Dredd 3D : ผดุงความมันส์ด้วย สโลว์โม

Home / วิจารณ์หนัง / Dredd 3D : ผดุงความมันส์ด้วย สโลว์โม

เป็นหนังที่ในทีแรกเห็นตัวอย่าง และ รายชื่อ นักแสดงก็เกือบจะมองข้ามไปแล้ว เพราะในแว๊บแรกที่เห็นก็คิดเลยว่า ‘หนังรีเมคแย่ๆจะมาอีกแล้วหรอ’ จนกระทั่งได้เหลือบไปเห็นคำวิจารณ์ที่เพิ่งจะโผล่มาเมื่อ 2-3 อาทิตย์ที่แล้วที่ออกมาชมตัวหนังแบบที่ดีเกินคาด จึงไม่พลาดที่จะขอไปลองในระบบ 3D ตามชื่อหนังครับ

จากต้นกำเนิดแอ็คชั่นฮีโร่ในหนังสือการ์ตูนปี 1977 สู่ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ปี 1995 ที่ชื่อ Judge Dredd นำแสดงโดย ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ล่าสุดในปี 2012 ?ตุลาการทมิฬเดร็ดด์? ก็ถูกยกเครื่องใหม่ให้เป็นอภิมหาหนังแอ็คชั่นสามมิติ โดยทีมงานวิชวลเอฟเฟ็คจาก Resident Evil: Afterlife และทีมงานฉากแอ็คชั่นจาก District 9 และ Generation Kill ใน ?เมกะซิตี้วัน? มหานครแห่งสุดท้ายบนโลกหลังอารยธรรมล่มสลาย เดร็ดด์ ตุลาการที่อันตรายที่สุดบนท้องถนน เขาสามารถจัดการกับอาชญากรได้ตามอำนาจที่ได้รับ โดยครั้งนี้ เดร็ดด์ ต้องร่วมมือกับ ตุลาการสาวหน้าใหม่ เพื่อจัดการกับ มาม่า หัวหน้าแก๊งค้ายาที่มีอำนาจ

Dredd 3D กำกับการแสดงโดยผู้กำกับ พีท ทราวิส ผู้กำกับจากเมืองผู้ดีอังกฤษจากหนังเรื่อง Endgame และ Vantage Point ที่ไม่รู้อะไรยังไง อยู่ดีๆถึงคิดจะมาฟื้นคืนชีพ ตุลาการทมิฬ อีกครั้ง หลังจากที่ในฉบับเก่าของ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน อย่าง Judge Dredd ที่ถึงแม้จะโกยเงินไปมากพอควร แต่ตัวหนังกลับโดนสับพอสมควรเช่นเดียวกัน ซึ่งแน่นอนว่าการที่ผู้กำกับจะเอาหนังเก่ามารีเมคใหม่ ก็ต้องมีสิ่งใหม่ๆมาให้คนดูรับชมแน่นอน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือด้านของตัวเนื้อเรื่อง ที่ปรับจากฉบับเก่าที่ เดร็ด สามารถไปโลดแล่นที่ไหนก็ได้ในเมือง มาบีบให้อยู่ในตึกเล็กๆแทน และนั้นรวมไปถึงการผู้กำกับเลือกที่จะถ่ายทำตัวหนังออกมาในระบบ 3D ด้วยงบที่จำกัดเพียง 45 ล้านเหรียญ โดยไม่เชื่อก็ต้องเชื่อเลยว่าผู้กำกับสามารถนำงบที่จำกัดนั้นสร้าง 3D ที่น่าตื่นตาออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม

ซึ่งถ้าหากใครที่เคยรำคาญกับระบบ 3D ที่เต็มไปด้วยภาพสโลว์โมชั่นที่ดูแล้วไม่เห็นจะเท่ตรงไหน หนำซ้ำยังสร้างความรำคาญให้กับคนดูใน Resident Evil : Afterlife ก็ขอแนะนำให้คุณมาชม Dredd ในระบบ 3D ได้เลย เพราะถึงแม้ว่าตัวหนัง Dredd จะเต็มไปด้วยภาพสโลว์ โมชั่น แต่ก็คงเป็นเพราะการที่ผู้กำกับเลือกที่จะใช้กล้องที่ทำมาเพื่อถ่ายภาพสโลว์โมชั่นโดยเฉพาะ (จำชื่อไม่ได้) เพราะฉะนั้นภาพสโลว์เหล่านั้นมันจึงออกมา สวยงาม น่าตื่นตา และจะยิ่งประทับใจถ้าหากคุณได้รับชมในระบบ 3D ที่ถึงแม้ผู้กำกับจะไม่ได้มีอะไรมากระแทกตาคนดูมากนัก แต่ถ้าหากคุณชื่นชอบความมีมิติในระบบ 3D คุณจะไม่ผิดหวังแน่

นอกจากนั้นในด้านองค์ประกอบหลักที่ควบคู่กันไปอย่าง ฉากแอ็คชั่น ที่ถึงแม้อาจจะมีหลายๆส่วนที่ดูแล้วออกมาคล้ายกับ The Raid : Redemption หนังปิดตึกลุยที่เพิ่งฉายไปบ้างก็ตาม แต่สิ่งที่ Dredd สามารถทำออกมาได้น่าทึ่งกว่า The Raid นั้นก็คงเป็นการที่หนังมีฉากการยิงเลือดสาด และ กระฉูด แต่กลับทำให้คนดูไม่ได้มีความรู้สึกว่านั้นเป็น ความดิบเถื่อน เลยสักนิด แต่กลับกลายเป็น ความสวยงาม ที่น่าประหลาดเสียมากกว่า ที่ถึงแม้ท้ายสุดแล้วฉากไคล์แมกซ์ในหนังอาจจะไม่ได้พีคสุดๆอย่างที่คอหนังแอ็คชั่นต้องการ แต่ฉากแอ็คชั่นที่หนังใส่มาในช่วงเปิดเรื่อง และ ระหว่างเรื่อง ก็ดูเหมือนจะเป็นฉากแอ็คชั่นที่น่าพอใจแล้วกับ Dredd ในฉบับนี่ ที่ด้านของนักแสดงอย่าง คารล์ เอิลเบนน์ และ โอลิเวียร์ เทิรด์บี้ ก็ดูเหมือนจะสามารถถ่ายทอดตัวละครนำได้อย่างมีชั้นเชิงพอสมควร

แต่อย่างไรก็ตาม Dredd อาจจะเป็นหนังที่น่าพอใจกว่านี่ถ้าหากหนังเลือกที่จะเดินตาม The Raid : Redemption แบบครบถ้วนโดยการไม่ใส่พล๊อตเรื่องริมทางเข้ามา และมุ่งหลักไปที่ถนนเส้นใหญ่ลูกเดียว เพราะข้อเสียหลักใน Dredd เลยคือการที่หนังใส่รายละเอียดยิบย่อยมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของ กลุ่มตุลาการทมิฬ , พลังจิตของแอนเดอร์สัน , โลกที่เสื่อมโทรม หรือแม้แต่ เรื่องราวของชนชั้น ที่สิ่งทั้งหมดนี่ท้ายสุดของเรื่อง หนังกลับไม่ได้เปิดเผยข้อมูลใดๆเพิ่มเติมเลยสักนิด จนมันเปรียบเสมือนเป็นปริศนาที่มีแผลเหวอะหวะ และหนังก็ลืมที่จะเย็บแผลนั้นให้สนิท แถมหนำซ้ำใครที่ไม่เคยอ่านการ์ตูน หรือว่ารู้จักกับ Dredd มาก่อน (เช่นผม) อาจจะไม่ได้ชอบตัวหนังมากแน่นอน เพราะเท่าที่เห็นนั้น Dredd เป็นหนังที่สร้างออกมาเพื่อเอาใจคอการ์ตูนอย่างแท้จริงเลยทีเดียว

เพราะฉะนั้นใน Dredd ฉบับใหม่นี่จะเป็นหนังที่ถือว่าสร้างขึ้นมาเพื่อให้คอการ์ตูน ตุลาการทมิฬ ได้อิ่มเอมไปกับความดิบ เถื่อน แต่สวยงามอย่างแน่นอ ซึ่งถ้าหากใครที่ไม่เคยอ่านการ์ตูน หรือรู้จักนาย เดร็ด มาก่อน ก็อาจจะพอดูได้แค่เพลินๆ และเพลิดเพลินสนุกสนานไปกับภาพ 3D แบบ สโลว์โมชั่น ที่สวยจนอลังการ

เรื่องนี้ผมให้ 7/10 ครับ

โดย ลูกอบรสเขียด