Argo : ปฏิบัติการชิงตัวประกัน ลุ้นเล็บกุด

Home / วิจารณ์หนัง / Argo : ปฏิบัติการชิงตัวประกัน ลุ้นเล็บกุด

วอร์เนอร์ ไทยแลนด์ ชอบทำให้แปลกใจได้เสมอ เพราะหลังจากเมื่อ 2 ปีก่อน ก็ได้นำเอา Hereafter ของ คลินท์ อีสต์วู้ด ผู้กำกับที่นานๆทีเราจะได้ดูโรง มาเข้าฉาย เช่นเดียวกับ Argo ผลงานการกำกับของ เบน เอฟเฟลค ที่หลังจาก 2 เรื่องก่อนของเขานั่นไทยเราดันไม่เข้า แต่เรื่องนี่กลับหลุดรอดมาให้ได้ดูซะงั้น

ภาพยนตร์เรื่องนี้ สร้างมาจากเรื่องจริง เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 1979 เกิดการปฏิวัติของชาวอิหร่านขั้นรุนแรง กองกำลังได้จู่โจมสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเตห์ราน มีการจับชาวอเมริกัน 52 คนเป็นตัวประกัน ท่ามกลางความโกลาหลชาวอเมริกัน 6 คนวางแผนหลบหนีและหาที่ลี้ภัยในบ้านของเอกอัครราชทูตชาวแคนาดา ในช่วงพริบตาก่อนที่ทั้ง 6 คนจะถูกพบตัวในสภาพใกล้ตายและ เบน แอ็ฟเฟล็ค ผู้ที่แสดงเป็น ซีไอเอที่ได้รับฉายาพิเศษว่า ?จอมสกัด? เป็นบุคคลที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือเหล่าประชาชนอเมริกัน หลบหนีจากพื้นที่อันตราย จึงเข้ามาพร้อมแผนการเสี่ยงภัย เพื่อพาตัวประกันหนีไปจากประเทศ อิหร่าน ที่รุนแรงครับ

Argo กำกับการแสดงโดย เบน เอฟเฟลค ที่หลังจากในปี 2007 เขาได้พิสูจน์ให้ชาวโลก และ วงการฮอลลีวู้ด เห็นแล้วว่า ตัวเขานั่นไม่ได้ดีแค่ทางด้านการแสดงเท่านั้น แต่ด้านการกำกับ และ เขียนบท เขาก็เป็นที่หนึ่งไม่แพ้ใคร กับหนังดราม่า สืบสวน เรื่อง Gone Baby Gone ก่อนที่จะตามมาด้วยหนังแอ็คชั่น ดราม่า ในปี 2010 อย่าง The Town ที่ยิ่งส่งชื่อของ เอฟเฟลค ให้กลายเป็นผู้กำกับ และ นักแสดง แนวหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย โดยในปีนี้ เขากลับมาพร้อมกับผลงานที่ดูเหมือนจะได้รับการเต็งจากนักวิจารณ์ต่างประเทศแล้วว่า จะเป็น 1 ใน 10 ผลงานที่ต้องเข้าชิงออสการสาขา ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แน่นอน กับ Argo ที่หยิบเอาเรื่องจริงที่เก็บเงียบของ ซีไอเอ มาทำเป็นหนังแนว ทริลเลอร์ ดราม่า ที่ก็ยังไม่พ้นพ่วงดาราคุณภาพอย่าง จอห์น กู้ดแมน และ อลัน อาร์กินส์ มาร่วมจอ

ซึ่งพวกเรานั่นก็คงเคยเห็นหนังช่วยประกันแนวระห่ำกันไปมากแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Hostage ของ บรู๊ซ วิลลิส หรือแม้แต่ Taken ของ เลียม นีสัน แต่ผมเชื่อว่าคุณจะไม่เคยเห็นหนังแนวช่วยตัวประกันที่ดูแล้วสามารถทำให้คุณลืมหายใจ และ ลุ้นจนกัดเล็บกุด ได้เท่า Argo เลยก็ว่าได้ เพราะถึงแม้ว่าทั้งตัวเรื่อง และ การดำเนินเรื่อง ของ Argo จะออกมาในชนิดที่ว่า คนดูสามารถเดาได้แล้วว่าในตอนจบของหนังจะเป็นอย่างไร แต่เป็นเพราะสไตล์ในการกำกับภาพแนว เบน เอฟเฟลค ผสมผสานกับฉากหลังแนวประเทศตะวันออกกลางและความตื่นเต้นสไตล์หนังสายลับ จึงทำให้ฉากการช่วยตัวประกันหลบหนีใน Argo ตอนช่วงท้ายสุด

ทำออกมาได้อย่างกดดัน ตราตรึง และลุ้นไปกับการเอาใจช่วยตัวละคร โดยที่ไม่ต้องใส่ฉากการสาดยิงลูกกระสุน หรือขับรถไล่ล่า แต่ Argo กลับเป็นหนังที่เน้น ความมันส์ ที่ด้านอารมณ์ความลุ้นของคนดูเสียมากกว่า จึงทำให้นั่นเองเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉากไคล์แมกซ์ในหนังเรื่องนี่ ที่ถึงแม้จะไม่มีฉากการวิ่งไล่ล่าเจ๋งๆ หรืออะไรเถือกนั่นแบบที่หนังสายลับเรื่องอื่นเขาทำกัน กลับออกมาได้อย่างคุ้มค่าแก่การรอคอย และลุ้นระทึกแบบที่คนดูไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลยก็ว่าได้ครับ โดยในอีกด้านนึงที่ผมค่อนข้างชอบใน Argo นั่นคือการที่หนังยังสามารถใส่เรื่องราวประเด็นได้หลุดจากกรอบที่หนังวางเอาไว้ โดยการที่หนังเล่นเรื่อง ความเป็นฮีโร่ของประเทศ อเมริกา ที่ออกมาในรูปแบบทั้ง สรรเสริญ และ แขวะตัวเองไปในเวลาเดียวกัน ที่นอกจากจะสามารถลงตัวไปกับสถานการณ์ในตัวหนังที่ว่าแล้ว

หนังยังสามารถปิดท้ายเรื่องราวเหล่านี่ได้อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งในอีกด้านที่ขาดไม่ได้ คงหนีไม่พ้นด้านของ การแสดง ที่ เบน เอฟเฟลค ในเรื่องนี่ถึงแม้จะไม่ได้มีการดึงเอาดาราแถวหน้ามาใช้เยอะแยะมากมายเท่ากับ Gone Baby Gone หรือ The Town แต่การที่ เอฟเฟลค วางให้ตัวละครของเขานั่นแบกรับภาระอุ้มตัวหนังไปคนเดียว ก็ถือว่าเป็นการที่เปิดเวทีให้เขาพิสูจน์ฝีมือได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในฉากที่ร่วมซีนกับ จอห์น กู๊ดแมน และ อลัน อาร์กินส์ เรียกได้ว่าไม่มีใครน้อยหน้าใครเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามผมกลับคิดว่า Argo น่าจะเป็นหนังที่ไม่เหมาะกับคนที่ต้องการได้หนังคิดมากหรือคาดหวังแนว Gone Baby Gone

เพราะใน Argo ตัวเรื่องจะเดินเป็นเส้นตรง และไม่ต้องให้คนดูคิดอะไรให้มากมาย เพราะตัว Argo นั่นจะเป็นหนังเลือกที่จะขายด้านของ ความลุ้นระทึก และ การแสดง เสียมากกว่าจะขายเรื่องประเด็นถกเถียง และ นำกลับไปคิดแบบเรื่องเก่าๆของ เบน เอฟเฟลค เพราะฉะนั้นถ้าหากใครชอบสไตล์อย่างที่ว่าก็จัดไปเลยครับ

เรื่องนี้ผมให้ 10/10 ครับ

โดย ลูกอบรสเขียด