The Master : มนุษย์เป็นเพียงสัตว์เดรัจฉาน ที่พยายามฉลาดเหนือตัวอื่นในฝูง

Home / วิจารณ์หนัง / The Master : มนุษย์เป็นเพียงสัตว์เดรัจฉาน ที่พยายามฉลาดเหนือตัวอื่นในฝูง

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งหนังที่เป็นตัวเต็งออสการ์ในปีนี้ ที่นักวิจารณ์คาดการณ์ไว้ว่าน่าจะเป็นหนังที่เต็งทั้งสาขา ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และ นักแสดงชายยอดเยี่ยม กับหนังเรื่องล่าสุดของผู้กำกับสุดเมพอย่าง พอล โธมัส แอนเดอร์สัน ที่ควบเอา 3 นักแสดงนำของเรื่องแถวหน้าของฮอลลีวู้ด มาพูดถึงชมรมพลังจิตนั่นเอง

ภาพยนตร์เรื่องนี้ติดตามความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของ เฟร็ดดี้ ที่รับบทโดย วาคิน ฟินิกซ์ อดีต นายทหารเรือผู้มีอารมณ์ปรวนแปร เขาไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับชีวิตประจำวันได้ รวมถึงการเดินทางที่ไม่คาดฝันของเขาเมื่อเขาได้เจอกับขบวนการเกิดใหม่ในชื่อ ของ เดอะ คอส เฟร็ดดี้ ผู้ติดต่อกับเดอะ คอส ในฐานะคนนอกและคนพเนจร ท้ายที่สุดแล้วกลับกลายเป็นเหมือนตัวแทนทายาทของผู้นำผู้มีสีสันของพวกเขา แลนคาสเตอร์ ด็อดด์ ผู้รับบท ฟิลิป เซย์มัวร์ ฮอฟแมน กระนั้น แม้ในระหว่างที่เดอะ คอส ล้วงลึกเข้าไปในการควบคุมอารมณ์ของมนุษย์ มิตรภาพระหว่างเฟร็ดดี้และด็อดด์จะพัฒนาไปสู่สงครามประสาทที่ดุเดือดมาก

The Master ผลงานการกำกับของผู้กำกับ พอล โธมัส แอนเดอร์สัน ผู้กำกับสุดเมพแถวหน้าของฮอลลีวู้ด ที่เราคงรู้จักเขาดีจากหนัง ฝนตกเป็นกบ อย่าง Magnolia และ แย่งชิงน้ำมัน ใน There Will Be Blood ซึ่งในผลงานใหม่ของเขานี้ ก็เป็นการหยิบเอาเรื่องราวของ ชมรมพลังจิต ที่มีอยู่จริงมาตีความเป็นหนัง ที่ต้องขอบอกก่อนเลยว่า ตัวเรื่องของ The Master และประเด็นที่ตัวหนังต้องการจะสื่อนั่น ไม่ได้ออกมาในแนวของหนังตลาดถูกปากคนไทยอย่างแน่นอน เพราะหนังมันจะเต็มไปด้วยการแช่กล้องนิ่งๆยาวๆ และการเล่าเรื่องไม่เป็นเส้นเวลา จนอาจจะทำให้ขาจรที่หวังเข้ามาดูหนังดราม่าเพื่อจะเอาข้อคิดแบบตรงๆ คงจะต้องมึนกันไปตามๆกัน แต่ถ้าหากคุณเป็นคนที่รับได้จากข้อที่ว่ามา ต้องขอบอกเลยว่า The Master จะเป็นหนังที่เปรียบเสมือน เนื้อซี่โครงติดมัน ที่เมื่อเรากินเข้าไปแล้ว มันจะย่อยค่อนข้างยาก แถมจะรู้สึกแน่นท้อง และมันยากยิ่งกว่า ถ้าหากเราพยายามที่จะกินเนื้อทั้งหมดที่ติดกับซี่โครงแบบไม่ให้เหลือแม้แต่นิด

เพราะผมก็ถือว่าพูดได้เต็มปากเหมือนกัน ว่าตัวผมไม่สามารถเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่ The Master สื่อออกมาได้หมด แต่สิ่งนึงที่ตัวหนังพยายามจะมุ่งเน้นจากทุกการกระทำ และ การดำเนินเรื่อง หนังจะมุ่งเน้นไปที่สิ่งเดียวคือ ‘แท้จริงแล้วมนุษย์เราก็ไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน , และเป็นสัตว์เดรัจฉานที่พยายามจะแตกต่างจากเพื่อนฝูง เพราะคิดว่าสิ่งนั้นมันทำให้ตัวเองกลายเป็น สัตว์ประเสริฐ’ โดยหนังจะแสดงเรื่องราวสันดานต่างๆของ มนุษย์ตามธรรมชาติ และ มนุษย์ที่พยายามฝืนธรรมชาติ ผ่าน 2 ตัวละครอย่าง เฟร็ดดี้ และ ด๊อดส์ ที่รายแรกก็จะเต็มไปด้วยความเสื่อมโทรมจากจิตใจที่บอบช้ำหลังจากที่เขาสูญเสียทุกอย่าง

กับรายที่ 2 ที่พยายามจะเป็นสัตว์เดรัจฉาน ที่เหนือกว่าตัวอื่น ทั้งที่จริงแล้วภายในก็เป็นเพียง ความพยายาม ที่ไร้เนื้อไร้น้ำ แต่แค่จะพยายามทำให้ตัวเองดูดีเท่านั้น ซึ่งฟังๆดูแล้ว The Master อาจจะเป็นหนังที่เต็มไปด้วยความน่าเบื่อ อืดเอื่อย ไม่ต่างจาก The Tree of Life แต่เอาเข้าจริงๆถ้าหากใครเป็นคอหนังแนวนี้ จะไม่คิดเช่นนั้นเลย เพราะทั้งหมดทั้งมวล ที่สามารถพยุงตัวหนังไปพร้อมกับเรื่องราวประเภทนี้ได้ คงหนีไม่พ้นการประชันบทบาทของ โจควินท์ ฟินิกซ์ และ ฟิลลิปส์ ซีมัวร์ ฮอฟแมน ที่สามารถทำออกมาได้น่าขนลุก ในฉากระเบิดอารมณ์ และทำเอาคนดูคิดจริงๆว่า นี่มันไม่ใช่การแสดง นี่มันคือตัวตนที่แท้จริงของเขา

แถมด้านของการถ่ายภาพ และ อารมณ์โทนเรื่อง ที่สามารถเล่าได้เปรียบเสมือตัวหนังกำลังสะกดจิตคนดูให้อยู่ในอำนาจของ พลังจิต จึงเป็นอีกส่วนนึงที่ยังต้องขอชมผู้กำกับ พอล โธมัส แอนเดอร์สัน ที่ยังคงสามารถเนรมิตรสิ่งต่างๆให้กลายเป็นหนังที่ยอดเยี่ยมได้อย่างน่าเหลือเชื่อ แต่อย่างไรก็ตาม ต้องขอเตือนอีกครั้งสำหรับใครที่ชื่นชอบหนังดราม่าประเภทยัดข้อคิดตรงๆ หรือเล่าเรื่องเป็นเส้นเวลา ก็ขอให้หลีกเลี่ยง The Master โดยด่วน เพราะตัวหนังนั้นจะไม่มีสิ่งใดที่คุณชื่นชอบเลยสักนิด หนำซ้ำคุณอาจจะเข้าไปนั่งปวดหัวตึบๆว่า 2 ตัวละครนี้มันทำอะไรกันอยู่ก็เป็นได้ครับ โดย The Master เข้าฉายแล้ววันนี้แบบจำกัดโรง

โดยสรุปแล้วสำหรับผมถึงแม้จะไม่อาจเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างใน The Master แต่ จุดประสงค์หลัก และ การแสดง ก็พอจะเป็นสิ่งที่พยุงให้ตัวหนังดราม่านิ่งๆเรื่องนี้ไปถึงจุดที่สามารถทำให้คอหนังฟินได้พอประมาณแล้วหละ แต่ถ้าใครไม่ใช่คอหนังสไตล์นิ่งๆ ปวดหัวตึบๆ ก็ขอให้หลีกเลี่ยงเรื่องนี้โดดเด็ดขาดเลยหละครับ

เรื่องนี้ผมให้ 9/10 ครับ

โดย ลูกอบรสเขียด