The Perks of Being a Wallflower วิธีการเข้าสังคมของกลุ่มคนต๊อกต๋อย

Home / วิจารณ์หนัง / The Perks of Being a Wallflower วิธีการเข้าสังคมของกลุ่มคนต๊อกต๋อย

การประกบคู่กันของสองนักแสดงวัยรุ่นที่มาแรงที่สุดในปัจจุบัน เอ็มม่า วัตสัน ผู้รับบทเป็น เฮอร์ไมโอนี่ ในแฟรนไชส์ Harry Potter และ โลแกน เลอร์แมน กับภาพยนตร์โรแมนติก-ดราม่า ที่สร้างจากวรรณกรรมเยาวชนคุณภาพ ซึ่งติดอันดับหนึ่งในหนังสือสิบเล่มที่ควรอ่านของ American Library Association The Perks of Being a Wallflower เป็นเรื่องราวของ ชาร์ลี (โลแกน เลอร์แมน) เด็กหนุ่มวัย 15 ที่ต้องพบเรื่องราวมากมายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต หลังจากที่ได้รู้จักกับ แซม (เอ็มม่า วัตสัน) เขาต้องดิ้นรนเพื่อค้นหาตัวตน ก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความสับสน เผชิญหน้าความรักครั้งแรก และการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่กำลังจะมา

The Perks of Being a Wallflower กำกับการแสดงโดย สตีเฟ่น ชาร์บอสกี้ ผู้กำกับที่เติบโตมาจากหนังสั้น และเคยมีส่วนร่วมในการเขียนบทของหนังเพลงเล็กๆอย่าง Rent ในปี 2006 ด้วยเช่นกัน กับหนังที่สร้างมาจากนิยายขายดีในชื่อเดียวกัน ที่หนังเน้นไปที่เรื่องราวของ เด็กหนุ่มต๊อกต๋อย ที่ต้องการจะเข้าสังคมในหมู่เพื่อนให้ได้ในไฮสคูล โดยเรื่องราวแบบนี่ผมเชื่อว่า คนที่จะดู The Perks of Being a Wallflower และอินไปได้กับตัวหนังได้อย่างแท้จริง คงหนีไม่พ้นกับคนที่เคยมีปม โดนเพื่อนแกล้ง หยอกล้อ และต่างๆอีกมากมายในสมัยมัธยม เพราะตัวหนังทั้งหมดเรียกได้ว่าแทบจะหยิบยกเอาเรื่องราวเหล่านั้นมาสร้าง และใส่สีแต่งกลิ่นเข้าไปนิดหน่อยได้อย่างเข้ากันเลยทีเดียวก็ว่าได้ครับ แถมก็ดูเหมือนว่าตัวหนังจะสามารถทำสำเร็จกับการที่พูดถึง วิธีการก้าวผ่านช่วงอายุและอื่นๆ

ที่ในเมื่อหนังเน้นไปที่เรื่องราวของ คนที่พยายามจะมีบทบาทในสังคมเล็กๆ จึงทำให้หนังสามารถใส่เรื่องราว และคำคมคมคาย ได้เต็มไปหมด แล้วหนึ่งในประเด็นเหล่านั้นคือการที่หนังได้พูดถึงว่า การที่คุณได้เจอใครบางคนที่นั่งเก็บเงียบ ไม่ยอมพูด ไม่ใช่ว่าเขาต้องการจะอยู่ในโลกส่วนตัวเสมอไป แค่เขาเป็นคนที่ไม่สามารถหาทางเสนอตัวเข้าสังคมได้ถูกต้องเท่านั้น ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ต้องขอยอมรับเลยว่าผู้กำกับสามารถใส่ทั้งเรื่อง สุข , เหงา , เศร้า , ขำ และ ซึ้ง เข้ามาในตัวหนังเรื่องเดียวกันได้อย่างกลมกล่อม แถมตัวหนังยังสามารถแบ่งโทนเรื่องเหล่านั้นได้ชัดเจนว่าในแต่ละฉากต้องการให้คนดูรู้สึกไปกับตัวละครแบบใด

โดยเฉพาะในตอนท้ายของเรื่องที่หนังสามารถพาอารมณ์คนดูไปได้ถึงจุดพีคได้อย่างทรงพลัง และเต็มไปด้วยความอิ่มเอม ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ซึ่งอย่างที่บอกไปในทีแรกว่า ถ้าหากใครที่มีปม หรือบางสิ่งบางอย่างคล้ายกับตัวละครของเรื่อง จะยิ่งสามารถอินเข้าไปใหญ่เลยก็ว่าได้ครับ โดยผมก็ไม่รู้ว่าใครที่ไม่เคยมีปัญหา หรือ อุปสรรค์หลักๆ แบบตัวละคร จะสามารถอินและเข้าใจไปกับตัวหนังได้มากน้อยแค่ไหน แต่หลักๆแล้ว The Perks of Being a Wallflower ก็ถือว่าเป็นหนังแนววัยรุ่น คัมมิ่ง ออฟ เอจ ที่ไม่น่าพลาดอยู่เรื่องนึงของปีเลยก็ว่าได้ ซึ่งในอีกหลายองค์ประกอบที่ทำให้ตัวหนังนั้นจี๊ดไปถึงหัวใจคนดูได้อย่างสมบูรณ์แบบ คงหนีไม่พ้นด้านของ ดนตรีประกอบ ที่มีอารมณ์และโทนเดียวแบบ (500) Days of Summer เพียงแต่ว่าตัวละครและสเกลหลักของเรื่องนี้เป็นเยาว์วัยลง

พร้อมทั้งด้านของการแสดงทั้ง 3 ตัวละครหลักก็ยิ่งถือว่าสามารถทำออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะไม่ได้มีตัวละครไหนที่โดดเด้งหรือเด่นเกินใคร แม้แต่กระทั่งตัวละครหลักอย่าง ชาร์ลี ของ โลแกน เลอร์แมน ก็ตาม ซึ่งทางด้านนักแสดงทั้ง 3 คนอย่าง โลแกน เลอร์แมน , เอมม่า วัตสัน และ เอสร่า มิลเลอร์ล ถือว่าสามารถเนรมิตรตัวละครออกมาได้อย่างมีเสน่ห์ และ จับต้องได้ โดยเฉพาะ เอสร่า มิลเลอร์ล ที่ถ่ายทอดคาแรกเตอร์ของ แพทริค ออกมาได้อย่างมีสีสันไม่แพ้ คริส โคลเฟอร์ ใน Glee ส่วนทางด้านของ เอมม่า วัตสัน ที่หลังจากออกจากโรงเรียนเวทมนตร์ การแสดงของเธอก็ยิ่งฉายแสงเจิดจ้าให้ตัวละคร แซม มีเสน่ห์

เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้วสำหรับผม The Perks of Being a Wallflower จึงถือว่าเป็นหนังแนวชีวิตวัยรุ่น คัมมิ่ง ออฟ เอจ ที่สามารถจี้หัวใจคนดูได้อย่างตรงจุด มาพร้อมกับอารมณ์ที่ครบถ้วนทั้ง สุข เศร้า เหงา ขำ และ ซึ้ง แถมในด้านของการแสดงนำของนักแสดงทั้ง 3 คนก็ยังแสดงได้อย่างมีเสน่ห์ และ จับต้องได้

เรื่องนี้ผมให้ 9/10 ครับ

โดย ลุกอบรสเขียด