Seeking a Friend for the End of the World เจอะคู่แท้แต่ดันแพ้ภัยธรรมชาติ

Home / วิจารณ์หนัง / Seeking a Friend for the End of the World เจอะคู่แท้แต่ดันแพ้ภัยธรรมชาติ

เป็นหนังเล็กๆอีกเรื่องจากทางอเมริกา ที่ได้หลุดเข้ามาฉายในไทยแบบงงๆเฉพาะโรงภาพยนตร์ พารากอน ซีนีเพล็กซ์ และ เฮ้าส์ อาร์ซีเอ เท่านั้น กับหนังแนวโรแมนติครับโลกแตกของ สตีฟ คาเรลล์ และ เคียร่า ไนท์ลีย์ ซึ่งตัวหนังถึงแม้คำวิจารณ์ที่เมืองนอกจะไม่ได้เลิศเลอ แต่ก็มีคนชมอยู่ประปรายเหมือนกัน

Seeking a Friend for the End of the World เรื่องราวเริ่มต้นด้วย ภรรยาของ สตีฟ คาร์เรล ทิ้งเขาไป จากนั้นเขาก็ได้รับจดหมาย เป็นจดหมายจากหญิงที่เขาหลงรักตั้งแต่สมัยไฮสคูล บอกว่าอยากเจอเขาเดี๋ยวนี้ทันที เขาจึงออกเดินทาง แต่เรื่องก็ป่วนเมื่อเพื่อนบ้าน (คีร์ร่า ไนท์ลีย์) ติดสอยห้อยตามไปด้วย และเกิดความสัมพันธ์และความซับซ้อนระหว่างทางก็เกิดขึ้น ระหว่างทางก่อนโลกจะแตกในอีก 3 อาทิตย์ ที่พวกเขาทั้ง 2 คนจะต้องทำภารกิจที่ตัวเองอยากทำก่อนจะตายให้ได้ โดยหนังเข้าฉายแล้ววันนี้เฉพาะในโรงภาพยนตร์ พารากอน ซีนีเพล็กซ์ และ เฮ้าส์ อาร์ซีเอ ที่มีรอบฉายเหลือเพียบสำหรับโรงภาพยนตร์ที่สองครับ

Seeking a Friend for the End of the World เป็นผลงานการกำกับของ ลอเรน สการ์ฟาเรีย ที่ก้าวมาจากการเคยเป็นมือเขียนบทของหนังนอกกระแสจี๊ดๆในใจใครหลายๆคนอย่าง Nick and Norah’s Infinite Playlist เมื่อปี 2008 และรวมไปถึงเคยเขียนบทให้กับซีรี่ย์อย่าง Childrens Hospital ด้วยเช่นเดียวกัน โดยหนังเรื่องนี่ถือว่าเป็นการกำกับครั้งแรกของมือเขียนบทสาวที่ก้าวกระโดดมาเป็นผู้กำกับเลยทีเดียว ซึ่งถ้าหากจะบอกว่าหนังเรื่องนี่เป็นหนังโลกแตกที่แตกต่างไปจากเรื่องอื่นก็คงจะไม่แปลก เพราะถ้าเราคิดถึงหนังโลกแตกเราคงคิดถึงแต่หนังแนวผจญภัยหนีโลกแตกอย่าง 2012 หรือไม่ก็หนังดราม่าผสมทริลเลอร์นิดๆอย่าง Deep Impact แน่นอน แต่ว่าสำหรับ Seeking a Friend มันกลับกลายเป็นหนังที่นำเอาเรื่องราวมหันตภัยโลกแตก มาทำให้เป็นเรื่องขำๆปนซึ้ง

โดยผ่านเรื่องราวของ 2 คนเหงาที่เดินทางมาเจอกันอย่างบังเอิญในสัปดาห์ที่โลกกำลังแตก ซึ่งอันดับแรกที่ผมรู้สึกค่อนข้างชอบกับหนังเรื่อง Seeking a Friend เลยคงหนีไม่พ้นด้านของอารมณ์เรื่องราวของความเป็นโรแมนติค ขำปนซึ่ง ที่โดยรวมถือว่าผู้กำกับสาวหน้าใหม่คนนี่ยังถือว่าสามารถนำพาอารมณ์ความขำปนซึ้งเหล่านี้ไปได้อยู่ในระดับนึง โดยหนึ่งในนั้นต้องขอชื่นชมด้านของ 2 นักแสดงนำอย่าง สตีฟ คาร์เรลล์ และ เคียร่า ไนท์ลีย์ ที่ถึงแม้เคมีจะไม่ได้เข้ากันแบบน่ารักกุ๊กกิ๊ก แต่ทั้ง 2 คนก็ถือว่าทำหน้าที่ในด้านของการรับส่งมุกตลกหน้าตายได้อย่างดี โดยเฉพาะ สตีฟ คาร์เรล เรื่องนี่ที่รับได้ทั้งบทตลก และ บทซึ่ง

พร้อมทั้งสิ่งที่ผมรู้สึกค่อนข้างโดนกับ Seeking a Friend เป็นพิเศษคงหนีไม่พ้นการที่หนังได้แสดงให้เห็นว่า ‘คนเราจะทำอย่างไร ถ้าหากรู้ว่าภายในไม่กี่อาทิตย์ชีวิตเรากำลังจะดับลง’ และคำตอบที่หนังให้มานั่นคือการ ปล้น , จี้ ,ชิงทรัพย์ หรือแม้แต่การก่อจราจล โดยหนังแสดงให้เห็นว่าคนเราส่วนมากมักจะทำแต่เรื่องประมาณนี่ โดยไม่ได้มีใครสนใจเลยว่าชีวิตของผู้คนที่เหลืออยู่อีก 3 อาทิตย์นั่นจะอยู่ได้ไม่เป็นสุขเพราะการก่อจราจลที่ท้ายสุดแล้วมันก็ดูเหมือนจะไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา พร้อมทั้งยังโชว์ให้เห็นถึงว่าเมื่อเวลาของคนเราใกล้หมดลง คนส่วนมากก็มักจะทำแต่สิ่งที่ใจอยากทำไม่ว่าจะเป็นการผิดลูกผิดเมียคนอื่น และอื่นๆอีกมากมาย โดยที่ไม่ได้กลับมาคิดเลยว่า อันที่แท้จริงเรากลับควรที่จะทำความดี ในตอนที่ชีวิตของเรายังหลงเหลือมากกว่านำเวลามาทำอะไรไร้ค่า

ซึ่งหลังจาก Seeking a Friend ได้ดำเนินตัวหนังไปแล้ว 2 องค์ประกอบของหนัง ก็ดูเหมือนจะมีแต่อะไรดีๆ จี๊ดๆ และค่อนข้างโดนใจ แต่น่าเสียดายที่เมื่อหนังเริ่มเข้าสู่องค์ที่ 3 หนังกลับค่อนข้างดรอปความน่าสนใจ และ ความน่าตื่นเต้น ของการเดินทางของ 2 ตัวละครนี่ไปมากพอสมควร โดยการที่หนังเล่นอ้อมไปอ้อมมา นำพาให้ 2 ตัวละครนี่ไปเจอกับอีกหลากตัวละคร ที่หลายๆอย่างผมกลับคิดว่ามันไม่น่าจะจำเป็นเลยสักนิด เพราะฉะนั้นข้อเสียหลักๆของ Seeking a Friend for the End of the World จึงอยู่ที่ด้านขององค์ที่ 3 ของหนังที่ค่อนข้างน่าเบื่อและเวิ่นเว้อไปนิด แต่ถ้าหากให้เทียบโดยรวมผมยังคิดว่าหนังดูดีกว่าที่คิดเลยนะ

เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้ว Seeking a Friend for the End of the World จึงเปรียบเทียบได้ว่าเป็น Deep Impact ของปีนี่ที่เสริมความโรแมนติค , ฉากน่ารักๆกุ๊กกิ๊ก และ มุกตลกหน้าตายให้เข้ากับสถานการณ์เข้าไปแบบอย่างละนิดอย่างละหน่อย พร้อมกับเสียดสีสังคมไปในเวลาเดียวกัน ที่ถือว่าทำออกได้ค่อนข้างเข้าท่าเลยนะ

เรื่องนี้ผมให้ 8/10 ครับ

โดย ลูกอบรสเขียด