The Prodigies กำกับการแสดงโดย อังตวน ชาร์เรย์รอน ผู้กำกับชาวฝรั่งเศส ที่ผันตัวเองจากการเคยทำกำกับ วีดีโอเกมส์ อาทิเช่น Lara Croft Tomb Raider: The Angel of Darkness มาลองทำหนังใหญ่ดูสักครั้ง และหนังที่เขาเลือกก็เป็นหนังอนิเมชั่นที่น่าจะเป็นแนวถนัดในการสร้างของผู้กำกับคนนี่อยู่แล้ว โดยตัวหนังก็ได้ดัดแปลงมาจากนิยายในชื่อว่า The Night of the Child Kings นิยายเบสต์เซลเลอร์ยุค 80s โดย เบอร์นาร์ด เลนเทอริค โดยนำมาเนรมิตใหม่ให้กลายเป็นอนิเมชั่นแนว ไซไฟ ดาร์คๆ ที่เผยให้เห็นถึงด้านมืดของเหล่าบุคคลที่ถูกสังคมกดขี่ และ รังแก ซึ่งก่อนอื่นต้องขอเตือนก่อนเลยว่า ใครที่จะพาเหล่าบุตรหลาน ไปดู The Prodigies ผมต้องขอบอกว่าไม่แนะนำเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากหนังจะมีทั้งบทสนทนา และ ธีมที่ดาร์คพอสมควรเกินได้แล้วนั่น

หนังยังกลับเต็มไปด้วยฉากโหดๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการยิงกันเลือดกระจุย , คอขาด หรือแม้แต่การข่มขืน ที่ตัวหนังก็ออกตัวอย่างชัดเจนเลยว่า นี่เป็นอนิเมชั่นสำหรับผู้ใหญ่ เพราะนอกจากความรุนแรงที่หนังใส่เข้ามาแล้ว ประเด็นของหนังก็ดูเหมือนจะไม่ใช่ประเด็นเบาๆเลยสำหรับเด็กๆ และอาจจะไปกระตุ้มต่อมของผู้ใหญ่หลายๆคนด้วยเช่นกัน เพราะ The Prodigies เป็นอนิเมชั่นที่พยายามพูด และ เสียดสี ถึงสังคมอันโหดร้ายของทั่วโลกในตอนนี้ ที่เต็มไปด้วยการ กดขี่ , ข่มเหง และ รังแก เหล่าเด็กๆจากผู้ใหญ่ใจร้ายหลายๆคน โดยหนังก็ได้ตั้งคำถามแก่คนดูไปพร้อมกันเลยว่า ‘จะเป็นอย่างไรถ้าเด็กเหล่านี้ทำลายล้างโลกได้’

ซึ่งโดยหลังจากหนังได้ตั้งคำถามนั่น หนังก็ยังถือว่าเก๋ไก๋ตรงที่สามารถตอบปัญหาของหนังที่ตั้งมาตั้งแต่ต้นได้ตั้งแต่กลางเรื่อง ว่าเมื่อเด็กที่โดนสังคมรังแกมีพลัง พวกเขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากการนำพลังเหล่านั่นไปใช้ในทางที่ผิด ทั้งที่พวกเขาไม่ได้คำนึงถึงเลยว่า ความรุนแรง นั่นอาจจะไม่ใช่ทางออกของทุกปัญหา โดยหลังจากหนังได้ตั้งคำถาม และ ตอบคำถามไปทันทีแล้ว ในช่วงท้ายของหนังจึงเต็มไปด้วยการที่ผู้กำกับพยายามทำให้ตัวหนังดูสนุกแนวผู้ใหญ่ โดยการใส่ธีมดาร์คเกี่ยวกับ ความรุนแรง ไปพร้อมกับฉากแอ็คชั่นหลายๆฉาก ที่ถึงแม้ว่าดูแล้วมันอาจจะดันไปคล้ายกับหนังฮอลลีวู้ดหลายๆเรื่องไม่ว่าจะเป็น X-Men 2 หรือแม้แต่ Salt แต่ถ้าหากเราดูแบบไม่ได้เครียดอะไรมากมาย ก็ถือว่าเป็นอนิเมชั่นที่ถือว่ามีฉากแอ็คชั่นมาให้ดูสนุกเป็นน้ำจิ้มพอสมควร

แต่ก็ใช่ว่า The Prodigies จะไม่ได้มีปัญหาอะไรเลยด้านบทของหนัง เพราะสิ่งที่น่าเสียดายที่สุดของ The Prodigies คงหนีไม่พ้นการที่หนังได้มีวัตถุดิบดีๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวในอดีตของตัวละครนำอย่าง จิมโบ หรือแม้แต่ฉากการข่มขืนสุดมืดม่นที่ตีแผ่สังคมคนเมืองหรู ที่ปัญหาหลักๆที่หนังไม่สามารถพลักดันสิ่งเหล่านี่ไปได้สุดคงหนีไม่พ้นการที่หนังได้ทำออกมาเป็น ‘อนิเมชั่น’ เสียมากกว่า เพราะเอาเข้าจริงๆ ถ้าหาก The Prodigies ออกมาเป็นหนังคนแสดงผมคิดว่ามันน่าจะสามารถต่อยอดและสามารถตีแผ่เรื่องราวความรุนแรงของคนเมืองออกมาได้อย่างดีกว่านี่ทีเดียว แถมฉากแอ็คชั่นอาจจะมันส์กว่านี่ด้วยนะ

แต่อย่างไรก็ตามสำหรับ The Prodigies ก็ยังถือว่าเป็นอนิเมชั่นที่ดูดีเกินคาดในความคิดเห็นของผม เพราะหนังยังสามารถพูดถึงประเด็นการกดขี่ และ ข่มเหง มาพร้อมกับธีมดาร์คแนวผู้ใหญ่ออกมาได้โอเคอยู่เลยครับ

เรื่องนี้ผมให้ 7/10 ครับ

โดย ลูกอบรสเขียด