Frankenweenie : คืนชีพให้กับ งานศิลป์เพี้ยนๆ ที่ผสมปนเปื้อนกับ ความคลาสสิค

Home / วิจารณ์หนัง / Frankenweenie : คืนชีพให้กับ งานศิลป์เพี้ยนๆ ที่ผสมปนเปื้อนกับ ความคลาสสิค

ไม่รู้ว่าเป็นปีทองของ ทิม เบอร์ตั้น รึปล่าว ที่เขาอุตส่าห์มีไอเดียผลิตหนังมาให้เราชมได้ถึง 2 เรื่อง โดยเรื่องแรกคือ Dark Shadows ที่เข้าฉายไปเมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยนี้คือเรื่องที่ 2 ที่เขากำกับเอง แต่ก็น่าเสียดายที่ทั้ง 2 เรื่องกลับทำรายได้ไม่ดีในตารางหนังทำเงิน ถึงแม้คำวิจารณ์จะดีก็ตามครับ

แฟรงเคนวีนนี่ คือเรื่องราวของเด็กชายคนหนึ่งกับ ?สปาร์คกี้? สุนัขตัวโปรดของเขา หลังจากการสูญเสียเพื่อนสุดที่รักอย่างไม่ทันตั้งตัว ?วิคเตอร์? หนุ่มน้อยหัวใจสลาย จึงใช้พลังแห่งวิทยาศาสตร์ในชั้นเรียนของเขา เพื่อคืนชีพเพื่อนผู้ซื่อสัตย์ให้กลับมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งแต่ความ โกลาหล วุ่นวาย ป่วนปนสยอง ก็เกิดขึ้นเมื่อสปาร์คกี้ ได้หลุดออกไปสู่โลกภายนอก เพื่อนๆของวิคเตอร์, คุณครู, และชาวเมืองทั้งหลายจึงได้รู้ว่า ?การคืนชีวิตใหม่’ ให้กับเหล่าสัตว์เลี้ยงที่ตายไปแล้วมันไม่ใช่เรื่องสยองขวัญ จึงทำให้ทั้งเหล่า เด็กเกเร และเพื่อนๆของ วิคเตอร์ ร่วมกันฟื้นคืนชีพเหล่าสัตว์เลี้ยงสยอง ที่ทำให้วิคเตอร์ ต้องหยุดพวกมันให้จงได้

Frankenweenie กำกับการแสดงโดย ทิม เบอร์ตั้น ที่ในผลงานเรื่องนี้เป็นการหวนคืนสู่หนังอนิเมชั่นอีกครั้ง หลังจากห่างหายจากหนังแนวนี้ไปถึง 7 ปี นับจากผีเจ้าสาวอย่าง Corpse Bride ซึ่งสำหรับ แฟรงเคนวีนนี่ เป็นหนังที่สร้างต่อยอดมาจากหนังสั้นของตัว ทิม เบอร์ตั้น เอง ที่เคยสร้างไว้เมื่อปี 1984 โดยตอนนั้นก็ใช้ทุนสร้างไปอย่างน้อย 1 ล้านเหรียญ ซึ่งก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนเลยว่า ใครที่ไม่ชอบดูหนัง ขาว-ดำ ก็ควรหลีกเลี่ยง Frankenweenie อย่างแรก เพราตัวหนังจะเป็นอนิเมชั่น ขาวดำ ตลอดเรื่อง แต่ถ้าหากสำหรับใครที่ไม่มีปัญหากับข้อดังกล่าวเช่นผม ก็ดูเหมือนว่ามันจะเป็นฟังก์ชั่นที่ตอบสนองความเป็น ทิม เบอร์ตั้น ได้ดีเลยทีเดียว เพราะดูเหมือนสิ่งที่โดดเด่นในหนังทุกเรื่องของ ทิม เบอร์ตั้น ก็ยังคงจะเป็นด้านของ งานศิลป์ ที่ยิ่งนับวันก็ยิ่งเพี้ยน แต่ก็ยิ่งสวยงามไปในตัว

โดยด้านของงานศิลป์ใน Frankenweenie ต้องขอยอมรับเลยว่าสามารถทำออกมาได้ เพี้ยนแต่สวย ได้โดนใจผมมากกว่า Corpse Bride เสียอีก เพราะไม่ว่าจะเป็นด้านของ โลเคชั่นเมือง และ ลักษณะของตัวละคร ต่างก็เป็นสิ่งที่สร้างสีสันให้กับตัวหนังได้อย่างชัดเจน ไม่แพ้ไปกับด้านของ ความสนุก ในตัวหนัง และ ประเด็นเรื่องราวการ ฝืนกฏธรรมชาติของมนุษย์ ที่ตัวหนังค่อนข้างให้ความใส่ใจในทุกรายละเอียด โดยเฉพาะด้านของ ความสนุกสนาน ที่ ทิม เบอร์ตั้น สามารถใส่เข้ามาเอาใจผู้ใหญ่โตๆได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ โดยการเลือกที่จะให้ไคล์แมกซ์ในตัวหนังเปรียบเสมือนเป็นการ คารวะ หนังสยองขวัญยุคเก่าๆได้ดี

ที่ผลลัพธ์ที่ออกมาถือว่าน่าพอใจ และเข้าไปกับตัวเรื่องได้อย่างไม่ยัดเยียด ซึ่งฉากที่หนังหยิบเอามาคารวะก็มาจากหนังจำพวก แฟรงเคนสไตน์ , แดร็คคูล่า และ อีกมากมาย ที่คอหนังสยองขวัญยุคเก่าๆคงจะคุ้นหูคุ้นตากันอย่างแน่นอน พร้อมทั้งในด้านของประเด็นแฝงในหนังอย่างเรื่องของ วิทยาศาสตร์ และ การฝืนกฏธรรมชาติ ของมนุษย์ ตัวผู้กำกับ ทิม เบอร์ตั้น เอง ก็ยังถือว่าสามารถประครองสิ่งเหล่านี้มาได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย และนำมันมาผสมเข้ากับความสนุกได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะเรื่องของ การฝืนกฏธรรมชาติ ที่หนังเปรียบเสมือนเสียดสีมนุษย์ไปในตัวว่า การที่ไม่ยอมรับในความเป็นไปตามธรรมชาติ ก็จะก่อเกิดสิ่งที่เหนือธรรมชาติ แถมนอกจากนั่นหนังยังแอบใส่เรื่องราวของการพูดถึง ผู้ใหญ่ ที่หนังให้ ผู้ใหญ่ เป็น ไม้แข็งดัดยาก ที่ไม่ฟังใครนอกจากตัวเอง

ที่หนังพยายามจะบอกว่าไม่ว่าจะสมัยไหน ผู้ใหญ่ ก็ยังเป็นบุคคลที่ยังคงอ้างถึงเรื่องราวของ ความอาวุโส และ ประสบการณ์ เพื่อที่จะได้ให้ตัวเองดูดี และไม่ฟังเหตุผลจากบุคคลอื่น ยกตัวอย่างเช่น เด็ก โดยจะถูกหาว่าไร้ประสบการณ์ ทั้งที่จริงแล้ว ผู้ใหญ่ เหล่านั้น กลับไม่รู้เลยว่า แต่ละบุคคล แต่ละช่วงอายุ กลับมี ความอาวุโส ในด้านของ ประสบการณ์ ต่างรูปแบบกันไป ซึ่งนี้ก็ไม่ใช่อนิเมชั่นที่พูดถึง ผู้ใหญ่ เรื่องแรก เพราะก่อนหน้านั้นก็ได้มี ParaNorman ได้พูดถึงเรื่องราวแบบนี้ไปแล้วเช่นเดียวกัน แถมด้านของความสนุกในอนิเมชั่นแปลกๆ 2 เรื่องนี้ ก็ยังถือว่าทำออกมาได้สูสีกัน ที่แฟนหนัง สต๊อป โมชั่น คงจะได้อิ่มกันแน่

โดยสรุปแล้ว Frankenweenie จึงถือว่าเป็นอนิเมชั่นอีกเรื่องของปี ที่ทำออกมาได้สนุกสนานทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดดเด่นด้านของ งานศิลป์ และ ประเด็น ที่กลับมาเป็นหนัง ท๊อปฟอร์ม ของ ทิม เบอร์ตั้น ได้ไม่ยาก แต่ตัวหนังน่าจะไม่เหมาะกับคนที่ไม่ชอบหนังขาวดำ และอนิเมชั่นที่ดูประหลาดๆแถมยังเป็นดินน้ำมันอีก

เรื่องนี้ผมให้ 8/10 ครับ

โดย ลูกอบรสเขียด