The Son of No One : อดีต ที่ยากจะข้ามผ่าน ปะทะกับ อนาคต ที่อยากก้าวไป

Home / วิจารณ์หนัง / The Son of No One : อดีต ที่ยากจะข้ามผ่าน ปะทะกับ อนาคต ที่อยากก้าวไป

เป็นหนังที่เข้าฉายและออกแผ่นที่อเมริกาไปตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอนิสงฆ์ความดัง และ ความฮ๊อต ของหนุ่ม แชนนิ่ง เททั่ม ในตอนนี้รึปล่าว จึงทำให้อยู่ดีๆหนัง ลูกไม่มีพ่อ เรื่องนี้ถึงได้หลุดเข้ามาฉายในไทย โดยตัวหนังเข้าฉายเฉพาะในโรงภาพยนตร์เครือ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ที่เดียวเท่านั้นครับ

โจนาธาน นายตำรวจหนุ่มหันมาหมกมุ่นกับคดีเก่าๆ หลังถูกออกคำสั่งให้รื้อคดีฆาตกรรมโหด 2 รายซ้อนที่เมืองบ้านเกิดของเขามาสืบสวนใหม่ ขณะเดียวกัน ผู้ไม่ประสงค์ออกนามรายหนึ่งแอบส่งข้อมูลเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมดังกล่าวที่ยังไขปริศนาไม่ได้ ให้แก่ ลอเรน บริดจ์ นักข่าวท้องถิ่นซึ่งข้อมูลนั้นได้นำไปสู่หลักฐานบางอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า นักสืบ ชาร์ลส์ สแตนฟอร์ด ผู้คุมการสืบสวนครั้งก่อนอาจมีส่วนรู้เห็นในการอำพรางคดี และเมื่อ โจนาธาน เข้าใกล้คำตอบมากขึ้นเรื่อยๆ เขาก็พบว่าความลับดำมืดที่กำลังจะถูกเปิดเผยออกมาอาจทำให้ครอบครัวของตนเองต้องตกอยู่ในอันตราย และรวมไปถึงตัวเขาและเพื่อนสนิทด้วย

The Son of No One กำกับการแสดงโดย ดิโต้ มอนตีล ผู้กำกับที่เคยได้ชื่อมาจากงานกำกับแนวสืบสวน ดราม่า เรื่องแรกของเขาอย่าง A Guide to Recognizing Your Saints และหนังแนวแอ็คชั่น ดราม่า ชีวิตนักเลงอย่าง Fighting โดยในหนังเรื่องใหม่ของเขาอย่าง The Son of No One ก็ยังไม่ลืมที่จะหนีบดาราคู่บุญอย่าง แชนนิ่ง เททั่ม มารับบทนำหลังจากเคยแสดงหนังร่วมกันมา 3 ครั้งแล้ว โดยเราๆคงเคยได้เห็นหนังตำรวจเลวมามากหน้าหลายตาแล้วไม่ว่าจะเป็น Brooklyn Finest , Training Day หรือแม้แต่ Righteous Kill แต่ผมเชื่อว่าคงยังไม่เคยมีใครได้เห็นหนังแนวตำรวจเลวที่เล่าเรื่องตัดสลับไปกับอดีตอันเจ็บปวดที่ยากที่จะก้าวผ่านอย่างเรื่องนี้ ซึ่งสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นสิ่งที่ผมค่อนข้างชอบมากที่สุดของ The Son of No One คงหนีไม่พ้น การตัดต่อ

ที่หนังเลือกที่จะตัดต่อในแนวที่จะพยายามสื่อถึงเรื่องราวการ จมปลักในอดีต ไปพร้อมๆกัน โดยการเล่นตัดสลับฉากปัจจุบัน และ อดีตอันปวดร้าว ของตัวเอกอย่าง มิลค์ ที่แสดงให้เห็นถึงว่า การลืมอดีตไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับใครบางคน ที่อบอวนไปด้วยธีมกลิ่นไอของหนังตำรวจเลวแนว Training Day แต่ต่างกันตรงที่ว่าตัวเอกใน The Son of No One พยายามจะลืมเรื่องเลวร้ายและปรับตัวให้อยู่กับปัจจุบัน แต่มีใครบางคนกลับเห็นประโยชน์ของตนเองมากกว่า จึงหาเรื่องขุดอดีตขึ้น ซึ่งในขณะเดียวกัน สิ่งที่ชอบอีกอย่างใน Son of No One นั้นคือการที่หนังได้บอกว่า แม้แต่เครื่องหมายผู้พิทักษ์สันติราษฏ์ และ เครื่องแบบ

ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถขัดเกลาจิตใจของมนุษย์ได้ โดยสิ่งที่สามารถขัดเกลาจิตใจของมนุษย์ได้นั้นคงหนีไม่พ้นการที่ คนเราต้องได้สถานการณ์ร้ายๆอย่างนึงที่จะสามารถทำให้จิตใจของเราไปเปลี่ยนไปได้ พร้อมทั้งการที่เราได้เห็นนักแสดงผิวสีอย่าง เทรซี่ มอร์แกน ผันตัวจากการเป็นดาราตลก มาแสดงในฉากดราม่าหนักๆก็ถือว่าเป็นสิ่งที่โอเคอยู่พอสมควร แต่อย่างไรก็ตามก็ยังถือว่าเป็นสิ่งที่น่าเสียดายเหมือนกันสำหรับ The Son of No One ที่ด้านตัวบท และ ปมปัญหาของเรื่อง หนังสามารถขัดเกลาให้กลายเป็นหนังตำรวจเลวที่ออกมาเข้มข้นได้เรื่องนึงเลยด้วยซ้ำ แต่ผู้กำกับกลับยังไม่สามารถไปถึงจุดนั้นได้ดีพอนัก เพราะข้อเสียหลักๆของ The Son of No One ก็ไม่ต่างอะไรกับความรู้สึกของพระเอกในเรื่อง ที่เต็มไปด้วยการวนเวียน เวียนวน เรื่องราวซ้ำๆเดิมๆ ไม่ก้าวหน้า

และเรียกได้ว่าถึงแม้เราจะหลับ หรือ คลาดสายตาจากหนังไปประมาณ 30 นาที เราก็ยังสามารถกลับมาดูหนังต่อได้อย่างรู้เรื่อง เพราะตัวหนังเรียกได้ว่าหลังจากปูบทใน 30 นาทีแรกแล้ว หนังก็เริ่มจะวกเวียนอยู่กับที่ ไม่มีการขยับก้าวหน้าของบท และเล่นวิธีมาหาทางออกแสนง่ายในตอนจบ พร้อมทั้งหนังยังทำให้คนดูเต็มไปด้วยคำถามในหัวมากมายว่า ทำไมต้องทำยังงี้ , ทำไมไม่ทำยังงี้ แล้วทำแบบนี้คนรอบข้างไม่เห็น หรือว่าอะไรยังไง ซึ่งโดยรวมผมว่าใครที่เคยชอบ Training Day หรือแม้แต่ Brooklyn Finest ก็ไม่น่าจะโดนกับ The Son of No One แต่ถ้าหากใครอยากไปลองกลิ่นไอของหนังตำรวจเลวใหม่ๆก็เชิญเลย

สรุปแล้ว The Son of No One จุดเด่นจึงอยู่ที่การที่เราได้เห็นนักแสดงมากหน้าหลากตามาร่วมจอ พร้อมทั้งยังมีการตัดต่อที่สื่อถึงประเด็นที่จะแสดงได้อย่างน่าสนใจ แต่น่าเสียดายที่ตัวหนังยังเข้มข้นไม่พอ และขาดความน่าติดตาม จนทำให้คนดูหลับไปประมาณ 30 นาทีและตื่นขึ้นมาก็อาจจะยังดูรู้เรื่องก็เป็นได้

เรื่องนี้ผมให้ 6/10 ครับ

โดย ลูกอบรสเขียด