Ice Age 4 : Continental Drift : เจาะยุคน้ำแข็งมหัศจรรย์ กับภาคที่ฮามากที่สุด

Home / วิจารณ์หนัง / Ice Age 4 : Continental Drift : เจาะยุคน้ำแข็งมหัศจรรย์ กับภาคที่ฮามากที่สุด

โดยส่วนตัวไม่ได้เป็นแฟนพันธุ์แท้ หรือว่ามีความชื่นชอบในหนังชุด เจาะยุคน้ำแข็งมหัศจรรย์ อย่าง Ice Age เท่าไหร่ เพราะหลังจากได้รับชมมาแล้ว 3 ภาคก่อนหน้านั่นมันก็ไม่ได้รู้สึกมีอะไรแปลกใหม่มากมาย แถมความสนุกก็ยังออกมาเฉยๆสำหรับผมเสียด้วย แต่ว่าในเมื่อมันมาเป็นภาคที่ 4 ก็ย่อมมีอะไรเด็ดๆแน่

เรื่องราวในคราวนี้เริ่มจากเจ้าสแคร็ทที่มัวแต่ง่วนอยู่กับลูกโอ๊คอีกตาม เคย จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลก จนเป็นเหตุให้น้ำท่วม ทำให้ ดีเอโก้, แมนนี่ และ ซิดเกิดเรื่องวุ่นวายต้องไปพาลพบกับโจรสลัดที่ขัดขวางการเดินทางการกลับบ้านอันแสนวุ่นวายยุ่งยากของพวกเข?า ที่พวกเขาจะต้องฟันฝ่ากับเหล่าโจรสลัดสุดโหดที่นำทัพโดย กัปตันกัตส์ พร้อมทั้งยังจะมีปัญหาเรื่องโลกแตก แผ่นดินร้าว หรือแม้แต่เหล่านางเงือกมากมาย ที่แมนนี่และผองเพื่อนจะต้องตะลุยผ่านสิ่งเหล่านี่ไปให้ได้เพื่อไปเจอครอบครัว และ เพื่อนฝูง ของพวกเขา โดยเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วไปแล้ววันนี้ทั้งในระบบ 3D และในระบบปกติด้วยครับ

Ice Age 4 หรือในชื่อตอนว่า Continental Drift กำกับการแสดงโดย 2 ผู้กำกับอย่าง สตีฟ มาร์ติโน่ และ ไมค์ ทูมีเอียร์ โดยรายแรกมีเครดิตเป็นถึงผู้กำกับอนิเมชั่นที่เคยกวาดทั้งคำวิจารณ์ และ รายรับไปอย่างล้นหลามในปี 2008 มาแล้วกับการดัดแปลงมาจากหนังสือการ์ตูนเด็ก 10 หน้าใน Horton Hears a Who! รวมไปถึงเคยกำกับหนังสั้นของเจ้า สแคร็ท มาแล้ว 2 ตอน โดยรายหลังก็เช่นเดียวกัน เพราะเขาก็เป็นคนกำกับหนังสั้นของเจ้า สแคร็ท ร่วมกับ สตีฟ มาร์ติโน่ พร้อมทั้งยังเป็นคนทำ Ice Age ภาคที่แล้วอย่าง Ice Age: Dawn of the Dinosaurs ด้วย ซึ่งดูเหมือนว่าการกลับมาครั้งนี่หลังจากทิ้งห่างไป 3 ปีของซีรี่ย์ชุด Ice Age ทางทีมผู้สร้างจะต้องการให้หลายๆอย่างยิ่งใหญ่ขึ้นจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำเรื่องราวเกี่ยวกับปัญหาโลกแตกที่ต้องสร้างยิ่งใหญ่อลังการกว่าเดิม

หรือแม้แต่การที่หนังในภาคนี่ได้จ้างดารานักแสดงดังๆมาพากย์เป็นตัวละครใหม่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น เจนิเฟอร์ โลเปซ , ปีเตอร์ แดงเลจ , นิค ฟอส รวมไปถึงนักร้องชื่อดังอย่าง นิคกี้ มินาช ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งหลังจากในภาค 3 ของหนังชุดนี่เข้าฉายในระบบ 3D ก็แน่นอนว่าภาคนี่ก็ต้องเข้าฉายในระบบ 3D ด้วยเช่นเดียวกัน และมันก็เป็นสิ่งที่ถือว่าพัฒนาจากภาคก่อนอย่างเห็นได้ชัดเป็นสิ่งแรกเลยก็ว่าได้ เพราะ 3D ของ Ice Age 4 นอกจากมันจะสามารถทำออกมาได้ตามมาตรฐานของอนิเมชั่นทั่วไปแล้ว (นั่นคือมีฉากที่นูน มีมิติความ ตื้น ลึก หนา บาง ได้ชัดกว่าหนังคนแสดงทั่วไป) หลายๆฉากของหนังในภาคนี่ก็ถือว่าสามารถดูสนุกขึ้นด้วยระบบ 3D ก็ว่าได้ เพราะหนังมีการใส่ฉากสิ่งของทะลุจอ ทะลุตา มาให้เด็กๆและผู้ใหญ่ทั้งหลายได้สนุกกันตลอดแทบทั้งเรื่องเลยก็ว่าได้ครับ

แถมดูเหมือนว่าการพัฒนาของ Ice Age ภาคนี่จะไม่ได้มีแค่ด้านของระบบ 3D และกราฟฟิคตัวละครที่ดูสวยงามขึ้น เพราะด้านของความสนุกผมก็ยังต้องยอมรับเลยว่าสามารถทำออกมาดูสนุก และ เข้าถึงตัวของผู้ใหญ่ได้มากขึ้น ถ้าหากจะให้เทียบด้านของความสนุกและความฮาผมต้องขอยกให้ Ice Age 4 เป็นภาคที่ฮาที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะผู้กำกับ สตีฟ มาร์ติโน่ ถือว่าสามารถเลือกใช้ฉาก มิวสิเคิล มาผสมผสานเข้ากับฉากการดำเนินเรื่องได้อย่างสนุกสนาน แถมยังมาพร้อมกับการรู้วิธีปล่อยมุกได้อย่างมีจังหวะ และค่อนข้างลงตัว ซึ่งหนึ่งในนั่นต้องขอบคุณทีมพากย์ที่ยังถือว่าคงคุณภาพตามสไตล์ฮอลลีวู้ดได้อย่างไม่มีตก พร้อมทั้งฉากการขโมยซีนของเจ้าตัวละคร สแคร็ท ในภาคนี่สำหรับผมก็ยังถือว่าออกมาได้ไม่ค่อยแป๊ก และไม่ได้รู้สึกยัยเยียดให้ฮาเหมือนภาค 3 อีกด้วยครับ

ซึ่งถ้าหากคุณเข้าไปดู Ice Age 4 เพื่อคาดหวังความฮาที่จะทำให้คุณหายเครียดจากสถานการณ์ในสมัยนี่ ผมก็ต้องขอแนะนำอย่างยิ่ง แต่ถ้าหากคุณอยากจะเข้าไปดู Ice Age 4 เพื่อหวังที่จะได้ความประทับใจแบบที่ภาค 1 เคยทำไว้ผมก็ต้องขอบอกเลยว่าคุณอาจจะผิดหวังในระดับนึง เพราะข้อเสียหลักของ Ice Age ก็ยังถือว่าเป็นความผิดหวังเดิมๆที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ภาค 2 และไม่เคยพัฒนานั่นคือการที่หนังยังคงหยิบเรื่องราวประเด็น ‘ครอบครัว’ เอามาเล่นแบบไม่รู้จบตั้งแต่ภาคที่แล้ว จนทำให้ความประทับใจของประเด็นนี่ที่เคยเกิดขึ้นในภาค 1 มาดูในภาคนี่แล้วมันยังมีความรู้สึกที่ค่อนข้างยัดเยียด และพยายามซึ้งไปนิด

แต่อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าใครหลายๆคนในที่นี้ก็ต้องเข้าไปดู Ice Age 4 เพื่อเอาความฮาให้กับตัวเอง และบุตรหลาน อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นจงอย่างลังเลที่จะตีตั๋ว Ice Age 4 ในระบบ 3D เข้าไปฮาแบบกรามค้าง พร้อมทั้งยังได้ฉากมิวสิเคิลสนุกๆตามสไตล์หนังอนิเมชั่นที่ถือว่าดูสนุกกว่าทุกภาคเลยก็ว่าได้ครับ

เรื่องนี้ผมให้ 8/10 ครับ

โดย ลูกอบรสเขียด