The Possession : มันอยู่ในร่างใคร มันอยู่ในร่างคน

Home / วิจารณ์หนัง / The Possession : มันอยู่ในร่างใคร มันอยู่ในร่างคน

เป็นเพราะว่าตัวอย่างหนังที่สามารถตัดต่อออกมาได้โคตรน่าดู ผสมไปกับอารมณ์ในตัวอย่างที่พีคค่อนข้างมาก และชื่อของ แซม ไรมี่ เจ้าพ่อหนังผีสะดุ้งตุ้งแช่ ที่มาเป็น โปรดิวเซอร์ ให้กับหนังที่มีชื่อไทยว่า มันอยู่ในร่างคน จึงไม่แปลกที่จะเป็นหนังผีอีกเรื่องทีน่าสนใจมากสำหรับผมในปีนี้เลยทีเดียวหละครับทุกท่าน

หนังมีเรื่องราวที่ได้แรงบันดาลใจจากตำนานเล่าขานในอดีต ของกล่องไม้ปริศนาที่กักขังดวงวิญญาณชั่วร้ายที่สุดเอาไว้ The Possession เป็นเรื่องของ เอ็ม (นาตาชา คาลิส) วัยรุ่นสาวซื้อกล่องไม้โบราณมาจากร้านขายของเก่า แต่มันกลับทำให้เธอมีพฤติกรรมแปลกประหลาด จนทำให้พ่อ (เจฟฟรี่ย์ ดีน มอร์แกน) และแม่ (เคียร่า เซ็ตวิก) ต้องร่วมมือกันเพื่อค้นหาความจริง และพบว่าแท้จริงแล้วกล่องไม้ชิ้นนี้ใช้เพื่อกักขัง ?ดิ๊บบัค? วิญญาณร้ายที่เข้าสิงร่างมนุษย์ และกัดกินดวงวิญญาณของผู้ใดก็ตามครอบครองสิ่งของสยองใบนี้อยู่ และมันจะเลือกแต่วิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้น เพื่อที่ท้ายสุดแล้วมันจะได้ครองร่างของวิญญาณนี้

ก่อนที่จะเข้าใจผิดไปซะใหญ่กับการโปรโมทของไทย จนทำให้นึกว่า The Possession เป็นผลงานการกำกับของ แซม ไรมี่ ซึ่งผมต้องขอบอกเลยว่า ไม่ใช่ เพราะที่จริงแล้วหนังเรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับของผู้กำกับชาวเดนมาร์กอย่าง โอเล่ บอร์เนเดล ที่เคยโกอินเตอร์มาฮอลลีวู้ดตอนจับเอา ยวน แม็คเกรเกอร์ มาเฉือนคมกับ จอช โบรลิน ใน Nightwatch เมื่อปี 1997 และก็คงเป็นการที่หนังเรื่อง The Possession มีชื่อของ แซม ไรมี่ มาเป็น โปรดิวเซอร์ นั้นเอง เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกถ้าหากผมจะหวังให้ The Possession เป็นหนังสยองขวัญที่เต็มไปด้วยฉากสะดุ้งตุ้งแช่ไม่แพ้กับ The Evil Dead และ Drag Me to Hell ผลงานการกำกับเรื่องเก่าๆของ แซม ไรมี่ แต่แล้วผมก็ต้องยอมรับว่าผมดันไปคาดหวังแบบผิดตัลปัตรเสียได้ เพราะ The Possession กลับไม่ได้มาในแนวนั้น

โดยถ้าใครเคยหวังให้ The Possession เป็นหนังผีตุ้งแช่แบบผมหละก็ ต้องขอบอกเลยว่าให้คิดใหม่ได้เลย เพราะเอาเข้าจริงๆหนังกลับไม่ได้เต็มไปด้วยฉากตุ้งแช่อย่างที่เราหวัง แต่หนังกลับมาในแนวทางที่ดึงเอาอารมณ์หนังแนวไล่ผีอย่าง The Exocist มาปรุงรสให้มีความทันสมัยขึ้นซะมากกว่า และนั้นก็ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของหนังจริงๆ กับการที่ผู้กำกับ บอร์เนเดล ยังพอถือว่ามีฝีมือ กับการที่สามารถเรียกอารมณ์ความสยองขวัญยุคเก่าๆออกมาได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ ไม่ว่าจะเป็นด้านของ ดนตรีประกอบ , ฉาก และฉากผีตุ้งแช่แบบมุกเก่าๆที่เคยเห็นกันมากมาย แต่ผู้กำกับนำมันมารีมิกซ์ใหม่โดยบิ้วท์ทุกส่วนเพิ่มขึ้น

ซึ่งนั้นก็ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ผมค่อนข้างชอบ และ พอใจ ใน The Possession มากที่สุด หลังจากที่ผมดันเข้าไปหวังให้มันเป็นแบบ Drag me To Hell เต็มที่ในตอนเริ่มแรก เพราะนอกจากการที่หนังสามารถดึงเอาสไตล์อารมณ์หนังสยองขวัญเก่าๆมาได้แล้ว หนังมันก็ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นไปกว่าหนังสยองขวัญเรื่องอื่นๆเลยสักนิดเดียว โดยเฉพาะสิ่งที่ผมรู้สึกไม่ชอบมากที่สุดคือในช่วงแรกของฉากสยองขวัญหลายๆฉากในหนัง ที่ตอนเริ่มแรกหนังก็มีการบิ้วท์อารมณ์คนดูจนเกือบจะไปถึงจุดที่ฟินแล้วแท้ๆ แต่หนังก็กลับตัดฉากไปเป็นฉากเงียบๆสงบ ซึ่งมันค่อนข้างขัดอารมณ์อย่างมากกับหนังแนวสยองขวัญ (ถ้าหากเป็นหนังแนวดราม่าจะไม่ว่าเลยสักนิด) แถมด้านของประเด็น ความสัมพันธ์ พ่อ-ลูก ในหนังเรื่องนี้ที่ในตอนแรกปูเริ่มเหมือนกับจะต่อยอดควบคู่ไปกับเรื่องผีได้ดี

แต่ก็น่าเสียดายที่ท้ายสุดไม่รู้ว่าผู้กำกับรู้สึกขี้เกียจหรือว่าอย่างไร จึงรวบเรื่องราว ความสัมพันธ์ที่ขัดแย้งกันของพ่อที่ไม่เอาไหน กับ เรื่องลูก ไปกับเรื่องผีสิงแบบเนียนๆโดยไม่นำมาใช้ประโยชน์ต่อในที่สุดครับ โดยในอีกด้านที่ยังไม่สามารถทำให้ The Possession กลายเป็นหนังผีที่น่ากลัวได้เท่าเรื่องอื่นๆคงหนีไม่พ้นการที่หนังแลดูแล้วค่อนข้างขาดเสน่ห์ในการเป็นหนังสยองขวัญอย่างแรง ไม่ว่าจะเป็น บทที่ค่อนข้างเชย หรือแม้แต่ด้านของประวัติผีที่เคยมีจริงๆอย่าง ดิ๊บบิ๊ค ที่ยังไม่สามารถนำมาต่อยอดให้ดูน่าสนใจได้เท่าไหร่ครับ แต่ผมคิดว่าถ้าหากใครที่ชอบหนังอารมณ์ The Exocist คงจะชอบเรื่องนี้เช่นเดียวกันนะ

เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้วใครที่กำลังคิดจะไปดู The Possession ก็ขอให้คิดว่ามันเป็น The Exocist ในเวอร์ชั่นหนังผียุคป๊อปคอร์นเสียมากกว่าจะไปคิดว่ามันจะเหมือน Drag Me To Hell เพราะแทบทั้งเรื่องในหนังมันมาพร้อมกับอารมณ์หนังผีเก่าๆ และ บทเชยๆ เสียมากกว่าจะมาแบบตุ้งแช่ให้ป๊อปคอร์นกระจายนะ

เรื่องนี้ผมให้ 6/10 ครับ

โดย ลูกอบรสเขียด