Cloud Atlas ? ชะตากรรมข้ามศตวรรษ

Home / วิจารณ์หนัง / Cloud Atlas ? ชะตากรรมข้ามศตวรรษ

เชื่อว่าทุกคนเคยตั้งคำถามว่า ตัวเรานั้นเกิดมาทำไม? เพื่อใคร? หรือเพื่อตัวเอง? แต่สุดท้ายเราก็ลืมที่จะหาคำตอบ และใช้ชีวิตตามกระแสโลกกันต่อไป หนักข้อขึ้น! บางคนอาจจะเคยถามว่า อดีตชาติมีจริงไหม? และชาติก่อนเราเป็นใคร? ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่เป็น กรรมวิสัย และโลกวิสัย ที่พระพุทธเจ้าเรียกว่ารวมๆ ว่า อจินไตย ที่ทรงเตือนว่า อย่าไปพยายามทำความเข้าใจด้วยตรรกะสามัญอย่างเราๆ ท่านๆ เลย เสียเวลาเปล่า และสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง ที่บางครั้งเมื่อเราประสบอะไรหนักหน่วงในชีวิต เราก็มักจะคิดคำนึงถึงแม้สุดท้ายเราจะพบแต่ความว่างเปล่า

เรื่องราวของ Cloud Atlas ใช้จุดนี้มาปรุงมาแต่งเป็นเรื่องราวที่คล้ายจะไม่เกี่ยวข้องกันแต่ก็มี บางอย่างที่เชื่อมโยงถึงกันอยู่ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าสาส์นที่เราได้รับนั้นจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามความต้องการ ของผู้สร้างหรือไม่ แต่นั่นหาใส่สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญคือเราได้อะไรจากหนังเรื่องนี้มากกว่า

Cloud Atlas เดิมทีเป็นวรรณกรรมจากนักเขียนชาวอังกฤษนามว่า เดวิด มิตเชลล์ และดัดเแปลงเป็นภาพยนตร์โดย ลานา วาชาวกี้, แอนดี้ วาชาวกี้ จากไตรภาค The Matrix และ ทอม ไทเควอร์ จาก Perfume: The Story of a Murderer เล่าเรื่องราวล้ำจินตนาการที่กินเวลาหลายศตววรษ!

ผ่านเรื่องราวบันทึนการเดินทางจากหมู่เกาะตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิกของ อดัม อีวิง (จิม สเตอเจสส์) ในปี ค.ศ. 1849 ที่มาเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักประพันธ์มือพรสวรรค์แต่ข้นแค้นชาว อังกฤษ โรเบิร์ต โฟรบิเชอร์ (เบน วิสชอว์) ให้สามารถประพันธ์เพลง Cloud Atlas Sextet ในปี ค.ศ. 1936 ซึ่งบทเพลงนี้ช่วยเป็นกำลังใจให้ หลุยซา เรย์ (ฮัลลี่ เบอร์รี่) นักข่าวจากซาน ฟรานซิสโก ที่ต้องการเปิดโปงความฉ้อฉลที่มีกลิ่นคาวเลือดแฝงอยู่เบื้องหลังของบริษัท ด้านพลังงานยักษ์ใหญ่ จนกลายมาเป็นนวนิยายแนวสืบสวนสอบสวน ในยุคสงครามเย็นเมื่อปี ค.ศ. 1973 จนมาเป็นแรงผลักดันให้ ทิโมธี คาเวนดิช (จิม บรอดเบนด์) บรรณาธิการสำนักพิมพ์วัยชราตกอับ ได้เขียนเรื่องราววิบากกรรมในชีวิตเขาที่ต้องทำทุกวิถีทางในการหลบหนีออกจาก บ้านพักคนชราที่เหมือนกับนรก! เมื่อปี ค.ศ. 2012 ที่ต่อมาถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ ที่มนุษย์สังเคราะห์สาวซอนมี-451 (ดูน่า เบ) ได้ชม และเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้เธอลุกขึ้นมาประกาศอิสรภาพ ในโลกอนาคตปี ค.ศ. 2144 ซึ่งสุดท้าย อุดมการณ์ในการปลดแอกของซอนมี-451 เป็นสิ่งที่ผู้คนในโลกอนาคตอีกหลายร้อยปี อันเป็นโลกยุคสูญสิ้นอารยธรรมต่างยึดถือเป็นที่พึ่งทางจิตวิญญาณ ในการผ่านเรื่องราวอันเลวร้ายในชีวิต จนเป็นที่มาของเรื่องเล่าข้างกองไฟเกี่ยวกับ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการล่มสลายของอารยธรรมมนุษย์ ของแซคคารี่ (ทอม แฮงค์) เมื่อประมาณปี ค.ศ. 2321

อาจจะพอพูดให้เจาะจงลงไปว่าภายใต้เรื่องใหญ่หนึ่งเรื่อง มีเรื่องย่อยลงไปอีก 6 เรื่อง ซึ่งการเล่าเรื่องใช้วิธีการเล่าเรื่องแต่ละเรื่องเพียงนิดและตัดสลับไปมา พร้อมทั้งนำเสนอด้วยจังหวะที่ให้เกิดความรู้สึกว่าเรื่องนั้นกำลังอยู่ใน ช่วงตื่นเต้นและเข้มข้นอยู่ตลอดเวลา เรากำลังรู้สึกอินและเรื่องก็ดำเนินถึงส่วนที่สำคัญๆ และฉากก็ตัดกลับไปเล่าเรื่องยุคอื่นสมัยอื่นบ้าง ออกจะขัดอารมณ์อยู่บ้างแต่ก็นับเป็นเสน่ห์อีกแบบหนึ่ง แม้ลูกเล่นแบบนี้จะเป็นลูกเล่นธรรมดาสามัญของการตัดต่อเรื่องราวเพื่อนำเสนอ ในแบบภาพยนตร์ แต่ด้วยเรื่องราวที่แตกต่างกันทั้งยุคสมัยและเหตุการณ์ทำให้เราอยากรู้ว่า อะไรคือส่วนที่เชื่อมเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกัน!

แน่นอน! ด้วยจำนวนของเรื่องราวและตัวละครที่ค่อนข้างเยอะ ทำให้ความสามารถในการจดจำรายละเอียดนั้นลดทอนลงไป หรือไม่หากใครที่สามารถจำรายละเอียดได้! ก็คงต้องเป็นคนที่จดจ่อกับหนังอย่างจริงจังและตั้งใจเป็นพิเศษ เพราะข้อมูลที่หนังมอบให้เพื่อปะติดปะต่อเรื่องราวนั้นมีมากเหลือเกิน แต่ด้วยวิธีการนำเสนอแบบที่ผู้กำกับทั้งสามเลือกใช้ ก็ช่วยให้ผู้ชมสามารถตามเรื่องไปได้เรื่อยๆ (ซึ่งตามวรรณกรรมก็ใช้วิธีการเล่าเรื่องเช่นเดียวกับในภาพยนตร์ครับ หรือจะกล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือ ผู้กำกับใช้วิธีการเล่าเรื่องตามต้นฉบับหนังสือนั่นเอง!)

จะว่าไปแล้ว Cloud Atlas เป็นภาพยนตร์จากฝั่งตะวันตกที่แฝงความเป็นตะวันออกเข้าไปอย่างมากซึ่งคาดว่า ผู้เขียน เดวิด มิตเชลล์ อาจได้แรงบันดาลใจมาจากความเชื่อของชาวเอเชียทั้งเรื่องเวียนว่ายตายเกิด และอีกส่วนมาจากพุทธศาสนาที่ว่าด้วยเรื่องของ อิทัปปัจจยตา ที่กล่าวถึงความเกี่ยวเนื่องของเหตุและผล เมื่อมีเหตุย่อมมีผล สิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมี สิ่งนี้ดับสิ่งนี้จึงดับ เป็นปัจจัยแห่งการก่อเกิด การดำรงอยู่ และการเสื่อมสลาย อันเป็นสัจธรรมของสรรพสิ่งในจักรวาล ซึ่งทั้งหมดสอดคล้องกับลักษณะการทำงานของสองพี่น้องวาชาวกี้ ที่ชื่นชอบในเรื่องของปรัชญาและความลึกซึ้งของชีวิต ซึ่งเคยใส่ไว้ในภาพยนตร์ The Matrix ไตรภาคมาแล้ว

นอกจากนี้ หนังยังแฝงความขบถอยู่ในตัว! ที่ต่อต้านการถูกบีบบังคับ กดขี่ข่มเหงอันมิชอบจากผู้มีอำนาจ และอีกนัยคือการขบถต่อสภาวะตึงเตรียดและกดดันที่มีในจิตใจ เพื่อหลุดพ้นจากสภาพชีวิตที่เราไม่ต้องการ ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของมนุษย์ ที่แม้สภาพภายนอกเราจะถูกปิดกั้นทุกทิศทุกทาง และภายในจิตใจและห้วงความคิดของเรา ไม่มีใครสามารถมารุกล้ำ เรามีอิสระที่จะเลือก ที่จะคิด ที่จะเป็นในสิ่งที่เราต้องการ ถ้าหากเราไม่ยอมจำนน ซอนมี-451 และ ทิโมธี คาเวนดิช จึงนับเป็นตัวละครที่มิติและมากสีสันที่สุดในเรื่องนี้ ที่ตลอดการเล่าเรื่องของทั้งสองเต็มไปด้วยเพลิดเพลินกับการทลายข้อจำกัดของ ชีวิต

สิ่งเชื่อมต่างๆ ในหนังเรื่องนี้อันได้แก่ หนังสือบันทึกการเดินทางของอดัม อีวิง, จดหมายและบทเพลง Cloud Atlas Sextet ของ โรเบิร์ต โฟรบิเชอร์, นวนิยายบันทึกการสืบสวนสอบสวนของนักข่าวสาวหลุยซา เรย์, หนังสือวิบากกรรมของคาเวนดิช,การประกาศอิสรภาพของมนุษย์สังเคราะห์ ซอนมี-451, เรื่องเล่าหลังอารยธรรมโลกสูญสลายของ แซคคารี่ กลายเป็นสิ่งแทนสัญลักษณ์ของการกลั่นกรองจากประสบการณ์ชีวิตของตัวละคร ที่บางอย่างต้องแลกมาด้วยชีวิตของเขาเอง ซึ่งนั่นมีค่าไม่ต่างจากสมบัติวัตถุธาตุที่มนุษย์โลกต่างยึดถือ และมีคุณค่าส่งมอบอุดมการณ์และจิตวิญญาณสู่อนุชนรุ่นหลัง ที่อาจเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผู้คนในอนาคตสามารถสร้างสรรค์สิ่งที่ยิ่งใหญ่ ขึ้นมาได้ และหากเรามาลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า ในชีวิตเรานี้ได้สร้างอะไรที่มีคุณค่าขึ้นมาบ้าง ที่เมื่อเราจากโลกนี้ไป? คุณได้คำตอบหรือไม่?

Cloud Atlas นับเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่มีความทะเยอทะยานในตัวสูง เป็นภาพยนตร์แห่งชะตากรรม กินขอบเขตข้ามศตวรรษ ที่เล่าเรื่องราวอันหลากหลาย ซับซ้อน มากด้วยความนัยยะแฝงที่เราสามารถค้นหาคุณค่าได้ทุกครั้งที่เราได้ชม ยังมีอีกสิ่งที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้! เนื่องด้วยตัวละครต่างๆ ในเรื่องนี้ ทุกตัวต่างมีบทบาทในยุคสมัยของแต่ละคน และยังมีการกลับชาติมาเกิดในอีกยุคสมัยหนึ่ง ที่บุคลิกลักษณะ รวมถึงเพศสภาพแตกต่างไปจากเดิม เพื่อการเชื่อมโยงและสื่อสารให้ผู้ชมได้รับรู้ในจุดๆ นี้ นักแสดงนำทุกคนจึงต้องผ่านการแต่งหน้า ที่อาจจะเรียกได้ว่ายอดเยี่ยมที่สุดตั้งแต่โลกภาพยนตร์เคยมีมา และนี่เป็นอีกส่วนหนึ่งที่มากสีสัน เมื่อนึกถึงภาพยนตร์เรื่องนี้!

Cloud Atlas ผมให้ 4 ดาว (เต็ม 5 ดาว)

โดย Charthree
http://charthree.wordpress.com