The Bourne Legacy : สานต่อตำนานสายลับ บอร์น โดยที่ไม่มี เจสัน บอร์น

Home / วิจารณ์หนัง / The Bourne Legacy : สานต่อตำนานสายลับ บอร์น โดยที่ไม่มี เจสัน บอร์น

นับเป็นอีกหนึ่งหนังที่ค่อนข้างมีปัญหากว่าจะสร้างมาได้ เพราะหลังจากผู้กำกับคนเก่าอย่าง พอล กรีนกราสด์ เดินออกจากโปรเจค ยอดพระเอก เจสัน บอร์น อย่าง แมต เดมอน เลยต้องเดินออกตามด้วย และกว่าพระเอกในภาคใหม่จะลงตัวก็มีตัวเลือกมากมาย จนสุดท้ายหวยก็มาตกลงที่ เจเรมี่ เรนเนอร์ นี้เองครับ

12 ปีที่แล้ว คนดูได้รู้จักกับ เจสัน บอร์น เมื่อเขาถูกดึงขึ้นจากทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยนในสภาพหมดสติ และตลอดภาพยนตร์ 3 เรื่อง คนดูได้ติดตามการเดินทางเอาตัวรอดของเขาและการค้นหาตัวตนที่แท้จริง พวกเขาเฝ้าดูเหล่าซีไอเอออกตามล่าเขาไปทั่วโลก พวกเขาได้เรียนรู้เรื่องโครงการเทรดสโตน และทักษะฝีมือพิเศษและความสามารถของบอร์น และในบทสรุปของภาพยนตร์ไตรภาค พวกเขาอาจรู้สึกว่าเรื่องราวนี้สมบูรณ์แบบแล้ว The Bourne Legacy ได้เบิกม่านออกอีกครั้งเพื่อเผยให้เห็นความลึกลับที่ดำมืดมากขึ้น และฮีโร่คนใหม่ที่ต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด เมื่อจู่ๆ โครงการของเขากำลังจะถูกปิดลงแบบลับๆโดยกลุ่มคน

The Bourne Legacy ได้เปลี่ยนผู้กำกับจากภาค 2-3 อย่าง พอล กรีนกราสต์ มาเป็น โทนี่ กิลรอย มือเขียนบทที่อยู่เบื้องหลังหนัง เจสัน บอร์น ทั้ง 3 ภาค พร้อมทั้งพระเอกก็ได้เปลี่ยนจาก แมต เดมอน มาเป็น เจเรมี่ เรนเนอร์ ที่กำลังดังขึ้นหม้ออยู่ในตอนนี้ โดยถึงแม้ตัวหนังในภาคนี้จะไม่มี เจสัน บอร์น แต่ในเมื่อผู้กำกับได้เอาชื่อ บอร์น มาตั้งเป็นชื่อหนังแล้ว ก็แน่นอนว่าตัวเนื้อเรื่องก็ต้องมีจุดเชื่อมโยงกับภาคก่อนๆเป็นอย่างแน่แท้ ซึ่งถ้าหากเราพูดถึง เจสัน บอร์น ผมเชื่อเลยว่าร้อยทั้งร้อยคนต้องพูดถึง บทอันซับซ้อนที่น่าติดตาม และ ชวนให้คนดูคิดปวดสมองเล่นๆ ผสมผสานไปกับฉากไล่ล่าไม่ว่าจะเป็นการเดินเท้า หรือ ขับรถ แบบที่คนดูสามารถลุ้นระทึกร่วมไปได้แบบที่เรียกได้ว่า นั่งไม่ติดเก้าอี้ ซึ่งสำหรับในภาคใหม่อย่าง The Bourne Legacy นี่อาจจะไม่สามารถตอบโจทย์ทั้งหมด

ที่ เจสัน บอร์น ของ พอล กรีนกราสต์ เคยทำไว้ได้ แต่สิ่งที่ผมถือว่าภาค Legacy นี่ยังสามารถคงความเป็น เจสัน บอร์น ได้อยู่ คงหนีไม่พ้นด้านของ ฉากแอ็คชั่น ไล่ล่า ที่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ใส่อัดแน่นเข้ามาแทบตลอดทั้งเรื่องเหมือนภาคก่อนๆ แต่ว่า ฉากไคล์แมกซ์ ความยาวกว่า 25 นาที และฉากไล่ล่าที่ใส่เข้ามาระหว่างเรื่องแบบเบาๆ ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของหนังในภาคนี้ เพราะผู้กำกับ โทนี่ กิลรอย ยังถือว่าสามารถขนอารมณ์ความเป็น เจสัน บอร์น เข้ามาได้อยู่อย่างครบถ้วน ถึงแม้ว่าตัวหนังจะเปลี่ยนพระเอก และ เปลี่ยนทีมงาน ตัวร้ายใหม่ทั้งหมด โดยสิ่งที่ผมชอบไม่แพ้กันกับ ฉากแอ็คชั่นไล่ล่า คงหนีไม่พ้นด้านของ ตัวบทหนัง

ที่ถึงแม้ว่า บทหนัง ในภาคนี้อาจจะไม่สามารถทำออกมาได้ ซับซ้อน และ น่าติดตาม เหมือนกับภาคก่อนๆ พร้อมทั้งการผูกเรื่องที่ยุ่งยากทั้งที่จริงเนื้อในของหนังนั้นไม่มีอะไรเลยก็ตามที แต่สิ่งที่ผมยังถือว่าค่อนชอบอยู่คงหนีไม่พ้นการที่ผู้กำกับ โทนี่ กิลรอย สามารถนำเอาบทหนังที่ว่ามาในที่นี้ มาเชื่อมโยงเข้าให้เป็นเนื้อเดียวกันในรอยต่อระหว่างเหตุการณ์ในภาค The Bourne Ultimatum ได้อย่างแนบเนียน และทำให้คนดูไม่รู้สึกว่า ภาค Legacy นี้ เป็นภาคต่อที่ทำออกมาหลอกดูดเงินคนดู เพราะมันถือว่ายังมีเนื้อเรื่องเชื่อมโยงที่สามารถทำให้คนดูคิดต่อ และ สามารถสร้างภาคต่อได้อีกหลายภาคเลยก็ว่าได้ ซึ่งทางด้านพระเอกใหม่อย่าง เจเรมี่ เรนเนอร์ ที่ตอนนี้กำลังโด่งดังสุดๆ เพราะหลังจากได้รับบทเพื่อนร่วมทีม อีธาน ใน MI4 และ ตาเหยี่ยว ใน The Avengers มาแล้ว

ในเรื่องนี้เขาก็ได้มารับบทแนว สายลับ อีกครั้ง โดยถึงแม้ว่าการแสดงในด้านของฉากแอ็คชั่น และ อารมณ์ความเป็นดราม่า ตามฉบับ เจสัน บอร์น อาจจะแลดูไม่ขึงขังแบบ แมต เดมอน แต่อย่างไรก็ตามโดยรวมถ้าไม่เอาไปเทียบกับภาคก่อน และเริ่มต้นนับหนึ่งกับภาคนี้ใหม่ ผมว่า เจเรมี่ เรนเนอร์ ก็เป็นตัวเลือกที่ไม่แย่นักถ้าหากจะทำเรื่องราวของ แอรอน ครอส ต่ออีกสัก 2 ภาคครับ ซึ่งโดยรวมแล้วถึงแม้ว่า The Bourne Legacy อาจจะเป็นหนังในตระกูล เจสัน บอร์น ที่สนุกน้อยกว่าทุกภาค เพราะบทที่ไม่ซับซ้อนแต่พยายามทำให้ซับซ้อน และ ฉากแอ็คชั่น ไล่ล่า ที่จัดเต็มแค่ 25 นาทีสุดท้าย ไม่ได้ใส่เข้ามาตลอดแบบภาคเก่าๆ

แต่สิ่งที่ยังถือว่าโอเคอยู่กับภาค Legacy นี่คงหนีไม่พ้นการที่หนังได้เปลี่ยนทั้ง ผู้กำกับ และ นักแสดง แต่ก็ยังถือว่าสามารถเรียกอารมณ์ความเป็น เจสัน บอร์น กลับมาได้ให้หายคิดถึงอยู่ในระดับนึงเลยทีเดียวครับ ซึ่งถ้าหากใครไม่เคยดู The Bourne มาก่อนสักภาค ผมแนะนำให้ไปหามาดูก่อนจะดู Legacy จะดีกว่า

เรื่องนี้ผมให้ 8/10 ครับ

โดย ลูกอบรสเขียด