On the Road : คว้าฝันให้ไกล ไปให้ถึง

Home / วิจารณ์หนัง / On the Road : คว้าฝันให้ไกล ไปให้ถึง

หลังจากหนังชุด แวมไพร์ ทไวไลท์ ใกล้จบ ทีมนักแสดงทั้งหลายก็เริ่มหาบทอื่นทำนอกจากวัยรุ่นแวมไพร์ อย่างเช่น โรเบิร์ต แพทตินสัน ก็ไปเป็น เศรษฐี ใน Cosmopolis นาย เทเลอร์ เลาท์เนอร์ ก็ไปแอบเป็นสายลับใน Abduction และ On the Road นี้เราก็จะได้เห็น คริสเต็น สต๊วจ เป็นเด็กสาวใจแตกครับ

หลังจากที่พ่อเสียชีวิต ซัล พาราไดซ์ (แซม ไรลีย์) นักเขียนหนุ่มชาวนิวยอร์ก ได้รู้จักกับ ดีน มอริอาร์ตี้ (แกร์เร็ท เฮดลันด์) อดีตนักต้มตุ๋นเจ้าเสน่ห์ และได้แต่งงานกับสาวสวยรักอิสระ แมรีลู (คริสเตน สจ๊วต) ซัล และ ดีน ผู้กลายมาเป็นเพื่อนสนิท ไม่ยอมให้สังคมที่เคร่งครัดมากักขังหน่วงเหนี่ยวพวกเขาไว้ สองหนุ่มและหนึ่งสาวได้แหกกฎเกณฑ์ทั้งปวง โดยการออกไปใช้ชีวิตเสรีบนท้องถนน เพื่อค้นหาความหมายของทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ และแสวงหาตัวตนที่แท้จริงของตัวเองไปตามเส้นทางของถนนเล็กๆสายนี้ให้จงได้ โดยหนังเข้าฉายแล้วตั้งแต่วันนี้เฉพาะในโรงภาพยนตร์เครือ เอเพ็กส์ สยามสแควร์ เท่านั้นครับ

On the Road เป็นผลงานการกำกับของ วอลเทอร์ ซัลลัส ผู้กำกับที่เคยทำหนังมาหลายแนวพอสมควร ไม่ว่าจะเป็น ทริลเลอร์ แบบ Dark Water , โรแมนติคแบบ Paris, je t’aime หรือแม้แต่ดราม่าแบบ The Motorcycle Diaries ที่กวาดรางวัลและคำชมไปมากพอสมควร โดยในหนังเรื่องใหม่ของเขาอย่าง On the Road เป็นหนังที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายของนักเขียน แจ๊ค เครูแอค ที่ก็ได้มีรวบรวมดาราแถวหน้ามาไว้มากพอสมควรไม่ว่าจะเป็น วิคโก้ มอร์เทนเซ่น , เอมี่ อดัมส์ , คริสเต็น ดัสต์ หรือแม้แต่ เทอร์เรน ฮาววาร์ด ซึ่งถ้าหากเราพูดถึงหนังดราม่าแนว โร้ด มูฟวี่ ผมว่าหลายคนคงจะนึกถึงการตัวเอกเป็นวัยรุ่นจนๆที่ต้องการค้นหาอะไรบางอย่างที่ขาดหายไป โดยการสะพายเป้ใบนึงและเดินเร่ร่อนไปตามถนน หารถโบก เพื่อไปยังจุดหมายที่ตัวเอกนั้นก็ยังไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนเลย

แต่ท้ายสุดตัวเอกของเราก็จะได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากตัวละครที่เขาได้เจอระหว่างทางจนมันกลายมาเป็นบทเรียนในชีวิตของเขา แต่สิ่งที่ผมกล่าวมาทั้งหมดมันกลับไม่ได้อยู่ใน On the Road เลยสักนิดเดียว และใช่ครับ นั้นถือว่าเป็นข้อดีที่สุดสำหรับ On the Road โดยการที่หนังไม่ได้ใส่ประเด็น และ เรื่องราวให้คนดูขบคิด ผ่านการเดินทางของตัวเอกเลยสักนิด แต่หนังกลับใส่ประเด็นและเรื่องราวให้คนดูกลับไปขบคิดต่อตั้งแต่ ตอนเริ่มต้นการเดินทางของตัวเอก และ ตอนที่ตัวเอกจบการเดินทาง มากกว่าจะใส่ตัวละครระหว่างทางเข้ามาเพื่อให้ข้อคิดต่างๆแก่ตัวเอกอย่างเช่นหนัง โร้ด มูฟวี่ เรื่องอื่นๆเช่น Into the Wild ทำเอาไว้

โดยสิ่งที่ On the Road ได้ปูทางไว้ให้คนดูกลับไปขบคิดต่อถือว่าเป็นข้อที่น่าสนใจทีเดียว โดยการที่หนังเลือกที่จะ เสียดสีประเด็นเกี่ยวกับชีวิตวัยรุ่นอเมริกัน ที่สมัยนี้คิดว่าการที่ทำตัวเร่ร่อน ไร้จุดหมาย แล้วรอหวังพึ่งโชคชะตา จะทำให้พวกเขามีอนาคตที่ดีโดยที่พวกเขาไม่ต้องเหนื่อย ทั้งที่จริงแล้วคนเราทุกคนควรจะมี เป้าหมาย ในชีวิตของตัวเราเองเพื่อให้พุ่งชนมากกว่าที่จะมานั่งเร่ร่อนใช้ชีวิตไปวันๆ จนกระทั่งวันตายพวกเราก็ยังไม่มีเป้าหมายให้ประสบความสำเร็จเสียที ผ่านการเล่าเรื่องสไตล์การเดินทางของ 3 ตัวเอก ที่เปรียบเสมือนกับว่าการเดินทางไปตามสายถนนนี้ ก็เปรียบเสมือนกับการที่ชีวิตคนเราได้เจริญเติบโต และ เผชิญกับสิ่งต่างๆไปเรื่อยๆ จนกระทั่งท้ายสุดเราทุกคนก็ต่างจะได้รู้ว่า ไม่มีถนนเส้นไหนที่ไม่มีจุดสิ้นสุด ก็ไม่ต่างกับชีวิตคนเราที่ก็มีจุดจบเช่นเดียวกันครับ

ซึ่งสิ่งเหล่านั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ผมต้องขอชมผู้กำกับเลยว่าสามารถทำ On the Road มาเป็นหนังที่สอดแทรกประเด็นต่างๆได้ฉีกกฏหนังแนว โร้ด มูฟวี่ ได้ค่อนข้างดี เพียงแต่ว่าหนังมันก็ยังมีข้อเสียที่ไม่น่าให้อภัยมากพอสมควร โดยเฉพาะด้านของการเล่าเรื่องของหนัง ที่ไม่มีทั้งความน่าติดตามในตัวเนื้อเรื่อง และตัวละครหลักทั้ง 3 คนนั้นขาดเสน่ห์ค่อนข้างมาก ถึงแม้ว่าตัว คริสเต็น สต๊วจ จะมีการแสดงที่ดูเป็นเด็กสาวใจแตกได้ค่อนข้างดี แต่นั้นก็ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไรให้ตัวละครเหล่านี้ดูน่าสนใจมากนัก จนทำให้ท้ายสุดตัวหนัง On the Road จึงกลายเป็นอาหารที่ขาดรสชาติและสีสัน ของความหวานมันส์ไปหน่อย

เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้ว On the Road จึงถือว่าเป็นหนังที่มีประเด็น และ การฉีกกฏหนังแนว โร้ด มูฟวี่ ได้ค่อนข้างดี เพียงแต่ว่าโดยรวมของตัวหนังนั้นยังถือว่าทำได้ไม่น่าสนใจพอ โดยเฉพาะด้านของตัวละครที่พยายามจะมีมิติมากเกินไป และที่สำคัญคือหนังน่าง่วงนอนมาก ไม่เหมาะกับคนที่พักผ่อนน้อยอย่างยิ่ง

เรื่องนี้ผมให้ 7/10 ครับ

โดย ลูกอบรสเขียด