Step Up Revolution : การปฏิวัติครั้งใหญ่ แต่อาจจะไม่ใหม่ของหนังแนวเต้น

Home / วิจารณ์หนัง / Step Up Revolution : การปฏิวัติครั้งใหญ่ แต่อาจจะไม่ใหม่ของหนังแนวเต้น

ต้องยอมรับตามตรงเลยว่า เมื่อมาถึงจุดนี่โดยส่วนตัวก็เริ่มรู้สึกว่าเบื่อหนังเต้นๆเต็มที เพราะว่าหลังๆรู้สึกว่าหนังประเภทนี่ไม่ค่อยได้มอบอะไรใหม่ๆให้กับคนดูเท่าไหร่นัก และนานนับวันมันอาจจะกลายเป็นแนวหนังที่ล้นตลาดเหมือนหนังแนวสยองขวัญที่คนเดาออกกันหมดก็เป็นได้ แต่ว่านี่มันคือ สเต๊ปอัพ เชียวนะ

การกลับมาแบบร้อนแรง และ ทำให้หัวใจสูบฉีดมากกว่าทุกภาค STEP UP 4EVER จะกลับคืนสู่แสงสีอีกครั้งในระบบ 3 มิติ หนังได้หนุ่มหล่อ ไรอัน กัซแมน และ แคทธาลีน แม็คคอร์มิค สาวนักเต้นจากเวที So You Think You Can Dance มาประกบคู่กัน โดย ได้ สกอต สเปีร์ย ผู้กำกับมิวสิควิดีโอ คนดังมารับหน้าที่กำกับการแสดงหนังไปถ่ายทำที่ไมอามี่ ฟลอลิด้า และ จะมีฉากแดนซ์กระจายกันตั้งแต่นาทีแรกของใหนัง จนนาทีสุด เพื่อให้เข้าถึงแก่นของหนังเฟรนไชสืชุด Step Up ของทุกภาคว่าทุกหัวใจของคนเรานั้นเกิดมาเพื่อเต้น และทำบางอย่าง เพื่อที่จะบรรลุให้ฝันของเรานั้นเป็นจริงเพื่อตัวของเราเอง ไม่ใช่ของผู้อื่นอย่างแน่นอน

Step Up Revolution หรือว่าชื่อในตอนแรกอย่าง Step Up 4Ever หรือแม้แต่ชื่อที่ใช้ขายในนอกอเมริกาอย่าง Step Up : Miami Heat คือผลงานการกำกับของผู้กำกับหน้าใหม่ ที่ผันตัวเองหลังจากการเคยกำกับซีรี่ย์เกี่ยวกับกลุ่มนักเต้นทางจอทีวีมาแล้วอย่าง สก๊อตต์ สเปียร์ ให้กลายเป็นผู้กำกับหนังใหญ่เต็มตัว โดยหลังจาก Step Up ภาคที่แล้วเมื่อปี 2010 ได้ออกฉายในระบบ 3D กันอย่างเต็มตัว เพราะฉะนั้นแน่นอนว่าในภาคใหม่นี่ก็ไม่มีพลาดเช่นกันที่จะออกฉายในระบบ 3D อย่างเต็มตัว ซึ่งตัวผมนั้นได้มีโอกาสดูหนังเรื่องในระบบ 3D ก็ต้องขอเอ่ยปากชมเลยว่า ในระบบ 3D ของหนังชุด เสต็ปอัพ ยังถือว่าสามารถทำออกมาได้อยู่ในระดับ มาตรฐาน ไม่ได้ออกมาหวือหวาจนน่าตกใจ หรือมีอะไรมาให้กระแทกตาเหมือนภาค Step Up 3D แต่ความเป็นมิติ และฉากวิวทิวทัศน์

ก็ถือว่าผู้กำกับสามารถเลือกใช้เพื่อจะเติมเต็มประสบการณ์ให้กับคนดูได้เป็นค่อนข้างดี โดยเฉพาะในด้านจุดขายของหนังอย่าง ฉากเต้น ในภาคนี่ ก็ยังถือว่าสามารถทำออกมาได้ค่อนข้างอลังการน่าดู โดยถึงแม้ว่าตัวหนังจะไม่ได้เน้นออกมาในรูปแบบเต้นเอามันส์แบบภาค 2-3 เพราะตัวหนังกลับเน้นความสวยงาม อลังการ และเจาะจงไปที่คำว่า ‘ศิลปะ’ มากกว่า แต่นั้นก็ดูเหมือนจะไม่ใช่ปัญหาในด้านของอารมณ์ร่วมที่คนดูมีต่อหนังเลยสักนิด เพราะถึงแม้ท่าเต้นส่วนใหญ่จะเน้นสวยงามไม่เน้นมันส์ แต่เป็นเพราะระบบ 3D ที่หนังสามารถเลือกใช้คู่กับฉากเต้นได้อย่างคุ้มค่า ผลของมันจึงทำให้ฉากเต้นในหนังดูสวยงามและสนุกขึ้น

โดยถ้าหากใครคิดว่าพล๊อตเรื่องของ Step Up Revolution และการดำเนินเรื่องจะออกมาในแนวซ้ำๆกับหนังเต้นทั่วไปก็น่าจะคิดใหม่ได้เลย เพราะหนังได้ประกาศตัวตั้งแต่ชื่อหนังแล้วว่า ‘นี่คือการ ปฏิวัติ หนังเต้น’ เพราะฉะนั้นทั้งการดำเนินเรื่องและพล๊อตเรื่องตัวหนังจึงได้ไปคิดเขียดเขียนมาใหม่หมดจด โดยถึงแม้ว่าโดยรวมนั้นแกนหลักของหนังจะยังถือว่าไม่สามารถเรียกว่า ‘ปฏิวัติ’ ได้เต็มตัวเท่าไหร่ เพราะดูเหมือนโครงหลักๆของหนังก็ยังคงอยู่กับเรื่องราวของ แข่งชิงแชมป์เงินรางวัล มาเผื่อไถ่บ้านของพวกเขาคืน แต่แค่การที่ผู้กำกับกล้าที่แหวกแนวเรื่องราวของหนังเต้นพวกนี้ได้ ผมก็ถือว่าผู้กำกับใจกล้า และสามารถทำออกมาได้ดีในระดับนึงแล้ว เพราะอีกสิ่งที่ Step Up ภาคนี่ได้ปฏิวัติอีกคือ การที่จะพยายามทำให้ตัวหนังนั้นดูมีมิตมากขึ้น ไม่ได้มาแค่เต้นๆแล้วก็จากไป

เพราะตัวหนังใน Step Up ภาคนี่ ผมชอบตรงที่มันยังมีใส่เรื่องราวเข้มข้นเล็กๆเกี่ยวกับ ความสัมพันธุ์พ่อลูก และเรื่องราวของความฝัน เข้ามาให้ตัวหนังพอมีเรื่องราวจับต้องได้อยู่บ้าง โดยหนังได้ตั้งคำถามกับคนดูหลักๆไว้อยู่กับเรื่องราวของความถูกต้องเกี่ยวกับคนในครอบครัว นั้นคือการที่เราทำตามความฝันนั้น เราควรทำตามความฝันของใครมากกว่ากัน ระหว่าง พ่อแม่ ของเราที่ฝันอยากให้เราเป็นนู้นเป็นนี่ หรือว่าเราควรทำตามความฝันที่เราชอบเองมากกว่า ซึ่งถึงแม้ว่าในตอนจบตัวหนังจะไม่ได้ตอบคำถามนี่อย่างถี่ถ้วนมากนัก แถมยังอาจจะรีบตัดจบไปหน่อยก็ตาม แต่โดยรวม สเต๊ปโดนใจ ภาคนี่ก็ถือว่าสามารถดูเพลินๆดี

โดยสรุปแล้ว Step Up Revolution อาจจะไม่ได้ปฏิวัติหรือแปลกใหม่ทางด้านเนื้อเรื่องมากนัก แต่การที่ผู้กำกับพยายามทำให้ตัวหนังมีมิติ และ สามารถจับต้องได้ โดยการใส่เรื่องราวนู้นนี่นั้นเข้ามามากมาย พร้อมทั้งยังจัดเต็มทางด้านฉากเต้นที่สามารถควบคู่ไปกับ 3D ที่ลงตัวก็ถือว่าโอเคอยู่ในระดับนึงเลยหละครับ

เรื่องนี้ผมให้ 7/10? ครับ

โดย ลูกอบรสเขียด