End of Watch : เรียลลิตี้ตำรวจบนจอใหญ่

Home / วิจารณ์หนัง / End of Watch : เรียลลิตี้ตำรวจบนจอใหญ่

เจค จิลเลนฮอลด์ นักแสดงคุณภาพอีกรายของฮอลลีวู้ด กลับมาแล้ว หลังจากช่วงหลังๆนี่ ดูเหมือนว่าเฮียแกจะรับเล่นหนังแค่ปีละเรื่องเท่านั้น และหนังตำรวจอย่าง End of Watch ก็เรียกได้ว่าเป็นหนังเรื่องเดียวในปีนี้ที่เฮีย เจค แกจะนำมาให้ดูกัน ที่มาพร้อมกับนักแสดงชั้นนำมากมายเช่น ไมเคิล พีน่า และ เคนดริค

ระหว่างแสงสีฟ้า เสียงไซเรนที่แผดร้องกึกก้องและแอ็กชันที่กระตุ้นอะดรีนาลินพลุ่งพล่าน ยังมีการปะทะคารมที่น่าขบขันและตรงไปตรงมาระหว่างคู่หู ที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันไปกับการนั่งรอการเรียกในรถตำรวจ พวกเขาได้สานสายสัมพันธ์กันในแบบที่ทำให้พวกเขาทำงานร่วมกันเป็นทีมเดียวกัน ได้เมื่อเผชิญกับภยันตราย โดยพวกเขารู้ดีแก่ใจว่า พวกเขาอาจถูกเรียกตัวให้ไปเสี่ยงชีวิตได้ทุกชั่วขณะ แอ็กชันที่ลุ้นระทึกได้ถูกเผยผ่านทางฟุตเตจจากกล้องแฮนด์เฮลด์ ที่ถ่ายทำจากมุมมองของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สมาชิกแก๊ง กล้องวงจรปิด แดชแคมและประชาชนผู้ติดอยู่ตรงกลางระหว่างการต่อสู้ มุมมองแบบ 360 องศาเลยหละ

End of Watch กำกับการแสดงโดย เดวิด เอเยอร์ มือเขียนบทที่เคยเขียนบทหนังเยี่ยมๆออกมาให้เราดูกันอย่าง Training Day และ The Fast and the Furious ก่อนที่จะผันตัวเองมาเป็นผู้กำกับหนังแนวตำรวจที่เขาชอบใน Harsh Times และ Street Kings ที่ในเรื่องแรกนั้นจับเอา คริสเตียน เบล มาสวมบทตัวเอก ส่วนเรื่องหลังนำเอา คีนู รีฟส์ มารับบทเป็นนายตำรวจ โดยก็ดูเหมือนว่าโชคชะตาจะเล่นตลก เมื่อหนังทั้ง 2 เรื่องเขาผันตัวมาเป็นผู้กำกับนั้นกลับไม่ได้ทั้งกล่องเงิน และ คำวิจารณ์ เพราะฉะนั้นดูเหมือนว่า End of Watch จะเป็นการกลับมาทำหนังตำรวจเป็นครั้งที่ 3 ของผู้กำกับ และก็ดูเหมือนว่าจะเป็นหนังที่ทำออกมาเพื่อให้ถึงนักวิจารณ์และคนดูได้เห็นว่า หนังของข้าก็ดีได้เหมือนกัน หลังจากที่หนังได้ทั้งกล่องเงินและคำวิจารณ์ที่สูงจากนักวิจารณ์ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

โดยดูเหมือนว่าเราจะเคยหนังตำรวจมาแทบทุกแนวแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหนังแนวตำรวจดี ที่ทำตัวเหมือนกับคนเหล็กในโลกมนุษย์ อย่างเช่น Die Hard และ Under Siege หรือไม่ว่าจะเป็นหนังแนวตำรวจเลวอย่าง Training Day , Brooklyn Finest หรือแม้แต่ที่เพิ่งผ่านไปอย่าง The Son of No One แต่ก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่มีใครทำหนังที่พูดถึงชีวิตของ ตำรวจ จริงๆเสียที ว่าแล้วนายผู้กำกับ เดวิด เอเยอร์ เลยลงไม้ลงมือทำมันออกมาซะเลยใน End of Watch ที่ต้องขอพูดได้เต็มปากเลยทีเดียวว่า ‘เป็นหนังที่คนชอบภาพยนตร์แนวตำรวจ .. ต้องดู’ เพราะ End of Watch ถือได้ว่าเป็นหนังที่ตีแผ่ชีวิตของ ตำรวจ ออกมาได้อย่างสมจริงนะ

ซึ่งดูเหมือนว่าการที่หนังใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบตามติดชีวิตของ 2 คู่หู จะเป็นอะไรที่มาถูกทางอย่างมาก เพราะนอกจากการที่จะทำให้หนังนั้นสามารถใส่ฉาก แอ็คชั่น , ดราม่า , โรแมนติค และ ตลก ออกมาได้อย่างเข้ากันแล้ว ตัวหนังยังมีอิสระในการใส่เรื่องราวของ ผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ ออกมาได้อย่างกว้างขวางอีกด้วย และหนังก็ทำมันสำเร็จ โดยการลบคติคำว่า ตำรวจ ออกฉากหนังแอ็คชั่นเดิมๆ โดยการเติมเลือดเนื้อ และ มิติ เข้าไปว่า ตำรวจ นั้นก็ไม่ใช่บุรุษเหล็กมาจากไหน แต่เขาก็เป็น มนุษย์ธรรมดา ที่เจ็บเป็น รักเป็น และ มีอารมณ์ไม่ต่างอะไรจากชาวบ้านทั่วไปเช่นเดียวกัน ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ต้องขอชมว่าหนังสามารถใส่ผสมปนเปเข้ามากับ ฉากแอ็คชั่น , ดราม่า และ มุกตลก แนวตำรวจกัดกันได้อย่างสนุกสนาน แบบที่หนังตำรวจเรื่องอื่นๆก็ยังถือว่าทำไม่ได้เท่านี่เลยทีเดียวหละ

เพราะหนึ่งในนั้นต้องขอบคุณด้านการแสดงของ เจค เจลลินฮออล์ และ ไมเคิล พีน่า ที่สามารถทำเอาตัวละครของ ไบรอัน และ ซาวาล่า ออกมาได้อย่างมีชีวิต โดยการที่ทั้งคู่ได้มีเคมีเข้ากันได้อย่างมีลีลาอย่างมาก จนทำให้เชื่อเลยว่า ‘นี่เรากำลังดูชีวิตของตำรวจ 2 คนนี่อยู่นะ’ ซึ่งคงมีอยู่เพียง 2 อย่างที่อาจจะทำให้มีคนผิดหวังกับ End of Watch อยู่พอสมควร โดยอย่างแรกเลยคือ การที่หนังมาในรูปแบบ Hand-Held อาจจะทำให้หลายคนเวียนหัวได้อย่างแรง และอย่างที่ 2 คือ การที่จริงๆแล้วมันเป็นหนังดราม่า มีฉากแอ็คชั่นแค่ช่วง 20 นาทีสุดท้าย จึงอาจจะทำให้คนที่หวังเข้าไปดูฉากแอ็คชั่นแบบที่ในตัวอย่างขายก็อาจจะผิดหวัง

เพราะฉะนั้นแล้วโดยสรุปคือถ้าหากใครหวังจะไปดูฉากแอ็คชั่นใน End of Watch ก็อาจจะควรหลีกเลี่ยงไปดู Stolen จะดีกว่า แต่ถ้าหากใครที่หวังจะไปดูว่าชีวิตจริงของตำรวจนั่นเป็นอย่างไร ผ่านเรื่องราวสุดระทึก ที่มีทั้งข้อชวนคิด และ อารมณ์ความเป็นแอ็คชั่น ดราม่า และ ตลก อย่างลงตัวก็ไม่ควรพลาดครับ

เรื่องนี้ผมให้ 8/10 ครับ

โดย ลูกอบรสเขียด