Red Dawn ? เรื่องของกองกำลังน้อยพิทักษ์บ้านเกิด

Home / วิจารณ์หนัง / Red Dawn ? เรื่องของกองกำลังน้อยพิทักษ์บ้านเกิด

ในยุคที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การชิงดีชิงเด่นเพื่อผลประโยชน์ทั้งของประเทศชาติ การเมือง และอำนาจส่วนตัว ถูกผสมปนเปกันไปจนเริ่มแยกไม่ออก! หน้าฉากแต่ละประเทศเสมือนหนึ่งบ้านพี่เมืองน้อง แต่ลับหลังดำเนินแผนการไม่ดีแฝงอยู่ เราในฐานะประชาชนตาดำๆ ทั่วไป ไม่สามารถรู้ได้หรอกว่าผู้บริหารประเทศกำลังนำพาประเทศไปสู่ทิศทางใด แต่ข่าวสารที่ถูกนำเสนออยู่ในตอนนี้ก็พอทำให้รู้ว่า โลกของเราทุกวันนี้ไม่ได้สงบนัก มันพร้อมที่จะเกิดความรุนแรงขึ้นได้ทันทีหากเหตุปัจจัยพร้อม นั่นจึงเป็นที่มาของเรื่องราวที่น่าสนใจ ที่ผู้สร้างใช้ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ของโลก มาสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อ Red Dawn

Red Dawn เป็นผลงานการนำแสดงเรื่องล่าสุดของเทพเจ้าธอร์ คริส เฮมส์เวิร์ธ ที่มารับเป็น เจ็ด พี่ชายนาวิกโยธินสหรัฐที่เพิ่งกลับจากการประจำการที่ต่างประเทศ รอวันที่กองทัพเรียกตัวกลับ เขามีน้องชายชื่อ แม็ตต์ (จอช เพ็ค) ที่ดูจะไม่ค่อยลงลอยกันจากปมเก่าในอดีต และ ทอม (เบร็ตต์ คัลเลน) พ่อผู้เป็นสารวัตร ในขณะที่ทุกคนกำลังพักผ่อนอยู่นั้นปรากฎว่า สหรัฐได้ถูกโจมตีกระทันหันจากกองทัพเกาหลีเหนือ ผู้คนล้มตาย บ้างถูกจับเป็นตัวประกัน แต่ว่า เจ็ด และ แม็ตต์ ไม่ยอมถูกจับ จึงได้หลบหนีพร้อมกับเพื่อนๆ ของแม็ตต์ จำนวนหนึ่ง ทั้งหมดได้ถูกฝึกวิชาสู้รบจากเจ็ด และได้ตั้งกองกำลังพิเศษ วูล์ฟเวอรีน (Wolverines) ขึ้น เพื่อทำลายและเตือนผู้มาเยือนจากต่างถิ่นว่า พวกเขาไม่ยอมจำนนง่ายๆ

Red Dawn คือหนังรีเมคจากฉบับแรกเมื่อปี 1984 ที่เรื่องราวแทบจะไม่มีอะไรแตกต่าง แค่เปลี่ยนตัวศัตรูจากทัพโซเวียตบุกมาเป็นเกาหลีเหนือเท่านั้น หนังกำกับโดย แดน แบรดลี่ย์ ที่มีเครดิตจากการเป็นผู้กำกับกองสองของหนังดังอย่าง Independence Day, Spider-Man 2-3, The Bourne Supremacy ฯลฯ และล่าสุดกับ Mission: Impossible ? Ghost Protocol

หนังเปิดเรื่องด้วยผูกโยงสถานการณ์ของโลกในปัจจุบันทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการทหาร ที่พยายามล้อหลอกให้ผู้ชมรู้สึกถึงความไม่แน่นอนของเหตุการณ์ต่างๆ อันมีปัจจัยที่อาจทำให้เกิดสงครามขึ้น โดยโยนเหตุไปให้กับ เกาหลีเหนือ ที่เหิมเกริมมากขึ้นจากการเปลี่ยนตัวผู้นำ ซึ่งถือว่าหนังทำได้ดีในการสร้างความน่าเชื่อให้กับเรื่องราวที่จะเล่าต่อๆ ไป เช่นเดียวกันกับ ความสัมพันธ์ของตัวละครที่หนังพยายามให้ผู้ชมเชื่อเช่นเดียวกัน กับความสัมพันธ์ไม่สู้ดีนักของคู่พีน้อง แต่ดูจะรีบร้อนเกินไป เพราะยังไม่ทันที่ผู้ชมจะเข้าใจอะไร ก็เริ่มเข้าสู่ฉากสงครามกันแล้ว ที่หลังจากนั้นก็มีแต่ความชุมมุนวุ่นวาย และภาพที่ชวนปวดเศียรเวียนเกล้า ที่อาจทำให้ใครที่ทานข้าวอิ่มมาก่อนดูหนัง อาจมีคลื่นเหียนกันได้!

ฉากการบุกโจมตีแบบฉับพลันของกองทัพเกาหลีเหนือนั้น ถือเป็นจุดขายสำคัญของหนังเรื่องนี้ เพรามันดึงดูดความสนใจ ได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นในตัวอย่างหนัง แต่ก็เท่านั้น มันดูดีในช่วงแรกจริงๆ ให้อารมณ์เหมือนหนังเอเลี่ยนบุกโลก แต่เมื่อเรื่องดำเนินไป ทำให้รู้สึกถึงความขัดใจ เพราะกองทัพสหรัฐในความเป็นจริงซึ่งเราพอจะพูดได้ว่า มีแสนยานุภาพสูงที่สุดในโลกนั้น กลับดูอ่อนและไร้ทางต่อต้านจนน่าสมเพชเกินไป เพราะไม่ว่าจะมองจากมุมไหน เกาหลีเหนือก็ไม่มีทางกำราบได้ง่ายขนาดนั้น อาจต้องยอมรับว่ามันเป็นเพียงแค่หนัง แต่เนื่องด้วย Red Dawn พยายามจัดวางตัวเองให้ดูสมจริงสมจัง ฉะนั้นเมื่อฉากไคลแม็กซ์ที่สุดของหนังเรื่องนี้ทำไม่ถึงแล้ว หลังจากนี้ก็คือความด้อยในทุกๆ ทาง

กลุ่มตัวละครเพียงหยิบมือเดียว กับมีทักษะทางการทหารเพียงหนึ่งคน กับเครือข่ายที่เชื่อมโยงให้พวกเขาสามารถจัดหาอาวุธ ยุทโธปกรณ์ได้ขนาดนี้ โดยไม่ลงในรายละเอียดทำให้รู้สึกออกจะขี้โม้เกินไป และยิ่งไม่น่าเชื่อเข้าไปใหญ่เมื่อ กองทัพเกาหลีเหนือสามารถปฏิบัติการโจมตีแบบสายฟ้าแล่บใส่อเมริกาได้ขนาดนั้น กลับไร้ซึ่งหนทางในการจับตัวกลุ่มคนเพียงไม่กี่คน จนต้องใช้วิธีการอันต่ำทราม มันจึงออกจะน่าขันไปสักหน่อย!

และเช่นเคยกับหนังแนวๆ นี้ที่ต้องมีพวกหักหลัง ก็ทำได้เพียงผิวเผิน หรือ คนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนจนฝ่ายตนเองต้องได้รับอันตราย ซึ่งถ้าหากปูบทตัวละครได้ดีกว่านี้จะสามารถสร้างอารมณ์ร่วมกับผู้ชมได้มาก ความสัมพันธ์ของพี่น้องระหว่างเจ็ด และ แม็ตต์ ถือเป็นส่วนที่ทำให้เรื่องราวดูมีมิติไม่แห้งแร้งจนเกินไป จนทำให้ช็อตหลังจากพี่น้องปรับความเข้าใจกันเรียบร้อยแล้ว ส่งผลต่อความรู้สึกอยู่บ้าง

กับฉากแอ็คชั่นที่น่าจะเป็นอีกจุดขายหนึ่งของเรื่องนี้ ดูดีครับ คล้ายๆ ดูกลุ่มกองโจรปฏิบัติภารกิจ แต่น่าผิดหวังกับการเคลื่อนไหวของกล้องที่พยายามจะสมจริง โดยไม่คำนึงว่าการรับรู้เรื่องราวของผู้ชมจะมีปัญหา เพราะบางครั้งดูไม่ออกว่ากลุ่มตัวละครกำลังเผชิญกับอะไรอยู่ พอมารู้อีกทีบทสรุปก็ออกมาแล้ว!

หนังสอดแทรกความเป็นชาตินิยมลงไปอย่างเห็นได้ชัด แต่ว่าอารมณ์ที่ได้มิอาจเปรียบกับหนังแนวสงครามได้เลย การคำนึงถึงชาติพันธุ์ถิ่นที่อยู่ เพื่อจะได้ดิ้นรนขัดขันนั้นพอจะเข้าใจได้ แต่ถ้อยคำนั้นกล่าวจากปากของตัวละครที่ไม่อาจทำให้เราเชื่อได้ว่าเขาแข็ง แกร่งและเป็นผู้นำพอ เพราะการแสดงของ จอช เพ็ค ที่มองยังไงเขาก็ยังเป็นเพียงเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งเท่านั้น (แม้ว่าตัวจริงของนักแสดงจะไม่ใช่เด็กแล้วก็เถอะ) ผิดกับ จอช ฮัทเชอร์สัน ที่รับบทเป็น โรเบิร์ต เพื่อนของ แม็ตต์ ที่แสดงน้อย แต่ให้มิติทางอารมณ์มากกว่า ส่วน คริส เฮมส์เวิร์ธ พระเอกของเราก็เอาตัวรอดไปได้มาดผู้นำที่ดูดีและช็อตไม่คาดคิดในช่วงท้ายเรื่อง

แม้หนังจะหาทางออกของตัวเองเจอ กับการที่ให้หน่วยวูล์ฟเวอรีนและนาวิกโยธินสหรัฐ 2 นาย (ที่มาสมทบในภายหลัง) ค้นพบเทคโนโลยีที่ทำให้พวกเขาสามารถเข้ายึดอเมริกาได้ แต่สุดท้ายหนังก็ไร้หนทางไปต่อ และจบด้วยบทสรุปที่ค้างคาใจ น่าเสียดายกับองค์ประกอบของหนังหลายๆ อย่าง ที่ควรจะมอบผลลัพธ์ที่ดีกว่าที่เป็นอยู่!

Red Dawn ผมให้ 2 ดาว (เต็ม 5? ดาว)

โดย Charthree
http://charthree.wordpress.com